บทที่ 13 วางกับดัก
กว่าจะกลับมาถึงหอพักก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว
เพื่อนร่วมห้องส่วนใหญ่ยังคงนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ พื้นที่เล็กๆ ขนาดสิบตารางเมตรอบอวลไปด้วยเสียงพึมพำอ่านโจทย์เบาๆ
บรรยากาศตึงเครียดที่ห่างหายไปนานทำให้เหอเยว่เผลอก้าวเท้าให้เบาลงโดยไม่รู้ตัว เธอหยิบอุปกรณ์อาบน้ำแล้วค่อยๆ เดินไปห้องน้ำอย่างเงียบเชียบ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็แอบเข้าไปหลบอยู่ในห้องส้วมคนเดียวเพื่อทายาเงียบๆ
เรื่องของโจวเหวินเหอ... เหอเยว่ยังไม่อยากผลีผลามทำอะไร เพราะกลัวว่าจะทำให้คนบริสุทธิ์ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เมื่อตั้งสติได้ เหอเยว่จึงตัดสินใจที่จะปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่พอเธอก้มลงมองแผลที่มือตัวเอง เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหวังซิ่วหย่าขึ้นมาอีกครั้ง
สัญชาตญาณของผู้หญิงบอกเธอว่า โจวเหวินเหอกับหวังซิ่วหย่าต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกันแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมในห้องเรียนว่างห้องนั้น ถึงมีเรียงความดีเด่นของหวังซิ่วหย่าแปะอยู่แค่คนเดียวล่ะ?
ทุกอย่างเหมือนมีบางอย่างชี้นำไว้
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะราวเหล็กใสๆ สามครั้งดึงความทรงจำของเหอเยว่กลับมา เธอรีบเก็บยาและเดินไปที่ระเบียงเงียบๆ และก็เป็นอย่างที่คิด ลั่วอี้หลานจากห้องข้างๆ เป็นคนเรียกเธอนั่นเอง
ระเบียงของทั้งสองห้องอยู่ใกล้กันมาก ใกล้เสียจนลั่วอี้หลานแค่ยื่นมือมาก็คว้ามือของเหอเยว่ได้แล้ว
เหอเยว่กลัวลั่วอี้หลานจะเห็นแผลที่มือ จึงรีบซ่อนมือไว้ข้างหลังทันที
“เสี่ยวเยว่ เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงของลั่วอี้หลาน เหอเยว่ก็ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอก เขาแค่ลงโทษให้ฉันคัดลอกข้อสอบน่ะ”
ลั่วอี้หลานมองเหอเยว่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าแต่กลับดูเกร็งๆ ผิดปกติ สายตาของเธอเหลือบมองเพียงนิดเดียว เหอเยว่ก็รีบซ่อนมือไว้ข้างหลังมากกว่าเดิมด้วยความร้อนตัว
ลั่วอี้หลานเห็นท่าทางลนลานนั้น เดิมทีเธอตั้งใจจะซักไซ้ต่อ แต่ก็นึกถึงคำพูดของเยว่โจวขึ้นมาได้เสียก่อน
ทุกคนต่างก็มีความลับ และพวกเธอโตๆ กันแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไป
“คัดข้อสอบเสร็จหรือยัง? ให้ฉันช่วยไหม?” ลั่วอี้หลานยิ้มแล้วถาม
ในเมื่อเหอเยว่ไม่อยากพูด เธอก็จะช่วยปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปแบบเนียนๆ ก็แล้วกัน
เมื่อเห็นว่าลั่วอี้หลานไม่ได้สังเกตเห็นอะไร เหอเยว่ถึงได้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ลายมือเธอสวยเหมือนฟอนต์พิมพ์คอมพิวเตอร์ขนาดนั้น โจวเหวินเหอต้องจับได้แน่ๆ อีกอย่างฉันก็คัดเสร็จหมดแล้วด้วย”
คัดจนอยากจะอ้วกแล้วเนี่ย...
ทั้งสองคนยืนคุยเล่นกันอยู่ที่ระเบียง จนกระทั่งมีเสียงคุ้นเคยกระซิบเรียกชื่อพวกเธอมาจากใต้ตึกหอพัก
“ยัยลั่ว!”
