วิญญาณหลงยุคกับร่างที่ไร้เสียง
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบเข้ากับผ้าม่านสีมงคลที่แขวนประดับไว้ทั่วห้องหอ กลิ่นอายของความรื่นเริงหอมหวานถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกที่เสียดแทงไปถึงกระดูก
หลินซี รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกบดขยี้ด้วยรถบรรทุกหนักหลายตัน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วโสตประสาท เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และอาการหน้ามืดขณะกำลังเร่งปั่นงานกราฟิกชิ้นสุดท้ายก่อนเส้นตาย
‘นี่ฉัน... ยังไม่ตายใช่ไหม?’
นางพยายามจะขยับปลายนิ้ว แต่มันกลับไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความสากของเนื้อผ้าไหมสีแดงสดที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่ และกลิ่นกำยานฉุนกะทิที่นางไม่คุ้นเคย เมื่อฝืนลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่เพดานห้องเช่าราคาถูกในกรุงเทพฯ แต่กลับเป็นโครงสร้างไม้โบราณที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ
“คุณหนู... คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!” เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังขึ้นข้างกาย
หลินซีพยายามหันมองตามเสียง เห็นเด็กสาวตัวเล็กในชุดนางกำนัลโบราณกำลังร้องไห้จนตาบวมช้ำ นางพยายามจะเอ่ยปากถามว่า ‘ที่นี่ที่ไหน’ หรือ ‘เธอเป็นใคร’ ทว่า... สิ่งที่ออกมาจากลำคอ กลับมีเพียงเสียงขลุกขลักที่แสนเบาบาง
หลินซีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามเค้นเสียงอีกครั้ง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ขอบตาเมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติของร่างกายนี้
‘ทำไม... ทำไมฉันพูดไม่ได้!’
“คุณหนูอย่าฝืนเลยเจ้าคะ ท่านหมอบอกว่าท่านเสียใจจนธาตุไฟเข้าแทรกทำให้เส้นเสียงตีบตัน” เด็กสาวคนนั้นรีบกุมมือนางไว้ “โถ่... คุณหนูมู่หรงซีของบ่าว ท่านชะตาอาภัพนัก ถูกบังคับให้แต่งงานกับชินอ๋องที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ ยังไม่ทันข้ามคืน ท่านอ๋องก็สั่งกักบริเวณท่านเสียแล้ว”
มู่หรงซี? ชื่อที่ไม่คุ้นหูทำให้หลินซีเริ่มประมวลผล ความทรงจำสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำหลาก
เจ้าของร่างนี้คือ มู่หรงซี บุตรสาวสายตรงของจวนเสนาบดีมู่หรง แต่นางกลับมีปมด้อยคือเป็นคนใบ้มาตั้งแต่กำเนิด (หรืออย่างน้อยคนทั้งเมืองหลวงก็เข้าใจเช่นนั้น) นางถูกบิดาแท้ๆ ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งมาแต่งงานกับ โจวเย่ว์ หรือชินอ๋องผู้กุมอำนาจทหาร เพื่อเป็นหูเป็นตาให้ราชสำนัก
แต่ชินอ๋องผู้นี้เกลียดชังตระกูลมู่หรงยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน เขาเชื่อว่าการส่งชายาใบ้มาคือการหยามเกียรติและเป็นการส่งสายลับมาอยู่ใต้จมูก
ปัง!
เสียงถีบประตูสั่นสะเทือนไปทั้งห้องหอ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำปักลายมังกรคาดทองก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าคุกคาม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร แต่นัยน์ตาคู่คมกลับดำมืดดุจหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
“ตื่นแล้วหรือ ชายาใบ้ของข้า”
น้ำเสียงของ โจวเย่ว์ เย็นเฉียบจนหลินซีรู้สึกเสียวสันหลัง เขาเดินตรงมาที่เตียงพร้อมกับกลิ่นสุราจางๆ ทหารที่ติดตามมาด้านหลังรีบถอยออกไปปิดประตู ทิ้งให้นางอยู่กับชายผู้น่าเกรงขามเพียงลำพัง
เขามองดูสตรีที่นั่งสั่นเทาบนเตียงด้วยสายตาเหยียดหยาม มือหนาเอื้อมมาบีบคางของนางอย่างแรงจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“แสดงเก่งเสียจริง... แสร้งทำเป็นสลบไสลไปทั้งวัน เพื่อเรียกร้องความสงสารงั้นหรือ?” เขาเพิ่มแรงบีบ “บิดาของเจ้าส่งเจ้ามาเพื่ออะไร? เพื่อให้มาแอบฟังความลับของข้าในความเงียบงันใช่ไหม!”
มู่หรงซี (หลินซี) จ้องตาเขากลับอย่างไม่ลดละ แม้จะเจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่นางไม่ใช่คนยอมคน ในยุค 2026 นางคือเอเจนซี่ที่ต้องสู้กับลูกค้าจอมเหวี่ยงมานับไม่ถ้วน แค่อ๋องโบราณคนเดียวจะกลัวทำไม!
นางยกมือขึ้นพยายามจะแกะมือเขาออก แต่นางแรงน้อยเกินไป สิ่งที่นางทำได้คือการจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและท้าทาย
“เจ้าจ้องข้าด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร!” โจวเย่ว์ชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นมู่หรงซีคนเดิมสู้สายตาเขาเช่นนี้ ปกตินางจะเอาแต่ก้มหน้าและสั่นงันงก
เขาสะบัดมือนางออกอย่างแรงจนนางเสียหลักล้มลงบนที่นอน “อย่าคิดว่าความเป็นใบ้จะเป็นเกราะคุ้มภัยให้เจ้าได้ หากข้าพบว่าเจ้าขยับเขยื้อนเพียงนิดเพื่อส่งข่าวให้บิดา ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีแม้แต่มือที่จะใช้เขียนหนังสือ!”
โจวเย่ว์หมุนตัวกลับเตรียมจะเดินจากไป แต่มู่หรงซีกลับคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่น
เขาก้มมองมือน้อยๆ นั้นด้วยความประหลาดใจ นางลุกขึ้นนั่งลำตัวตรง แล้วใช้นิ้วจุ่มลงในถ้วยชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเขียนอักษรลงบนผ้าปูเตียงสีแดงแรงๆ ว่า
‘ข้า-ไม่-ใช่-สาย-ลับ’
โจวเย่ว์แค่นยิ้มเย็น “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่ออักษรไม่กี่ตัวจากปาก... หรือมือของคนตระกูลมู่หรงงั้นหรือ? หึ อยู่ที่นี่ไปเถอะ อยู่ในความเงียบของเจ้าไปจนตาย!”
เขาสะบัดชายเสื้อจนหลุดจากมือนางแล้วเดินจากไป ทิ้งให้มู่หรงซีนั่งอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บเพียงลำพัง
หลินซีมองตามแผ่นหลังนั้นไป พลางแตะที่ลำคอของตัวเอง ความเจ็บปวดจากการถูกบีบคางยังคงอยู่ แต่นั่นไม่เจ็บเท่ากับการที่นางไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาด่าเขาได้แม้แต่คำเดียว
‘ได้... ในเมื่อพูดไม่ได้ ฉันก็จะใช้ความเงียบนี่แหละ สับขาหลอกพวกแกให้ยับ!’
แต่สิ่งที่นางไม่รู้เลยคือ... ในเงามืดข้างนอกห้องหอ มีสายตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองนางด้วยเจตนาสังหารที่รุนแรงกว่าโทสะของชินอ๋องเสียอีก!
