บทที่ 15 ความจริงเรื่องการขโมย
เหอเยว่พาเจียงเหม่ยอี๋ที่อารมณ์เริ่มสงบลงบ้างแล้วไปนั่งลงตรงมุมเงียบแห่งหนึ่ง
“เจียงเหม่ยอี๋ ฉันนึกว่าฐานะทางบ้านของเธอจะค่อนข้างดีซะอีก...”
เจียงเหม่ยอี๋ลอบมองเหอเยว่อยู่สองสามครั้ง เมื่อเห็นว่าความห่วงใยในแววตาของอีกฝ่ายไม่ใช่วิชาการแสดง เธอจึงก้มหน้าลงและยอมเล่าความจริงออกมา
“ฐานะทางบ้านของฉันก็ดีอยู่หรอก แต่บ้านหลังนั้นมันไม่ใช่บ้านของฉันอีกต่อไปแล้ว”
พอคิดถึงความอัปยศและความกดดันที่ได้รับจากที่บ้าน น้ำตาของเธอก็ร่วงเผาะลงมาไม่ขาดสาย
“หลังจากแม่ฉันเสีย พ่อกับแม่บุญธรรมของฉันก็ได้กัน... น่าขำไหมล่ะ? จากแม่บุญธรรมกลายมาเป็นแม่เลี้ยง แถมยังมีลูกชายกับพ่ออีกคน หลังจากนั้นฉันก็หมดความสำคัญในบ้านทันที
"ทุกอย่างในบ้านแม่เลี้ยงเป็นคนตัดสินใจหมด อย่าว่าแต่เงินค่าขนมเลย แม้แต่ค่าเทอมพวกเขาก็ยังไม่อยากจะจ่ายให้ บอกว่าผู้หญิงเรียนหนังสือไปก็ไม่มีอนาคตหรอก”
ที่เจียงเหม่ยอี๋เลือกจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้เหอเยว่ฟัง ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากจะได้รับความเห็นใจบ้าง แต่พอพูดถึงจุดที่สะเทือนใจที่สุด เธอกลับไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้เลย
เมื่อเหอเยว่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดสบถคำหยาบออกมา “ทุเรศสิ้นดี”
“เหอเยว่ นี่เธอพูดคำแบบนี้เป็นด้วยเหรอ?” เจียงเหม่ยอี๋อึ้งไป “เธอคือเหอเยว่ตัวจริงใช่ไหมเนี่ย?”
เจียงเหม่ยอี๋อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มของเหอเยว่เบา ๆ สัมผัสนั้นเนียนนุ่มและเป็นความจริง
ตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เธอก็รู้สึกว่าเหอเยว่แปลกไป ไม่เพียงแต่จะร่วมมือแสดงละครตบตาพวกเธอ แต่ยังรู้จักโกรธและพูดคำหยาบแล้วด้วย
ก็เพราะว่าตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กอายุ 18 แล้วน่ะสิ... เหอเยว่คิดในใจก่อนจะเปลี่ยนประเด็น
“เจียงเหม่ยอี๋ เธอจะยอมให้แม่เลี้ยงคนนั้นดูถูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเธอต้องตั้งใจเรียนสิ ทำไมต้องมาหาเงินด้วยวิธีแบบนี้? เป็นเพราะโจวเหวินเหอสั่งให้เธอทำใช่ไหม?”
เจียงเหม่ยอี๋เงียบไปนาน ก่อนจะค่อย ๆ เปิดปากเล่า “นักเรียนที่ได้เรียนวิชาจริยธรรมที่ห้องเรียนว่าง มีอยู่สองประเภท”
ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำ “ประเภทแรกคือพวกที่ไม่มีใครให้พึ่งพาอย่างฉัน หรืออย่างถานฉินฉิน พ่อแม่ของยัยนั่นไปทำงานที่เซินเฉิง ทิ้งให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับคุณตาที่สมองเสื่อมตามลำพัง”
ถานฉินฉินคือนักเรียนที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าเหอเยว่นี่เอง มิน่าล่ะตอนที่โจวเหวินเหอโมโหในตอนนั้น ยัยนั่นถึงได้ตัวสั่นงันงกขนาดนั้น
“เธอรู้ไหมว่าเวลาหนึ่งเดือน ถานฉินฉินต้องไปที่ห้องเรียนว่างนั่นกี่ครั้ง?”
