บทที่ 1.2
“ฮูหยินน้อยเสียสติไปแล้ว!”
“สตรีโหดร้ายเช่นนี้เก็บนางเอาไว้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ลากนางออกไป! ไม่มีคำสั่งข้าห้ามผู้ใดเข้าใกล้ห้องเก็บฟืน ห้ามผู้ใดเอาน้ำหรือของกินให้นาง!”
ชั่วแวบสุดท้ายก่อนหมดสติหญิงสาวกวาดสายตาผ่านผู้คนมากมายที่กำลังยืนมุงดู ชุดฮั่นฝู สำเนียงที่ใช้พูด บรรยากาศรอบๆ ที่ดูไม่คุ้นเคย ที่นี่ไม่ใช่สะพานสูง ไม่มีรถเมล์ ไม่มีตำรวจ ไม่มีรถพยาบาล
ตอนถูกลากออกไปจากสวนริมบึงบัวขนาดใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มเจ้าของฝ่ามือหนักหน่วงบนซีกแก้ม ดวงตาเกลียดชังของผู้คนโดยรอบ
จื่อเตี๋ยแต่สงสัย...นี่กำลังถ่ายหนังกันอยู่??
แต่ว่า...หญิงสาวไม่ใช่นักแสดงนี่ เป็นแค่หมอสาวที่ดวงซวยเกิดอุบัติเหตุหลังเลิกงานและกระโดดลงไปช่วยคนเท่านั้นเอง ว่าแต่...เด็กชายคนที่เพิ่งไปช่วยมาคนนั้นเล่า
อีกฝ่ายมองตามมาด้วยสายตาสงสัย คิ้วเข้มมุ่นลงมองนาง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่บอกใครทั้งนั้นว่าที่เขารอดมาได้ก็เพราะ...หญิงสาวเป็นคนลากเขาขึ้นมา!!!
ในห้องเก็บฟืนอากาศหนาวเย็น หญิงสาวนอนขดด้วยสภาพน่าเวทนา เสื้อผ้าเปียกชุ่มไม่ได้ผลัดเปลี่ยน ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าของคนเฝ้าเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามา หญิงสาวเป็นไข้ทั้งคืนเนื้อตัวร้อนรุ่มทว่ากลับหนาวสั่น น้ำไม่ได้ดื่ม ไม่มีอาหารถูกส่งเข้ามา แม้แต่ที่นั่งก็เป็นเพียงกองฟางส่งกลิ่นเหม็นอับ
เสียงพูดคุยด้านนอกทำให้รู้ว่านางเป็นที่รังเกียจของคนที่นี่ถึงเพียงใด
สาวใช้นางหนึ่งกระซิบเรียกอยู่ตรงช่องลมริมผนัง “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
นี่เป็นครั้งที่สองที่นางได้พบกับเสี่ยวฟาง อีกฝ่ายแอบมาหาเมื่อคืนตอนกำลังสะลึมสะลือ สอดชามที่มียาอุ่นๆ มาให้เพื่อให้หญิงสาวดื่มดับความหนาวเหน็บ ยังมีหมั่นโถวเย็นชืดทว่าก็พอประทังชีวิต อีกฝ่ายเรียกนางว่าฮูหยินน้อย แถมยังบอกให้นางอดทนท่านหมอเซี่ยกำลังจะมาแล้ว
จื่อเตี๋ยเป็นไข้สติยังไม่คงที่ ส่งเสียงพูดยังยากเพราะเจ็บคอและใบหน้าระบมลามไปทั้งอุ้งปาก ยาอุ่นๆ ถูกสอดเข้ามาอีกชาม นางรับมาด้วยมือสั่นเทาและจิบเข้าไปให้ได้มากที่สุด ไม่นานเสียงของเสี่ยวฟางก็เงียบไป
ถูกขังอยู่นานไม่รู้วัน...ไม่รู้เวลา หลับๆ ตื่นๆ อยู่เช่นนั้นกระทั่งในที่สุดประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกเปิดออก ผู้มาก็คือเด็กคนนั้นที่หญิงสาวเคยช่วยลากขึ้นมาจากน้ำ
“เจ้าทำเช่นนั้นทำไม ข้าจะฆ่าเจ้า เจ้าช่วยข้าด้วยเหตุใด เซี่ยจื่อเตี๋ยข้าเกลียดเจ้า! เจ้าทำให้มารดาของข้าไปจากจวน ทำให้ข้าต้องกำพร้ามารดา ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า!”
หญิงสาวพยายามลืมตามองเขา ร่างกายระบมรวดร้าว พิษไข้ทำให้แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่อาจขยับ ที่ทำได้คือหลับตาลงอีกครั้งกอดตัวเองด้วยความหนาวเหน็บงุนงง
ด้านหลังมีเสียงความเคลื่อนไหว คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมามุงดูห้องเก็บฟืน บุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหาจากนั้นมองนาง “เสี่ยวเตี๋ยพวกเราไปจากที่นี่กันดีหรือไม่ ลุงมารับเจ้าแล้ว”
นี่เป็นคนที่สองที่ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเวทนาพูดกับนาง จื่อเตี๋ยลืมตามองเขา “ลุง?”
“ใช่แล้ว ข้าเซี่ยเหอ เป็นลุงของเจ้า พวกเราไปจากที่นี่กันดีหรือไม่”
นางมองไปรอบๆ จากนั้นตัดสินใจยื่นมือออกไป “ไปจากที่นี่” นางเพ้อราวกับคนที่ไม่มีสติ ทว่าเซี่ยเหอก็สอดแขนอุ้มนางขึ้น ตอนกำลังก้าวออกมาเขาไม่มองผู้ใดทั้งสิ้น กระทั่งมองเห็นบุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งก้าวเข้ามาขวาง
“ในเมื่อเขียนใบหย่าแล้ว ก็ให้ทุกอย่างจบสิ้น ทั้งบุญคุณ ความแค้น เจ้า ข้า ตระกูลเซี่ยและตระกูลหวัง ล้วนไม่เกี่ยวข้องต่อกันอีก!”
“ท่านลุง ข้า...”