ตอนที่1บุรุษช่วยสาวงาม
ตอนที่1 บุรุษช่วยสาวงาม
สายลมเย็นพัดโชยใบไม้พลิ้วไหว
องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนควบม้าคู่ใจ เคียงไปกับเฉิงอวิ๋นองค์รักษ์คนสนิท เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินเป็นจังหวะมั่นคง ท่ามกลางความเงียบสงบ พลันได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของสตรีดังมาจากด้านหน้า
“ช่วยด้วย!”
องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุด พลางหันไปสบตากับเฉิงอวิ๋นองค์รักษ์คนสนิท ทั้งสองมิลังเลเร่งรุดไปยังต้นเสียงทันที
เบื้องหน้าปรากฏภาพของสตรีน้อยสองนาง ถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งล้อมไว้ ดวงตาพวกมันฉายแววหื่นกระหาย ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ หัวเราะเยาะเย้ยประหนึ่งเห็นเหยื่ออันโอชะ
ไป๋ซินอวี้ดึงแขนสาวใช้ของตน ถอยกรูดไปเรื่อย ๆ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
“ฮ่า ๆ คุณหนู อย่าขัดขืนเลยดีกว่า มาสนุกกับพวกข้าจะดีกว่า!”
หนึ่งในนั้นแสยะยิ้มเอื้อมมือหมายจะคว้านาง
“อย่าเข้ามานะ!”
ทันใดนั้น เสียงกีบม้าดังสนั่น ฝุ่นทรายลอยตลบ ม้าตัวใหญ่หยุดลง ร่างสูงในอาภรณ์สูงศักดิ์ทะยานเข้ามาหยุดเบื้องหน้า แรงลมจากฝีเท้าของมันพัดเอาเสื้อคลุมสีเข้มของผู้ขี่ให้พลิ้วไหว
“ผู้ใดกล้าหยามเกียรติสตรีกลางถนนเช่นนี้”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นอย่างเยือกเย็น ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล
ไป๋ซินอวี้เงยหน้าขึ้น มองร่างสูงสง่าของผู้มาใหม่ ดวงตาคมกริบเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาประหนึ่งเทพเซียน ท่วงท่าสง่างาม
เพียงพริบตา องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนสะบัดแขนเสื้อ ขยับกายพุ่งลงจากหลังม้า ร่างสูงเคลื่อนไหวดุจสายลม มือขวาชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายคมวาววับตวัดฟาดผ่านกลางอากาศ
“อ๊ากกก!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม พวกมันไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัว ร่างกระเด็นล้มกลิ้งกันไปคนละทิศละทาง
เหล่าชายฉกรรจ์เมื่อเห็นฝีมืออันน่าสะพรึงกลัวก็รีบหันหลังวิ่งหนี หายลับไป
หลี่หานเซียนสะบัดกระบี่ล้างคม ก่อนเก็บเข้าฝัก ดวงตาคมปรายมองไป๋ซินอวี้ที่ยังยืนตะลึงมิอาจละสายตาไปจากเขา ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเฉิงอวิ๋นน้ำเสียงเย็นชา
“คุ้มกันพวกนางไปส่งที่จวนให้ปลอดภัย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เอ่ยจบ องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนก็กระโดดขึ้นหลังม้า ควบทะยานจากไป ทิ้งไว้เพียงสายลมที่พัดโชยไล้ใบหน้าของหญิงสาว
ไป๋ซินอวี้มองตามแผ่นหลังอันสง่างามนั้น ดวงตาฉายแววหลงใหล ทว่าในใจกลับเจือไปด้วยความเสียดายที่มิได้พูดคุย บุรุษเช่นนี้ช่างควรค่าแก่การครอบครองยิ่งนัก นางต้องสืบให้ได้ว่าเขาเป็นผู้ใด ดูจากอาภรณ์ที่สวมใส่แล้วคงเป็นขุนนางสูงศักดิ์หรือไม่ก็อาจเป็นเชื้อพระวงศ์
สามปีต่อมา…
จวนตระกูลเซี่ย
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ผ้าม่านเนื้อดีพลิ้วไหวตามแรงลมเบา ๆ ภายในห้องหรูหรา กลิ่นกำยานหอมระรินอบอวล
เซี่ยเหมยลี่นั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลือง ฉายภาพสะท้อนของสตรีผู้สูงศักดิ์ ดวงหน้างามพิสุทธิ์ราวหยก ดวงตาเรียวงาม ริมฝีปากแดงสดโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม
นางจ้องมองเงาของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ลี่จิ่น! ยังชักช้าอยู่ใย รีบเอาอาภรณ์สีแดงปักลายดอกเหมยมาให้ข้าสวมใส่เดี๋ยวนี้! อีกเดี๋ยวองค์ชายรอง หลี่จิ้งอวิ๋น จะคอยนาน”
เสียงของนางดุจระฆังเงิน ทว่าน้ำเสียงแฝงด้วยอำนาจล้นเหลือ
“วันนี้พระสนมหลินกุ้ยเฟยทรงเชิญข้าเข้าวังไปดื่มชา ชมดอกไม้กับองค์ชายรอง ข้าต้องงามล้ำที่สุดในวัง มิอาจให้ผู้ใดบดบังรัศมีของข้าได้”
“เจ้าค่ะคุณหนู!”
ลี่จิ่นรีบวิ่งหอบเข้ามา พร้อมอาภรณ์สีแดงสดปักลายดอกเหมย บรรจงยกขึ้นเหนือศีรษะอย่างนอบน้อม นางช่วยเจ้านายสวมใส่ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย หวั่นเกรงว่าจะทำให้ขุ่นเคือง
เซี่ยเหมยลี่มองเงาของตนเองในกระจกอีกครั้ง ดวงตาแวววาวอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสั่งต่อไป
“เร่งมือเข้า จัดแต่งเรือนผมของข้าให้วิจิตรที่สุด! หากมิได้ดั่งใจ เจ้ารู้ดีว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น”
ลี่จิ่นรีบพยักหน้า คว้าหวีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มือเล็กสางเส้นผมดำขลับให้เรียบลื่น ก่อนจะค่อย ๆ เกล้ามวยประดับด้วยปิ่นหยกและปิ่นทองคำ
“เร็วกว่านี้!”
“เจ้าค่ะคุณหนู!”
ลี่จิ่นกัดริมฝีปาก หัวใจเต้นรัว นางมิกล้าผิดพลาดแม้เพียงเส้นเดียว
ขณะที่ภายในห้องยังคงวุ่นวาย เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่เดินไปมาเบา ๆ แต่กลับมิกล้าส่งเสียงใด เซี่ยเหมยลี่มองเงาตนเองอีกครั้ง รอยยิ้มจางปรากฏบนริมฝีปาก นางพึงพอใจกับทุกสิ่ง
“ดี! เช่นนี้จึงคู่ควรกับข้า”
