ตอนที่6 แขกผู้สูงศักดิ์
ครั้นแขกเหรื่อนั่งประจำที่ของตนเองได้ไม่นาน เจ้าของวันเกิดก็เดินเข้ามาในลานจัดเลี้ยง ข้างกายเยว่เยี่ยนคุนมีเยว่ฟูเหรินกับเยว่ซูซินเดินประกบข้าง ตามมาด้วยแม่ทัพใหญ่เยว่ลี่ต้ากับเยว่ฮูหยิน
เพียงคนทั้งห้านั่งประจำที่ของตนเองได้ไม่กี่ลมหายใจ พ่อบ้านประจำจวนก็ประกาศก้องเสียงดัง ถึงการมาของแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งสองพระองค์ ที่ทำให้หญิงสาวในวันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
เพียงพระโอรสทั้งสองย่างพระบาตรเข้ามาในงานเลี้ยง เหล่าสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทั้งหลายก็ต่างพากันแสร้งก้มหน้าและแอบชำเลืองสายตามองบุรุษทั้งสองเป็นพัก ๆ ตามมารยาของสตรี ทว่าพระเนตรของบุรุษทั้งสองกลับไม่แม้แต่จะชายตาแลสตรีผู้ใดเลยสักคน
บุรุษสายเลือดมังกรสองพี่น้องพระพักตร์เชิดตรง ก้าวพระบาตรอย่างมั่นคง เข้าไปหาชายชราเจ้าของจวน มุมปากทั้งสองข้างของโอรสหนุ่มพลางยกขึ้นเล็กน้อยด้วยความดีใจ ที่ได้พบชายชราเจ้าของจวน
‘เฟยห้าวซุน’ หรือก็คือองค์รัชทายาท บุรุษวัย 26 หนาว ใบหน้าหล่อเหลาริมฝีปากบางสีแดงเลือด ผิวขาวจัดปานหิมะในเหมันตฤดู รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ท่วงท่าดูสุขุมราวบัณฑิต ดวงตาของเขาดูนุ่มลึกชวนให้คนยกย่อง
‘เฟยห้าวอัน’ ชินอ๋องบุรุษหนุ่มวัย 21 หนาว ถึงใบหน้าจะถูกปิดบังเอาไว้ด้วยหน้ากาก ทว่าด้วยดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว ริมฝีปากได้รูป ทำให้เขากลายเป็นองค์ชายที่มีเสน่ห์น่าค้นหา บวกกับรูปร่างสูงเพรียว ไหล่กว้างอกผาย มีสัดส่วนกำลังพอเหมาะไม่ใหญ่โตจนน่ากลัว ผสานกับท่าทางการเคลื่อนไหวที่สุขุมเปี่ยมพลัง ทำให้เขากลายเป็นบุรุษหนุ่มที่ชวนมองไม่น้อย
ความองอาจสง่างามขององค์ชายทั้งสอง ถึงจะแตกต่างกันตามภาพลักษณ์ของแต่ละพระองค์ ทว่ากลับสามารถดึงดูดสายตาของสตรีที่ยังมิออกเรือนได้เป็นอย่างดี แต่ถึงทั้งสองพระองค์จะดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดมากเพียงใด ทว่าตำหนักของสองพระองค์กลับว่างเปล่าไร้สตรีคอยดูแล
ทางด้านองค์รัชทายาทห้าวซุนถึงจะมีสตรีมากมายมาหมายปอง แต่เพราะว่ายังไม่เจอสตรีที่ถูกใจ บวกกับเสด็จพ่อและทางบ้านเดิมของเสด็จแม่ล้วนมีภรรยาเดียว เขาจึงกลัวว่าหากแต่งพระชายาเข้าตำหนักบูรพาไป แล้วเกิดเจอสตรีที่ตนเองมีใจให้ในภายหลัง จะเป็นการผิดต่อสตรีทั้งสอง จึงยังไม่เลือกพระชายาเข้าตำหนักบูรพา
ส่วนทางด้านห้าวอันอ๋อง ถึงจะมีสตรีหลงใหลในความลึกลับน่าค้นหาในตัวของเขาอยู่ไม่น้อย ทว่าทางบ้านของหญิงสาวเหล่านั้น กลับกลัวข่าวลือต่าง ๆ นานาที่แพร่มาจากชายแดน จนไม่กล้าให้บุตรสาวเข้าไปข้องเกี่ยว ทว่าเรื่องข่าวลือใดก็คงไม่เป็นผลกับคนที่กระหายในอำนาจ เพราะพวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงคิดอยากจะส่งบุตรสาวที่มิได้ถนอมมากนัก เข้าตำหนักของเฟยห้าวอันอยู่ดี
เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จมาถึง ผู้คนในงานเลี้ยงก็ต่างลุกขึ้นยืน บ้างยอบกายบ้างโค้งตัว เพื่อทำความเคารพตัวแทนของห้าวเทียนฮ่องเต้และเยว่ฮองเฮา ที่มาร่วมอวยพรวันเกิดของเยว่เยี่ยนคุน ยกเว้นเยว่เยี่ยนคุนกับเยว่ลี่ต้า รวมถึงฮูหยินของพวกเขาทั้งสอง ที่เพียงลุกขึ้นยืนต้อนรับเสด็จเท่านั้น
