บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 วังหลวงที่แสนวุ่นวาย

แคว้นหลานซาน รัชศกหลงเฟยปีที่หนึ่ง

“ไต้ซือหยวน ท่านแน่ใจหรือว่าหากทำเช่นนี้แล้วจะมีฝนตกลงมาจริงๆ”

หลี่เฟยหลง ฮ่องเต้หนุ่มหันมาเอ่ยถามไต้ซือชราด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนัก ไต้ซือชราหันมามองเขาก่อนจะยิ้มเต็มใบหน้าและไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงทำพิธีกรรมต่อไปอย่างรวดเร็ว หลี่เฟยหลงส่งเสียงเหอะออกมาหนหนึ่ง ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ยามนี้ดูเหมือนจะมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด

เขาคือฮ่องเต้แห่งแคว้นหลานซาน หลังจากที่เสด็จพ่อสวรรคตไปเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่และสถาปนารัชศกใหม่เป็นหลงเฟยปีที่หนึ่ง เดิมทีเขามีชาติกำเนิดต่ำต้อยนัก เพราะเกิดจากนางสนมต่ำศักดิ์ผู้หนึ่งที่เสด็จพ่อทรงหลงรัก แต่ทว่าหลังจากที่นางให้กำเนิดเขาออกมาก็สุขภาพไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก เมื่อเขาอายุได้เก้าขวบมารดาก็สิ้นใจตายจากไป เขาจึงถูกส่งมาให้ฉินฮองเฮาทรงเลี้ยงดู นางไม่มีบุตรชายมีเพียงบุตรสาวคนเดียวนามว่าหลี่ซู่เหมยเท่านั้น

หลังจากเสด็จพ่อจากไปเหล่านางสนมที่ไม่มีบุตรก็ต้องย้ายไปพำนักยังอารามชีตลอดชีวิต ยกเว้นจวงไท่เฟยที่ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ นางคืออดีตกุ้ยเฟยที่เสด็จพ่อของเขาทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก หลังจากเสด็จพ่อสวรรคตได้สั่งให้เขาแต่งตั้งนางเป็นไท่เฟย ให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในวังหลวงไม่ต้องออกบวชเช่นสนมนางอื่นๆ จวงไท่เฟยไม่มีบุตร ทุกวันนางจะเอาแต่กินเจสวดมนต์อยู่ในตำหนัก ไม่ค่อยออกมาพบหน้าผู้คนมากเท่าใดนัก

ชายหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มเบื้องหน้าก่อนจะหันไปมองฉินไทเฮาที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่

“เสด็จแม่ ท่านเมาแล้ว ทรงกลับตำหนักไปเถอะ อย่ามานั่งอยู่ตรงนี้ให้อับอายสายตาผู้คนเลย เป็นถึงไทเฮาแต่เมาทุกวัน มันใช้ได้เสียที่ไหน”

ฉินไทเฮาเมื่อได้ยินก็ถลึงตาใส่หลี่เฟยหลงปราดหนึ่ง พลางก่นด่าอยู่ในใจว่าลูกเลี้ยงเวรเป็นร้อยเป็นพันครั้ง นางเลี้ยงมันมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย แต่มันกลับเถียงนางฉอดๆ ช่างน่าตบปากยิ่งนัก

“ข้าไม่ได้ดื่มบนหัวเจ้าเสียหน่อย จะร้อนใจไปไย”

“ถึงแม้เสด็จแม่อยากจะนั่งดื่มบนหัวข้าเพียงใด ท่านก็คงทำไม่ได้หรอก เพราะข้าเป็นฮ่องเต้”

“ฝ่าบาททรงเติบโตแล้ว ช่างบัดซบยิ่งนัก”

“ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่กล่าวชม”

ฉินไทเฮาเบ้ปากคราหนึ่ง แม้จะไม่สบอารมณ์ที่หลี่เฟยหลงชอบเอ่ยวาจาเหน็บแนม แต่ช่วงหลายวันนี้นางกลับรู้สึกว่าเขาดูเหมือนจะเชื่อฟังนางมากกว่าแต่ก่อน

