ตอนที่7:ปีศาจชุดแดงในป่าไผ่
ค่ำคืนปกคลุมทั่วหมู่บ้าน
แสงจันทร์สีเงินส่องผ่านหมู่เมฆบาง ๆ ลงมายังผืนป่าไผ่ที่เชิงเขา
ลมกลางคืนพัดผ่านจนใบไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงซู่ซ่าเบา ๆ
หลินชิงเยาหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าป่า
สายตาของนางมองลึกเข้าไปในความมืดของป่าไผ่
ที่นั่นเงียบสงบเกินไป
“นี่มันดูเหมือนฉากในหนังสยองขวัญเลย…”
นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังเดินเข้าไป
เสียงฝีเท้าดังแผ่วบนพื้นดิน
ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไร
ป่าก็ยิ่งเงียบมากขึ้น
จนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
ทันใดนั้น
ลมแรงก็พัดผ่านป่า
ใบไผ่ไหวเอนพร้อมกัน
เงาของมันทอดยาวบนพื้นดินราวกับกำลังเคลื่อนไหว
หลินชิงเยาหยุดเดิน
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
เพราะนางรู้สึกได้ชัดเจนว่า
มีบางอย่างกำลังมองนางอยู่
นางค่อย ๆ หันกลับไปมองรอบตัว
“ใครอยู่ตรงนั้น”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงสายลมที่พัดผ่านป่า
หลินชิงเยากำดาบไม้ในมือแน่นขึ้น
ทันใดนั้น
เงาบางอย่างเคลื่อนไหวผ่านกิ่งไผ่ด้านบน
รวดเร็วราวกับสายลม
นางเงยหน้าขึ้นทันที
แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย
“หรือข้าจะคิดไปเอง…”
ขณะที่นางกำลังจะก้าวเดินต่อ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจน
หลินชิงเยาชะงัก
ทันใดนั้น
เงาสีแดงวาบผ่านระหว่างต้นไผ่รวดเร็วเหมือนแสง
ลมแรงพัดผ่านอีกครั้งก่อนที่นางจะทันตั้งตัว
ร่างหนึ่งก็ลงมายืนอยู่ตรงหน้า
ชายหนุ่มในชุดสีแดง เส้นผมสีดำยาวปลิวตามสายลม
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นมนุษย์ ดวงตาเรียวยาวสะท้อนแสงจันทร์
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก เขาก้มมองนางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“มนุษย์…”
เขาเอียงศีรษะนิดหนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาบางอย่าง
“เจ้ากล้ามาที่นี่คนเดียวหรือ”
หลินชิงเยามองเขานิ่ง
หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะนางรู้ทันทีว่า ชายตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์และเขาก็คือปีศาจจิ้งจอก
ที่ถูกกล่าวถึงในนิยาย
รอยยิ้มของชายหนุ่มกว้างขึ้นเล็กน้อย
“แปลกจริง…”
ดวงตาจิ้งจอกคู่นั้นจับจ้องนางอย่างลึกซึ้ง
ก่อนที่เขาจะพูดต่ออย่างเอื่อยเฉื่อย
“ข้าได้ยินว่าคืนนี้จะมีคนมาจับข้า.. ”
สายตาของเขากวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“แต่ไม่คิดเลยว่า…คนๆนั้นจะเป็นแมวน้อยที่มีดาบไม้เป็นอาวุธ”
หลินชิงเยาขมวดคิ้ว
“แมวน้อยงั้นหรือ? ”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“หรือไม่จริง”
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย
ดวงตาสีเข้มจับจ้องนางอย่างมีเลศนัย
“ช่วยบอกที.. ว่าคืนนี้เจ้าจะจับข้าอย่างไร”
“เจ้ามารอให้ข้าจับงั้นหรือ? ”
หลินชิงเยาเอ่ยถามเสียงเรียบ ทั้งที่หัวใจของนางเต้นแรงราวกับจะหลุดออกจากอก
ชายหนุ่มในชุดแดงยิ้มบาง ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาอีกก้าวอย่างไม่รีบร้อน
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏที่มุมปาก
“มาสิ…ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว”
เสียงของเขานุ่มต่ำราวกับกำลังหยอกล้อ
“ข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่า แมวน้อยเช่นเจ้า…จะจับข้าได้อย่างไร”
หลินชิงเยาขมวดคิ้ว
แต่จู่ ๆ สายตาของนางก็ชะงัก เพราะด้านหลังของชายหนุ่ม บนกิ่งไผ่ที่อยู่เหนือศีรษะของเขา
มีบางอย่างกำลังเลื้อยช้า ๆ งูสีดำตัวหนึ่ง
ลำตัวของมันหนาเท่าข้อมือ เกล็ดสะท้อนแสงจันทร์วาววับ ลิ้นแยกสองแฉกแลบออกมา
กำลังเล็งเขี้ยวพิษลงมายังต้นคอของชายหนุ่ม
‘งูพิษ…!’
หลินชิงเยาตกใจ
แต่ชายตรงหน้ากลับไม่รู้ตัวเลย
นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที
ดาบไม้ในมือถูกขว้างออกไปทันที
ฟึ่บ—
ดาบไม้พุ่งผ่านไหล่ของชายหนุ่มไป
ปักเข้าที่กิ่งไผ่ด้านหลังอย่างแม่นยำ
งูพิษถูกแรงกระแทกจนร่วงลงพื้นดิ้นพล่าน
แต่ในสายตาของชายหนุ่ม
ภาพที่เห็นกลับเป็นอีกอย่าง
เขาหรี่ตา ก่อนที่รอยยิ้มเย็นจะปรากฏที่มุมปาก
“โอ้…ลงมือไวใช่เล่น”
ยังไม่ทันที่หลินชิงเยาจะพูดอะไร
ร่างของเขาก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
ในพริบตาเดียว มือใหญ่ก็บีบลำคอของนางแน่น
หลินชิงเยารู้สึกว่าลมหายใจถูกตัดขาด
ดวงตาของชายหนุ่มเย็นเฉียบ มุมปากแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น
“มีเพียงดาบไม้โง่ ๆ เล่มเดียว…”
เสียงของเขาเย็นราวน้ำแข็ง
“ยังกล้าคิดจะมาจับข้า”
นิ้วมือของเขาบีบแน่นขึ้น
“ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง”
หลินชิงเยาพยายามดิ้น
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน
ก่อนที่นางจะหมดสติ
สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางอย่าง
งูพิษตัวนั้นยังดิ้นอยู่บนพื้นใกล้ ๆ เท้าของชายหนุ่ม
แต่นางไม่มีแรงแม้แต่จะพูด
จู่ๆแววตาของชายหนุ่มก็ชะงักไป
'เหตุใดในร่างกายนางถึงมีกลิ่นของพลังลึกลับบางอย่าง'