ครั้นสองพี่น้องสายเลือดราชวงศ์เดินมาถึงที่หน้าท่านตา ก็ประสานมือโค้งคำนับพลางกล่าวคำอวยพรทันที “หลานขอเป็นตัวแทนเสด็จพ่อเสด็จแม่ อวยพรวันเกิดท่านตา ขอท่านตามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นต้นไม้ใหญ่ให้ลูกให้หลานได้อาศัยนับร้อยปี ร้อย ๆ ปี”
คำอวยพรที่ไม่ได้เกินจริงไปนัก อีกทั้งยังแสนเรียบง่าย ดูจริงใจจากบุตรหลาน ถึงแม้บุตรสาวจะไม่ได้มาร่วมอวยพรด้วยตัวเองในวันนี้ แต่ก็ทำเอาบุรุษอายุ 70 ถึงกับยิ้มกว้างออกมา
“ดี ๆ” เยว่เยี่ยนคุนเอ่ยเสียงดัง พลางเดินมาตบไหล่ของหลานชายสายเลือดมังกรทั้งสองพระองค์ ก่อนจะเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบเฟยห้าวอันที่เพิ่งกลับจากชายแดน
“ท่านพี่ทั้งสอง ข้าลุกได้หรือยังเพคะ? ...จริงด้วย! พวกท่านไม่ได้เจอท่านปู่มาตั้งนาน เช่นนั้นก็เชิญพูดคุยกันต่อเถอะเจ้าค่ะ ข้าทนได้” เยว่ซูซินที่ยอบกายอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อปนประชด เมื่อเห็นท่านปู่ของนางกับญาติผู้พี่ทั้งสองพูดคุยกันจนลืมคนอื่น ๆ ในงานเลี้ยง
บุรุษทั้งสามที่คุยกันจนลืมคนอื่น ได้ยินเสียงใสเอ่ยเย้าเจือตำหนิ ก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนที่เฟยห้าวซุนจะหมุนตัวไปตรัสเสียงเรียบกับเหล่าแขกเหรื่อที่อยู่ในงาน
“พวกท่านตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” ทุกคนในงานเอ่ยพร้อมกัน
เมื่อแขกในงานต่างนั่งลง เฟยห้าวซุนก็หันไปมองสตรีที่ทำหน้าเง้างอนอยู่ข้าง ๆ ท่านน้าของเขาก่อนเอ่ย “นาน ๆ ทีข้ากับห้าวอันจะได้เจอท่านตา แค่พูดคุยกันไม่ถึงจิบน้ำชา เจ้าก็ไม่พอใจเสียแล้วหรือ?”
คำพูดขององค์รัชทายาทห้าวซุน ทำเอาคนตระกูลเยว่ถึงกับหัวเราะลั่น รวมถึงเฟยห้าวอันด้วย แต่ทว่าเฟยชินอ๋องอย่างเขาก็ยังคงรักษาท่าทีเอาไว้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มเพียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากเท่านั้น
ส่วนแขกในงานเลี้ยงได้แต่กลั้นขำเอาไว้ เพราะคุณหนูสามตระกูลเยว่เป็นพวกชอบใครก็จะทุ่มหมดตัว ทว่าเกลียดใครก็ไม่มีทางอ่อนข้อให้ ดังนั้นถึงจะเป็นการเย้าแหย่กันระหว่างพี่น้อง พวกเขาก็ไม่ควรหัวเราะให้เยว่ซูซินต้องรู้สึกอับอาย เพราะดีไม่ดีหากนางโกรธเฟยห้าวซุนขึ้นมา แต่ไม่อาจไปคิดบัญชีกับญาติผู้พี่ของนางได้ หญิงสาวอาจเอามาลงกับคนที่หัวเราะเยาะนางก็เป็นได้ใครเลยจะรู้
“ท่านพี่รัชทายาทเห็นข้าเป็นคนจิตใจคับแคบถึงเพียงนั้นเลยหรือเพคะ ข้าก็เพียงแค่ทูลเตือนท่านพี่แทนแขกเหรื่อในงานเลี้ยงก็เท่านั้น” เยว่ซูซินกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่ถูกหัวเราะเยาะ
“เช่นนั้นข้าก็เข้าใจเจ้าผิดไปสินะ อย่างนั้นถือว่าพวกเราหายกันดีหรือไม่?” เฟยห้าวซุนเอ่ยไปยิ้มไป นั่นเพราะยามที่เยว่ซูซินโกรธ นางมักชอบพองแก้มโดยไม่รู้ตัว เจ้าของตำหนักบูรพาเห็นแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดูเจือตลก เขาจึงอดที่จะยิ้มหรือหัวเราะไม่ได้
“ในเมื่อท่านพี่รัชทายาทรู้ว่าเข้าใจข้าผิด ไยท่านพี่จึงไม่เอ่ยขอโทษเล่าเพคะ ไม่เพียงแค่นั้น ยังบอกว่าพวกเราหายกันอีก ไม่ทราบว่าข้าไปทำอันใดให้ท่านพี่รัชทายาทอย่างนั้นหรือเพคะ?”