ลั่วอี้หลานและเหอเยว่ก้มลงไปมอง เป็นหลินเซี่ยหนิงนั่นเอง
เหอเยว่ยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังเลิกเรียน จึงหันไปถามด้วยความสับสน “ทำไมยัยนั่นไปอยู่ข้างนอกล่ะ?”
ลั่วอี้หลานส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายัยนั่นแอบไปไหนมา”
“ช่วยโยนเชือกปีนเขาลงมาให้หน่อย!” หลินเซี่ยหนิงกวักมือหย็อยๆ พลางหันไปมองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลาว่ามีอาจารย์เวรตรวจหอเดินผ่านมาไหม
“รอแป๊บ” ลั่วอี้หลานบอก ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปหยิบเชือกมาอย่างเอือมระอา
โชคดีที่พวกเธออยู่แค่ชั้นสอง และหลินเซี่ยหนิงก็ตัวเบาคล่องแคล่ว อาศัยเชือกปีนเขาไม่กี่อึดใจก็ปีนขึ้นมาบนระเบียงได้สำเร็จ
ยัยตัวดีส่งยิ้มแห้งๆ ให้ทั้งสองคน “พวกเธอยังไม่นอนกันอีกเหรอ?”
หลินเซี่ยหนิงหัวเราะแก้เก้อพยายามจะเดินเข้าห้อง แต่กลับถูกลั่วอี้หลานคว้าคอเสื้อไว้
“สารภาพมาซะดีๆ โทษหนักจะได้เป็นเบา”
เหอเยว่รีบรับไม้ต่อทันที “ถ้าขัดขืน... โทษจะหนักกว่าเดิมนะจ๊ะ”
ทั้งสามคนกลับมานั่งล้อมวงกันที่ระเบียงโดยมีราวเหล็กกั้น หลินเซี่ยหนิงเล่าเรื่องคร่าวๆ โดยเน้นเฉพาะประเด็นสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบ
เธอแอบสะกดรอยตามเจียงเหม่ยอี๋จนเห็นว่ายัยนั่นกำลังซื้อขายของกับพวกนักเลงหัวโจก จากนั้นก็ไปเจอกับพวกเด็กโรงเรียนฮุ่ยหลิน แล้วก็เกิดการตะลุมบอนกันจนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
หลินเซี่ยหนิงเล่าจนคอแห้งเป็นผง หลังจากทุกคนจมอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ลั่วอี้หลานก็เอ่ยถามขึ้นมา
“แล้วคนที่เธอไปจุ๊บเนี่ย หล่อป่ะ?”
“ยัยลั่ว! นี่เธอแอบดูซีรี่ส์รักน้ำเน่ามากไปหรือเปล่าเนี่ย!” หลินเซี่ยหนิงโวยวาย
“ดูท่าทางจะหล่อจริงแฮะ หน้าแดงเชียว” ลั่วอี้หลานวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง
ทว่าท่ามกลางเสียงล้อเลียนของเพื่อนๆ เหอเยว่กลับไม่ได้ร่วมวงด้วย เธอเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว มือที่ซ่อนอยู่ข้างหลังบีบเข้าหากันจนแน่น
โรงเรียนฮุ่ยหลิน... หรือจะเป็นเขาคนนั้น?
“โถ่ ลั่วลั่ว เลิกพูดเถอะ ฉันไม่รู้จักอีตานั่นจริงๆ นะ!” หลินเซี่ยหนิงรีบขัดลั่วอี้หลานเพื่อเปลี่ยนประเด็นทันที “ตอนนี้เรื่องสำคัญคือเจียงเหม่ยอี๋ต่างหาก!”
“แล้วตอนที่เจียงเหม่ยอี๋ทำข้อตกลงกันเมื่อกี้ เธอได้ถ่ายรูปไว้ไหม?” เหอเยว่ดึงสติกลับมาแล้วถาม
“เอ่อ... เปล่าอ่ะ”
“แล้วเธอมีแผลที่โดนยัยนั่นตีไหม? พวกเราจะได้ไปตรวจร่างกายเอาผิดได้” ลั่วอี้หลานเสนอ
“ระดับจอมยุทธ์หญิงอย่างฉัน จะโดนตีง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ?”
หลินเซี่ยหนิงยืดอกอย่างภูมิใจ แต่คำตอบนั้นกลับทำให้ลั่วอี้หลานและเหอเยว่ต่างพากันเงียบกริบ หลินเซี่ยหนิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
“Shit!”
ทั้งสามคนประสานเสียงถอนหายใจพร้อมกัน ลั่วอี้หลานกับหลินเซี่ยหนิงกำลังกลุ้มใจเรื่องที่เจียงเหม่ยอี๋แอบเอาของไปขายต่อ
แต่สิ่งที่เหอเยว่คิดกลับไม่ใช่เรื่องนั้น ตอนนี้สมองของเธอตีกันมั่วไปหมด
ในอดีตเธอไม่เคยรู้เลยว่าเฉินซงไปเจอกับลั่วอี้หลานได้ยังไง จนเป็นเหตุให้เขาตามตื๊อตามจีบเธออย่างบ้าคลั่งและโรคจิตในเวลาต่อมา
หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับการที่เจียงเหม่ยอี๋แอบเอาของใช้ส่วนตัวของลั่วอี้หลานไปขายกันแน่?
เสียงออดเตือนให้เตรียมตัวเข้าเรียนคาบเช้าดังขึ้นแล้ว แต่เจียงเหม่ยอี๋ยังคงสะพายกระเป๋านักเรียนแอบอยู่ใต้บันได พลางกัดเล็บตัวเองด้วยความวิตกกังวล
ทำยังไงดี? เมื่อวานเธอกล่อมหลินเซี่ยหนิงไม่สำเร็จ ยัยนั่นต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกลั่วอี้หลานแน่ๆ!
ถ้าเรื่องนี้บานปลายขึ้นมา นอกจากจะขาดรายได้ โดนตัดช่องทางทำมาหากินแล้ว เธอต้องโดนทัณฑ์บนแน่ และถ้าพ่อแม่ที่รักลูกชายมากกว่าลูกสาวอย่างเธอรู้เข้า เธอไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ๆ!
หรือว่า... เธอต้องไปขอให้เขาช่วยจริงๆ?
ที่เธอยอมขโมยของของลั่วอี้หลานไปขาย ทั้งหมดก็เพื่อเอาใจเขา เงินที่หามาได้ก็เปลี่ยนเป็นของขวัญหรูๆ เข้ากระเป๋าเขาหมด
เขาคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้เธอตายหรอกมั้ง?
แต่ถึงเขาจะยอมช่วย เธอก็คงต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้ออยู่ดี
เมื่อคิดได้แบบนั้น ฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดของเจียงเหม่ยอี๋ก็หนักอึ้งขึ้นมา และเพราะมัวแต่เหม่อ เธอเลยเดินชนเข้ากับเหอเยว่ที่กำลังรีบร้อนวิ่งสวนมาอย่างจัง
เจียงเหม่ยอี๋หน้ามุ่ยกำลังจะหลีกทางให้ แต่กลับถูกเหอเยว่คว้าแขนไว้แน่น
“เธอเห็นลั่วอี้หลานบ้างไหม?”
“ลั่วอี้หลานเหรอ?” เจียงเหม่ยอี๋ส่ายหน้าด้วยความร้อนตัว “เธอ... เป็นอะไรไปงั้นเหรอ?”
หรือว่ายัยนั่นจะไปฟ้องอาจารย์ใหญ่แล้ว?
เหอเยว่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ “เมื่อกี้เธอโมโหมาก ไม่รู้ว่าออกไปตามหาอาหนิงที่ไหนแล้ว”
“ตามหาอาหนิง?” หัวใจของเจียงเหม่ยอี๋หล่นวูบ รีบซักต่อทันที “หมายความว่าไงที่ไปตามหาอาหนิง?”
ใบหน้าของเหอเยว่เต็มไปด้วยความกังวล “เมื่อคืนอาหนิงไม่ได้กลับหอเลยน่ะสิ”
“ได้ยังไงกัน?”