ฉินไทเฮาวางจอกสุราในมือลงก่อนจะให้นางกำนัลประคองกลับตำหนักไปทันทีโดยไม่รอชื่นชมเรื่องสนุกอันใดนั่นอีก หลี่เฟยหลงยิ้มออกมาเล็กน้อย ฉินไทเฮากับเขานั้นแม้ความสัมพันธ์ภายนอกดูเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกัน ซ้ำยังชอบเอ่ยวาจาเหน็บแนมกันไม่หยุด แต่เขารู้ดีว่านางรักเขาราวกับบุตรแท้ๆ หากไม่มีนางคอยช่วยเหลือ มีหรือเขาที่เป็นองค์ชายผู้ไร้คนสนับสนุนจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้

บุญคุณที่เลี้ยงดูมากล้นมหาศาลยิ่งกว่าการให้กำเนิด เขาเองก็รักใคร่นางราวกับมารดาแท้ๆ

เมื่อฉินไทเฮาเสด็จกลับไปแล้ว หลี่เฟยหลงก็หันกลับมามองไต้ซือหยวนปราดหนึ่ง ก่อนจะพบว่ายามนี้ชายชรากำลังบริกรรมคาถาบางอย่าง ก่อนจะโยนสมุนไพรหลายชนิดลงไปในโอ่งน้ำมังกรสีทองที่ตั้งอยู่กลางลานพิธี ก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เสด็จแม่จึงเสนอความคิดเห็นว่าเขาควรจะทำพิธีขอฝนเสียหน่อย เดิมทีเขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าใดนัก แต่เพราะคร้านจะทะเลาะกับฉินไทเฮาเขาจึงตกปากรับคำยอมทำพิธีการในครั้งนี้

ใช้เวลาไม่นานพิธีการต่างๆ ก็แล้วเสร็จ หลี่เฟยหลงถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะเดินกลับตำหนักของตนเองไปทันที เมื่อมาถึงก็พบกับฉู่กงกงที่กำลังยืนรออยู่ที่ด้านหน้าตำหนักมังกรสวรรค์พอดี ฉู่กงกงเป็นคนเก่าแก่ของเสด็จพ่อ หลังจากเสด็จพ่อจากไป ฉู่กงกงก็คอยดูแลเขามาโดยตลอด แม้จะแก่ชรามากแล้วแต่กลับมีความจำดีและหูตาก็ยังไม่ฝ้าฟาง อีกทั้งยังรับใช้เขาด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา

“ตาแก่ฉู่ มองข้าเช่นนี้ด้วยเหตุอันใดกัน?”

เขาเอ่ยถามฉู่กงกงด้วยความสงสัย ฉู่กงกงยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเอ่ยตอบ

“นางกำนัลกลุ่มใหม่ที่จะมารับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์กระหม่อมได้ทำการคัดเลือกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าดีกว่านางกำนัลชุดก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ฝ่าบาทโปรดทรงวางพระทัยได้"

หลี่เฟยหลงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอหนหนึ่ง ดีกับผีเถอะ! นางกำนัลแต่ละคนที่มาคอยรับใช้เขานั้น มักจะหาทางยั่วยวนเขาสารพัด พวกนางไม่เพียงไม่รับใช้ให้ดียังอยากเปลี่ยนสถานะของตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ที่สูง จึงถูกเขาสั่งลงโทษไปหลายคน หนึ่งปีมานี้เขาเปลี่ยนนางกำนัลไปหลายคนแล้วเพราะไม่ชอบนิสัยที่พวกนางหวังจะไต่เต้าขึ้นไปสู่ที่สูง

แม้เขาจะยังไม่มีสตรีที่ชอบพออยู่ในใจ ฮองเฮาและเหล่าสนมก็ยังไม่แต่งตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะคว้าสตรีใดเข้ามาอยู่ในวังหลังก็ได้

“ดีของเจ้า ข้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยตาแก่ฉู่”

ฉู่กงกงที่ได้ยินดังนั้นก็แทบสำลักน้ำลายตัวเองทันที

“ฝ่าบาท ครั้งนี้กระหม่อมคัดแล้วคัดอีกจริงๆนะพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าจะต้องถูกใจฝ่าบาทอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

“ช่างเถอะ หากพวกนางทำงานได้ไม่ดี ข้าก็เพียงไล่ออกไปเท่านั้น เอาล่ะเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะนอนงีบเสียหน่อย”

เอ่ยจบเขาก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันทีโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก ฉู่กงกงเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงไล่นางกำนัลขันทีออกไปจนหมดและสั่งห้ามไม่ให้เข้ามารบกวนเวลาบรรทมของฝ่าบาทอย่างเด็ดขาด

เดิมทีการได้นอนพักควรจะดีต่อสุขภาพยิ่งนัก แต่อยู่ๆหลี่เฟยหลงที่กำลังนอนหลับกลับผุดลุกขึ้นมานั่ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นมาเต็มใบหน้าของเขา

ฝันเช่นนั้นอีกแล้ว?