เจียงเหม่ยอี๋เริ่มมีอารมณ์รุนแรงขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“ถ้าเดือนไหนโดนหนัก ๆ ก็เป็นสิบครั้ง อย่างน้อยที่สุดก็นับนิ้วมือข้างเดียวไม่พอ ไม่มีใครคอยหนุนหลังเธอ ถ้าเธอไม่ฟังคำสั่ง โจวเหวินเหอบอกว่าจะใส่ความผิดไว้ในประวัติการศึกษาของเธอ
ทำให้เธอเรียนไม่จบ และอย่าหวังจะได้ใบจบการศึกษาเลย พวกเราที่เป็นผู้หญิงถ้าอยากจะแข็งแกร่งขึ้นก็ต้องเรียนหนังสือ นี่เป็นทางรอดทางเดียวของพวกเรา”
พอพูดถึงตรงนี้ แม้แต่เจียงเหม่ยอี๋เองก็ยังรู้สึกสงสารถานฉินฉิน
“ต่อมา ฉันก็เจอสิ่งยึดเหนี่ยวของฉัน... นั่นก็คือเงิน”
เจียงเหม่ยอี๋มองใบหน้าเหอเยว่ที่อึมครึมลง ก่อนจะเลียริมฝีปากด้วยความรู้สึกกระดากอาย
“เธอก็รู้ใช่ไหมว่ามีคนชอบลั่วอี้หลานตั้งเยอะ แต่ลั่วอี้หลานไม่เคยสนใจใครเลย มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้ชายจากโรงเรียนฮุ่ยหลินมาขอให้ฉันช่วยส่งจดหมายรักให้เธอ
เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นั้นแท้ ๆ แต่เขากลับให้ค่าขนมฉันตั้งหนึ่งร้อยหยวนเลยนะเหอเยว่! ตั้งหนึ่งร้อยหยวนเชียวนะ!”
เมื่อเห็นดวงตาที่เป็นประกายของเจียงเหม่ยอี๋ยามที่พูดถึงเรื่องเงิน เหอเยว่ก็ยากที่จะปกปิดแววตาเหยียดหยามบนใบหน้าเอาไว้ได้
“เงินแค่ร้อยหยวน เธอถึงกับยอมขายเพื่อนร่วมชั้นเลยเหรอ?”
เมื่อได้ยินเหอเยว่พูดแบบนั้น สีหน้าของเจียงเหม่ยอี๋ก็ถอดสีทันที แต่พอคิดว่าตัวเองก็โดนบีบบังคับเหมือนกัน เธอจึงรวบรวมความกล้าพูดต่อ
“บางคนใจป้ำมาก เพราะฉะนั้นทุก ๆ เดือนฉันจะแบ่งเงินไปให้โจวเหวินเหอได้ถึงสองพันหยวน ส่วนที่เหลือฉันก็เก็บไว้เอง คิดว่าในอนาคตจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกล ๆ จากบ้านหลังนั้น”
เงินสองพันหยวนต่อเดือน... จินตนาการได้เลยว่าเจียงเหม่ยอี๋ทำธุรกิจนี้รุ่งเรืองแค่ไหน
เพราะกลัวว่าเหอเยว่จะลงไม้ลงมือกับเธออีก เจียงเหม่ยอี๋รีบยกมือขึ้นกุมหน้าแล้วพูดว่า
“ส่วนนักเรียนอีกประเภทที่ต้องไปห้องเรียนว่าง ก็คือพวกที่ดวงซวย ไปขัดหูขัดตาตอนที่เขาอารมณ์ไม่ดีพอดี... อย่างเช่นเธอไง”
“ฉันเนี่ยนะ?”
“วันนั้นเขาชวดรางวัลครูดีเด่นระดับมณฑลมาน่ะสิ...”
คนพรรค์นี้ถ้าได้รางวัลขึ้นมา คงจะทำร้ายจิตใจคุณครูคนอื่น ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างแท้จริงแย่เลย!
“ในห้องเรา มีคนเคยไปเรียนวิชาจริยธรรมทั้งหมดกี่คนกันแน่?” เหอเยว่ถาม
“ไม่รู้สิ บางคนไม่ยอมพูดหรอก” เจียงเหม่ยอี๋บอก
“โจวเหวินเหอฉลาดมาก เขารู้จุดอ่อนของพวกเราทุกคน อย่างฉัน... ฉันอยากเรียนจบดี ๆ อยากเข้ามหาวิทยาลัย อยากหนีไปจากบ้านหลังนั้น”
เจียงเหม่ยอี๋ตัวสั่นอย่างรุนแรง เธอจับมือของเหอเยว่ไว้
“โจวเหวินเหอเหมือนซาตาน เหมือนปีศาจร้าย เขากุมชะตาของพวกเราเอาไว้ ขอแค่เขาไม่สบอารมณ์ เขาก็จะสุ่มเลือกใครสักคนไประบายอารมณ์ที่ห้องเรียนว่าง แต่ตั้งแต่ฉันเริ่มให้เงินเขา เขาก็ไม่เคยเลือกฉันอีกเลย”
เพราะมันเป็นความสงบสุขที่แลกมาด้วยการหักหลังลั่วอี้หลาน เจียงเหม่ยอี๋จึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเหอเยว่
“ฉันเองก็แค่... อยากเรียนหนังสือดี ๆ เท่านั้นเอง...”
ชีวิตของเจียงเหม่ยอี๋มีแค่บ้านกับโรงเรียน เธอไม่เคยผ่านประสบการณ์พบเจอผู้คนร้อยพ่อพันแม่ในสังคม
ในกรอบความคิดที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ของเธอ ครูประจำชั้นกับพ่อแม่คือผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้า สัญชาตญาณจึงสั่งให้เธอต้องปกป้องตัวเอง
เหอเยว่จึงไม่คิดที่จะตำหนิเธอรุนแรงจนเกินไป
“แล้วโจวเหวินเหอรู้ไหมว่าเงินพวกนี้ได้มาจากไหน?” เหอเยว่ถาม รู้สึกเหมือนหัวใจดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันเยือกเย็น
“รู้”
“หึ หมายความว่า เขารู้ทั้งรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ประโยชน์จากนักเรียนหญิงของเขาเพื่อแลกกับเงินงั้นเหรอ?” เหอเยว่หัวเราะออกมาด้วยความสมเพช
เจียงเหม่ยอี๋พยักหน้าเงียบ ๆ
เมื่อเห็นสีหน้าของเหอเยว่ดูแย่มาก เจียงเหม่ยอี๋จึงเอ่ยเตือนด้วยความระมัดระวัง
“เหอเยว่ พวกเราสู้โจวเหวินเหอไม่ได้หรอก ตอนนี้พวกเธอรู้เรื่องที่ฉันทำหมดแล้ว ถ้าฉันไม่มีเงินไปส่งให้เขา ฉันก็ต้องกลับไปที่ห้องเรียนว่างนั่นอีก
ให้คิดซะว่านี่คือการชดใช้กรรมของฉันได้ไหม? เธอช่วยบอกให้พวกนั้นลบคลิปวิดีโอเถอะนะ ฉันสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ฉันไม่อยากติดคุก”
เมื่อได้ยินความหวาดกลัวในน้ำเสียงของเจียงเหม่ยอี๋ เหอเยว่ก็กำหมัดแน่น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมแพ้ตั้งแต่สงครามยังไม่เริ่ม
เจียงเหม่ยอี๋มองใบหน้าที่บึ้งตึงของเหอเยว่ แล้วดูเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้
“เธอคงไม่ได้คิดจะ...”
พูดไม่ทันจบ เธอก็รีบชักมือที่กุมมือเหอเยว่กลับทันที ท่าทีนี้ชัดเจนมากว่าเธอจะไม่ยอมช่วยเหอเยว่เด็ดขาด
เหอเยว่เองก็ไม่อยากบังคับเธอ เจียงเหม่ยอี๋ก็มีชีวิตของเจียงเหม่ยอี๋ ไม่มีใครมีสิทธิไปบังคับให้คนอื่นทำตัวเป็นแม่พระผู้เสียสละได้
เหอเยว่จึงเปลี่ยนประเด็น “ที่ฉันสั่งให้เธอเขียน เขียนเสร็จหรือยัง?”
“เสร็จแล้ว” เจียงเหม่ยอี๋หยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยรายชื่อออกมา แต่เธอก็กำมันไว้แน่นในมือ ไม่อยากจะส่งให้เหอเยว่
“พวกเธอจะเอาไอ้กระดาษแผ่นนี้ไปทำอะไรเหรอ? ยังไงพวกนั้นก็คงไม่คืนเงินหรอก”
เจียงเหม่ยอี๋กลัวว่าถ้าธุรกิจล่ม เธอจะต้องเป็นฝ่ายชดใช้เงินคืนให้พวกนั้นแทน
เหอเยว่แย่งรายชื่อนั้นมากางออก แล้วกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว “เธอแน่ใจนะว่าไม่มีตกหล่น?”