เจียงเหม่ยอี๋นึกถึงเรื่องที่พวกนั้นสู้กันจนหน้าดำหน้าแดงเมื่อคืน หรือว่าหลินเซี่ยหนิงจะตกอยู่ในมือของพวกนักเลงอีกแล้ว? เรื่องนี้เธอไม่รู้เรื่องด้วยเลยนะ
เมื่อเห็นเจียงเหม่ยอี๋เงียบไป เหอเยว่ที่กำลังรีบร้อนก็ทำท่าจะเดินหนี
“ถ้าเธอไม่รู้ก็ช่างเถอะ ฉันไปตามหาลั่วลั่วกลับมาก่อนดีกว่า”
“เดี๋ยวสิ!” เจียงเหม่ยอี๋รีบก้าวไปขวางทางเหอเยว่ไว้ทันควัน
“เอาเป็นว่าเธอเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีฉันอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง?”
เหอเยว่ชำเลืองมองเจียงเหม่ยอี๋ด้วยความระแวง
เจียงเหม่ยอี๋ซ่อนมือไว้ข้างหลัง บีบมือตัวเองแน่นเพื่อแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง พลางยิ้มเจื่อนๆ อธิบาย “สองหัวดีกว่าหัวเดียวไง”
เหอเยว่ถอนหายใจยาว เมื่อเห็นว่าแถวนี้ไม่มีคนอยู่ จึงยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเจียงเหม่ยอี๋อยู่นาน
“ชุดชั้นในหายไปงั้นเหรอ?!”
เจียงเหม่ยอี๋อุทานลั่น เมื่อเห็นเหอเยว่เบิกตาโตมองมาด้วยความตกใจ เธอจึงรีบเอามืออุดปากตัวเองทันที
เธอไม่เคยขโมยของส่วนตัวขนาดนั้นของลั่วอี้หลานเลยนะ หรือว่าจะเป็นฝีมือของหลินเซี่ยหนิงเอง?
เพราะงั้นเมื่อวานยัยนั่นเลยรีบยัดเยียดให้เธอเป็นแพะรับบาปงั้นเหรอ?
สมองของเจียงเหม่ยอี๋หมุนติ้วปั่นป่วนไปหมด “แล้วทำไมถึงไปสงสัยหลินเซี่ยหนิงล่ะ หรือว่าเป็นฝีมือยัยนั่นจริงๆ...”
“จะเป็นฝีมืออาหนิงได้ยังไงล่ะ? ถึงแม้เรื่องที่ลั่วลั่วชอบเก็บชุดชั้นในไว้ในช่องลับของกระเป๋าเดินทางจะมีแค่อาหนิงที่รู้ แต่ฉันเชื่อว่าอาหนิงไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด! ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ”
เหอเยว่พูดด้วยความร้อนใจ “ขอแค่ฉันตามอาหนิงกลับมาอธิบายทุกอย่างก็จบแล้ว”
เมื่อเห็นเหอเยว่เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว เจียงเหม่ยอี๋จึงเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจ เธอรีบปลอบเหอเยว่ทันที
“เธออย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย เดี๋ยวฉันจะไปช่วยตามหาลั่วอี้หลานเอง จะช่วยพูดเตือนสติเธอให้ก่อน”
“อื้ม” สีหน้าของเหอเยว่ดูดีขึ้นมาหน่อย พยักหน้าตกลง
“งั้นเธอช่วยบอกลั่วลั่วทีนะว่าอย่าเพิ่งโกรธ ไว้พวกเราค่อยมาเปิดอกคุยกันอีกที อาหนิงต้องโดนใส่ร้ายแน่ๆ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องช่วยกันตามหาอาหนิงกลับมาให้ได้ก่อน”
เจียงเหม่ยอี๋รีบเออออห่อหมก ปากก็บอกว่าเสียดายและเป็นห่วงแทน แต่ฝีเท้ากลับก้าวฉับๆ อย่างอารมณ์ดี
เรื่องที่ลั่วอี้หลานของหายเป็นเรื่องจริง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครที่เอาชุดชั้นไป แต่ตอนนี้ถือเป็นโอกาสทองของเธอเลยทีเดียว ที่จะได้ปัดความผิดทุกอย่างให้พ้นตัวอย่างสะอาดหมดจด
ต่อให้ไม่ใช่ฝีมือของหลินเซี่ยหนิง เธอก็สามารถสาดโคลนใส่ยัยนั่นได้อยู่ดี พอถึงเวลาจับได้คาหนังคาเขา ดูซิว่าหลินเซี่ยหนิงจะแก้ตัวยังไง
ถึงตอนนั้นหลินเซี่ยหนิงจะยังมีหน้ามาปรักปรำว่าเธอขโมยของอีกไหม?
ต่อให้โชคร้ายสุดๆ จนไม่สามารถทำให้ลั่วอี้หลานกับหลินเซี่ยหนิงแตกหักกันได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเธอระแวงและผิดใจกันได้แน่ๆ
เมื่อวางแผนในหัวเสร็จสรรพ เจียงเหม่ยอี๋ก็วิ่งไปยังตึกหอพักทันที
หอพักนักเรียนมัธยมปลายปกติแล้วจะไม่ล็อกประตู เพื่อความสะดวกของอาจารย์ในการเข้ามาตรวจค้นสิ่งของต้องห้าม
ดังนั้นเจียงเหม่ยอี๋จึงเดินเข้าห้องพักของลั่วอี้หลานและหลินเซี่ยหนิงได้อย่างง่ายดาย
เจียงเหม่ยอี๋เดินไปตรงที่วางกระเป๋าเดินทาง จริงๆ แล้วกระเป๋าเดินทางของลั่วอี้หลานนั้นจำง่ายมาก เพราะมันมีรูปถ่ายสติกเกอร์ของหลินเซี่ยหนิงกับเหอเยว่แปะอยู่
เจียงเหม่ยอี๋รู้สึกใจสั่นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอแค่แอบขโมยของเล็กๆ น้อยๆ ที่ลั่วอี้หลานไม่ใช้แล้ว
แต่คราวนี้มันคือการขโมยชุดชั้นใน ซึ่งดูเหมือนว่าความรุนแรงของเรื่องมันจะต่างออกไปคนละเรื่องเลย
เจียงเหม่ยอี๋กัดเล็บตัวเองอย่างลังเล ทว่าหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีเวลามากนัก จึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและอำมหิตทันที
“หลินเซี่ยหนิง เธอเป็นคนบีบให้ฉันต้องทำแบบนี้เองนะ...”
เจียงเหม่ยอี๋พึมพำกับตัวเอง พลางคุกเข่าลงกับพื้นแล้วลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากใต้เตียง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องของหายมันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป หรือเป็นเพราะลั่วอี้หลานมัวแต่สนใจเรื่องหลินเซี่ยหนิง จนลืมล็อกกระเป๋าเดินทางเอาไว้
“สวรรค์เข้าข้างฉันชัดๆ”
เจียงเหม่ยอี๋รู้สึกยินดีกับความโชคดี รีบยื่นมือเข้าไปหยิบชุดชั้นในตัวหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว แล้วเตรียมจะยัดมันเข้าไปในตู้เสื้อผ้าของหลินเซี่ยหนิง
แม่กุญแจของตู้เสื้อผ้าตัวนั้นมันเบี้ยวเล็กน้อยทำให้ปิดไม่สนิท เจียงเหม่ยอี๋จึงต้องใช้ออกแรงกดแผ่นเหล็กไว้เพื่อให้ประตูปิดลงได้
ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังแว่วมาจากข้างหลัง ส่งผลให้ร่างทั้งร่างของเธอแข็งทื่อเป็นหินไปทันที
“ตู้ของฉันอยู่ชั้นบนสุดต่างหากล่ะ”
เจียงเหม่ยอี๋เผลอปล่อยมือออก ประตูตู้ดีดผัวะเปิดออกทันที และชุดชั้นในตัวนั้นก็ร่วงลงสู่พื้นเสียงดังแปะ
เจียงเหม่ยอี๋หันขวับกลับไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ที่ระเบียง... หลินเซี่ยหนิงกำลังเดินถือโทรศัพท์มือถือที่กำลังอัดวิดีโออยู่ก้าวเข้ามาในห้อง
ต้องรีบหนีแล้ว!
เจียงเหม่ยอี๋ไม่คิดอะไรทั้งนั้น เธอหมุนตัวพุ่งไปเปิดประตูหอพักเพื่อจะหนีออกไป
แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับเหอเยว่และลั่วอี้หลานที่ยืนกอดอกจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา
ทางหนีถูกปิดตายอย่างไร้ทางเลี่ยง