ชายหนุ่มพึมพำในใจก่อนจะยกมือขึ้นมานวดที่หว่างคิ้วของตน ฝันเสมือนจริงนั่นช่างน่ากลัวยิ่งนัก เขาฝันเห็นเรื่องราวเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นความจริง เขาถอนหายใจออกมาหนักๆดวงตาคมฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาชั่วขณะ

อีกด้านหนึ่งในวังหลวง ยามนี้เหล่านางกำนัลน้อยที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกให้มารับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์ต่างจิตใจไม่อยู่กับตัว พวกนางบางคนถึงกับลอบวางแผนการว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่าบาทรูปงามทรงหันมาชายตามองตน เพื่อที่พวกนางจะได้บินขึ้นไปกลายเป็นหงส์เสียที ช่างแตกต่างจากไป๋ซือเหมี่ยวที่เอาแต่ยืนทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ในกลุ่มนางกำนัลเพียงลำพัง

นางคือบุตรสาวของนายทหารต่ำต้อยผู้หนึ่งเท่านั้น บิดาของนางเป็นเพียงนายกองเล็กๆ อยู่ในค่ายทหารของแคว้นหลานซาน ซ้ำยังไม่เห็นลู่ทางในการได้เลื่อนตำแหน่งกับเขาเสียที ส่วนมารดาของนางเป็นแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาด นางมีพี่ชายหนึ่งคนที่สุขภาพป่วยไข้ไม่สู้ดี ต้องใช้เงินหลายสิบตำลึงในการรักษา ครอบครัวของนางลำบากมาก นางจึงตัดสินใจขายตนเองเข้ามาในวังหลวงเพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่งเพื่อนำไปใช้เลี้ยงดูสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว โดยมีหัวหน้าขันทีผู้หนึ่งที่พอจะรู้จักคุ้นเคยกับบิดาของนางมาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ หัวหน้าขันทีผู้นี้เคยเป็นสหายวัยเด็กของท่านพ่อนาง เพราะยากจนเหมือนกันจึงต้องเข้าวังหลวงไปเป็นขันทีและยังคงติดต่อกับบิดาของนางอยู่เสมอ จึงช่วยเป็นธุระจัดการให้ แม้บิดามารดาจะไม่เห็นด้วยแต่เพราะไป๋ซือเหมี่ยวยืนยันหนักแน่นแล้วพวกเขาจึงไม่อาจปรามนางได้

ด้านหัวหน้าขันทีผู้นั้นหลังจากช่วยนางเข้าวังหลวงแล้วต่อมาไม่นานก็ล้มป่วยและสิ้นใจตายจากไปด้วยโรคประจำตัว

เมื่อเข้าวังหลวงมาแล้วนางย่อมต้องเรียนรู้กฎระเบียบอย่างหนัก ช่วงที่นางเข้ามาอยู่ในวังหลวงเป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินพอดี ฮ่องเต้พระองค์เก่าเสด็จสวรรคต และฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ และยังต้องมีการเปลี่ยนข้ารับใช้ใหม่ทั้งหมด จางหมัวหมัวจึงต้องเลือกหานางกำนัลที่รู้งานไปคอยรับใช้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ใครจะคาดคิดกันว่าอยู่ดีดีนางก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปรับใช้ที่ตำหนักมังกรสวรรค์

นี่คือเรื่องที่เกินความคาดหมายของนางไม่น้อยเลย ตำหนักมังกรสวรรค์คือที่ประทับของฝ่าบาท นางไม่หวังสูงว่าจะได้รับความโปรดปรานจากเขาจนได้เลื่อนขั้นเป็นถึงนางสนมชั้นสูง นางเพียงหวังว่าฝ่าบาทจะทรงใจดีมีเมตตา นางจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างราบรื่นไร้กังวล

ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ในวังหลวงมีกฎว่าหากนางกำนัลอายุครบยี่สิบห้าปีก็จะสามารถออกจากวังหลวงได้ เช่นนั้นนางก็ต้องรับใช้เจ้านายให้ดี ต่อไปจะได้ออกจากวังหลวงไปอย่างสง่าผ่าเผย

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของไป๋ซือเหมี่ยวจึงดีขึ้นไม่น้อย

“เอาล่ะ พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้ดี รอฟังคำสั่งจากฝ่าบาทเพื่อที่จะได้เข้าไปรับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์ จงจำเอาไว้ว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวเด็ดขาด มีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่นั้นไป อย่าได้คิดก่อเรื่องเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

“เจ้าค่ะ”

เหล่านางกำนัลน้อยต่างพากันตอบรับคำอย่างพร้อมเพรียง ทั้งที่ในใจนั้นลอบวางแผนการสารพัด เมื่อจางหมัวหมัวจากไปแล้ว พวกนางก็รีบกลับมายังห้องพักก่อนจะจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส

เพราะไป๋ซือเหมี่ยวมีฐานะต่ำต้อยพวกนางจึงไม่อยากจะสนทนาด้วยเท่าใดนัก นางจึงไม่มีสหายเลยแม้แต่คนเดียว เพราะคุณหนูเหล่านั้นต่างเป็นบุตรขุนนางขั้นห้า หรือไม่ก็เป็นบุตรสาวคหบดีที่มีฐานะทั้งสิ้น ไม่แปลกเลยที่พวกนางจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับไป๋ซือเหมี่ยว

เพราะช่วงนี้ยังไม่มีอันใดให้ทำมากนัก ไป๋ซือเหมี่ยวจึงเดินออกจากเรือนพักเพื่อไปรับลมที่ด้านนอก ยามนี้เป็นช่วงเย็นย่ำ ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าเหลือไว้เพียงแสงสีเหลืองส้มทองที่อาบย้อมผืนฟ้า รอบๆวังหลวงเริ่มจุดคบไฟทั่วทั้งบริเวณแล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวทิ้งกายลงนั่งก่อนจะพิงกายกับต้นไม้ พลางทอดสายตามองดูแม่น้ำสายเล็กที่ตัดผ่านวังหลวงเบื้องหน้าด้วยความเงียบเหงาในใจ

นางคิดถึงทุกคนในบ้านของตน เดิมทีนางไม่อยากเข้าวังหลวงมาเป็นนางกำนัล แต่เพราะนางไม่มีหนทางแล้วจริงๆ เดิมทีมีคหบดีแก่ผู้หนึ่งอยากจะรับนางเป็นอนุภรรยาและยังบอกว่าจะช่วยรักษาพี่ชายของนางให้หายดี แต่เพราะนางไม่อยากเป็นอนุภรรยาของเขาจึงเลือกที่จะเข้าวังหลวงมาเป็นนางกำนัลดีกว่า อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าต้องไปเป็นอนุต่ำต้อยของผู้อื่น

ในขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งเหม่อมองสิ่งใดไปเรื่อยเปื่อย กลับมีบุรุษผู้หนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่ในแม่น้ำเบื้องหน้า ไป๋ซือเหมี่ยวสะดุ้งจนกรีดร้องออกมาทันที

“ว๊าย! แม่แหก แหกแล้วแหกอีก แหกจนฉีก แม่เจ้าโว้ย!”

เมื่อตั้งสติได้นางจึงพบว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะมีใบหน้าซีดเผือดกว่าปกติ เหมือนว่าเขาจะจมน้ำอย่างไรอย่างนั้น ไป๋ซือเหมี่ยวตกใจมาก นางหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยเขาทันที

สายน้ำช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิช่างเย็นเฉียบจนน่าตกใจ ทำเอานางรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว หญิงสาวกัดฟันว่ายน้ำเข้าไปหาเขา ก่อนจะยื่นมือไปคว้าเสื้อผ้าของเขาเอาไว้ แต่เพราะเสื้อผ้าของเขาลื่นเกินไปนางจึงคว้าจับตัวเขาไม่ถนัด หญิงสาวจึงตัดสินใจคว้าจับเส้นผมของเขาเอาไว้แน่นและลากขึ้นมาบนฝั่งอย่างทุลักทุเล

“แค่ก! แค่ก! พี่ชาย ท่านเป็นเช่นไรบ้าง?”