“ไม่มี เขียนคนเดียวกับเขียนสิบคนก็คือการขายเพื่อนเหมือนกัน ฉันจะปิดบังไปเพื่ออะไร?” เจียงเหม่ยอี๋ประชดตัวเอง
คำพูดนี้เป็นความจริง เหอเยว่จึงถามตรงประเด็นทันที “งั้นเธอรู้จักคนชื่อเฉินซงไหม?”
เจียงเหม่ยอี๋คิดทบทวนอย่างละเอียด ก่อนจะส่ายหน้า
“หมอนั่นน่าจะรวยมาก แถมมีลูกน้องเยอะ ไม่น่าจะใส่ชุดนักเรียนมาทำธุรกิจกับเธอ ลองนึกดูดี ๆ อีกทีสิ”
“ถ้าเขาเก่งกาจขนาดที่เธอว่าจริง ๆ ฉันไม่มีทางจำไม่ได้หรอก”
“นั่นสินะ...”
เห็นเจียงเหม่ยอี๋ยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่าไม่รู้จักเฉินซง ดูท่าเบาะแสนี้จะขาดลงตรงนี้
เหอเยว่ทำได้เพียงโบกมือ “เธอไปเถอะ ส่วนคลิปวิดีโอฉันจะบอกให้อาหนิงลบให้เอง”
“ขอบคุณนะ”
ทว่าในตอนที่เจียงเหม่ยอี๋กำลังจะลุกเดินจากไป เหอเยว่ก็เรียกเธอเอาไว้ซะก่อน
“แล้วเธอรู้จักคนชื่อหวังซิ่วหย่าไหม? บางทีหวังซิ่วหย่าอาจจะเคยเป็นหนึ่งในนักเรียนที่เคยไปห้องเรียนว่างก็ได้”
“ในห้องเรามีตั้ง 53 คน เธอรู้ไหมว่ามีกี่คนที่เคยไปห้องเรียนว่าง?” เจียงเหม่ยอี๋ย้อนถาม
เหอเยว่ส่ายหน้า
“อย่างน้อยที่สุดก็สิบคน” เจียงเหม่ยอี๋ชูนิ้วมือ
“โจวเหวินเหอเป็นครูมาตั้ง 23 ปีแล้ว เธอลองคำนวณดูสิ ว่าตลอดเวลา 23 ปีมานี้ มีคนต้องเข้าห้องเรียนว่างไปแล้วกี่คน”
จำนวนมันมากมายมหาศาลขนาดนั้น ขนาดคนในห้องตัวเองเจียงเหม่ยอี๋ยังรู้ไม่หมดเลย แล้วเธอจะไปรู้จักหวังซิ่วหย่าได้อย่างไร?
เหอเยว่ปล่อยให้เจียงเหม่ยอี๋เดินจากไป ส่วนตัวเธอนั่งอยู่บนม้านั่งยาวคนเดียว ริมฝีปากสีแดงสดเม้มเข้าหากันแน่น
เธอเพิ่งจะอายุ 18 ปี พ่อแม่ก็อยู่ต่างถิ่น ที่บ้านมีเพียงคุณตาคนเดียว เธอก็เป็นแค่นักเรียนคนหนึ่งที่ไม่มีใครให้พึ่งพาเหมือนกัน
แล้วโจวเหวินเหอล่ะ? ก็เป็นจริงอย่างที่เจียงเหม่ยอี๋พูด โจวเหวินเหอทำตัวราวกับเป็นปีศาจร้ายที่คอยบงการความเป็นความตายของพวกเธอ
เธอควรจะอดทนต่อไปไหมนะ? การแข็งข้อกับโจวเหวินเหอเห็นได้ชัดว่าจะไม่มีจุดจบที่ดีแน่
“เหอเยว่ สิ่งที่เธอต้องทำคือจัดการกับเฉินซงต่างหาก” เหอเยว่บอกกับตัวเอง “อย่าหาเรื่องใส่ตัวในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลย”
คนที่ฉลาด ย่อมรู้ดีว่าเวลาไหนควรเลือกที่จะยืนดูอยู่ห่าง ๆ