นางเอ่ยไปพลางไอออกมาไม่หยุด ก่อนจะหันมามองและพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าพลางหันมาจ้องมองนางเขม็งอย่างเอาเรื่อง แต่นางกลับคิดว่าเขาตกใจจนใบหน้าเป็นเช่นนั้น จึงรีบเข้าไปช่วยประคองเขาขึ้นมานั่ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่ายามนี้เขาสวมชุดขันทีอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นขันทีที่รับใช้อยู่ในวังหลวงเช่นเดียวกันกับนาง

“พี่ชาย ท่านดีขึ้นแล้วหรือยัง หายใจลึกๆ ไหนข้าขอดูหน่อยว่าท่านหายใจสะดวกหรือไม่ มาเถิด เดี๋ยวข้าจะช่วยทุบหลังให้ท่านเอง ท่านจะได้รู้สึกดีขึ้น”

เอ่ยจบนางก็ใช้กำปั้นกระหน่ำทุบลงมาที่แผ่นหลังของเขาหลายสิบครั้งจนชายหนุ่มหน้าเขียวคล้ำ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างติดๆขัดๆ

“นะ...น้ำออกหมดแล้ว”

ไป๋ซือเหมี่ยวดีใจมาก ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

หลี่เฟยหลงปรายตามองนางกำนัลตรงหน้าด้วยแววตาที่เย็นเยียบปราดหนึ่ง สตรีบัดซบ! เขากำลังทดลองดำผุดดำว่ายอยู่ในแม่น้ำแท้ๆ แต่นางกลับมาขัดจังหวะเขาเสียได้ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังกระชากผมเขาเต็มแรงแล้วยังทุบหลังเขาไม่หยุด ช่างบังอาจยิ่งนัก!

ไม่นานก็มีเหล่าองครักษ์วิ่งกรูกันเข้ามา แต่เมื่อเห็นเขาส่งสายตาปรามพลางส่ายหน้าเบาๆ องครักษ์เหล่านั้นจึงล่าถอยกลับไปยืนอยู่ที่เดิม จากนั้นเขาก็ลอบมองนางกำนัลตัวดีตรงหน้าหนหนึ่ง

เขาจะไม่บอกฐานะที่แท้จริงกับนางหรอก เขาอยากจะรู้ว่านางคิดจะทำอันใดกันแน่ ที่ผ่านมาเขาเคยเจอสตรีมาหลายประเภท สตรีเจ้าเล่ห์ที่เสแสร้งเช่นนี้เขาล้วนเคยพบเจอมาหมดแล้ว

ไป๋ซือเหมี่ยวไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายในแผนการของหลี่เฟยหลงเข้าเสียแล้ว นางหันมามองเขาก่อนจะเอ่ย

“ท่านเป็นขันทีเหรอ แล้วไปที่ไหนมาเหตุใดถึงตกน้ำเช่นนี้ได้เล่า?”

หลี่เฟยหลงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่ายามนี้ตนยังคงสวมชุดขันทีเอาไว้เพราะอยากลองทำสิ่งแปลกใหม่ดูบ้าง

“ข้ามาเก็บดอกบัวให้เจ้านายนะ แต่กลับพลัดตกน้ำเสียได้”

ไป๋ซือเหมี่ยวเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าเศร้าใจ ก่อนจะเอ่ยกับเขาอย่างนึกเวทนา

“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ถูกตอนยังไม่พอ ยังต้องมาตกน้ำอีก ข้าล่ะเวทนาท่านจริงๆ ขอให้ชาติหน้าท่านเกิดมาสุขสบาย ไม่ต้องเข้าวังหลวงมาถูกตอนความเป็นชายออกอีกนะ”

หลี่เฟยหลง “........”

มารดามันเถอะ! นี่นางอวยพรหรือกำลังแช่งให้เขาตายเร็วๆ กันแน่ ถูกตอนอันใดกัน น้องชายของเขายังอยู่ครบดี อีกทั้งมันยังยาวมากอีกด้วย!

ไอหยา! มันใช่เวลามาอวดความยาวตอนนี้ไหมเล่า!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel