บทที่ 5
“พ่อคะ ตกลงว่าหนูจะให้พี่พฤกษ์มาทำสวนดอกไม้ให้ที่บ้านเรานะคะ”
“เอาสิ แต่ทำไมหนูถึงอยากได้สวนดอกไม้ล่ะ? หรือว่า...”
ดวงตาของคุณอัคราเบิกโพลงเล็กน้อย เมื่อหันไปมองบุตรสาวคนโตที่เขาแสนรัก
“หนูจะกลับมาอยู่บ้านเรา อีฟ ถ้าแบบนั้นพ่อจะดีใจมากๆ”
“หนูก็อยากกลับมาแหละค่ะ อายุเริ่มจะเยอะแล้วเลยอยากกลับมาอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ เผื่อว่า...”
แล้วก็ทำท่าขวยเขิน เสหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบอย่างมีจริต อาการของบุตรสาวทำให้คุณอัคราเริ่มคิดไกล ว่าหรือบุตรสาวของเขาจะชอบพอกับร่มพฤกษ์กันนะ
“กับพฤกษ์ สนิทกันเหรอลูก รู้จักกันที่กรุงเทพฯ หรือ พ่อเห็นว่าทางนั้นไม่ค่อยได้มาอยู่บ้านเราเท่าไหร่”
ลองเกริ่นถามดู บุตรสาวเพียงยิ้มเขินแล้วพยักหน้า แค่นี้คนเป็นพ่อก็มองเห็นว่าทำไมลูกสาวถึงได้อยากให้ร่มพฤกษ์มาทำงานที่บ้าน และขอเรื่องสวนดอกไม้ คุณพ่อสายเปย์ ไม่มีที่จะไม่สนับสนุน
“เอาสิ จะให้เขามาทำเมื่อไหร่ จะเอาที่ตรงไหนก็ไปดูได้เลย พ่ออนุญาต อนุมัติทุกอย่าง”
“ออกเงินให้ด้วยใช่ไหมคะ”
อัครารัตน์รีบพูดทันที งบสูงก็แสดงถึงฐานะทางการเงินที่เป็นปึกแผ่นในสายตาผู้ชาย และเธอก็อยากแสดงให้ร่มพฤกษ์เห็นว่าบ้านของเธอไม่ได้กระจอกมีเงินมากพอๆ กับไร่พฤกษาพรของเขา
“ออก...”
“คุณคะ เราเพิ่งจะซื้อรถให้ยัยอีฟนะคะ เรื่องทำสวนดอกไม้ สวนของเราก็มีอยู่แล้ว ยัยอิงทำไว้สวยเชียวตรงหน้าบ้าน สวนผักของก็เป็นระเบียบสวยงาม ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรนี่คะ”
เสียงของมารดาเอ่ยค้าน สายตาของคุณอัคราและอัครารัตน์มองจ้องเธอเป็นตาเดียว ลูกสาวคนโปรดของบ้านทำหน้างอ ส่วนประมุกของบ้านทำหน้าบึ้งใส่ทันที
“มันจะไปหมดเปลืองสักเท่าไหร่กันเชียว สวนของยัยอิงน่ะเหรอสวย รกจะตาย มีแต่อะไรไม่รู้ งูจะกัดตายสักวัน บอกงบเขาไปเลยห้าแสนมาทำสวนบ้านของเราให้สวยที่สุด พ่อจะเอาไว้รับแขกด้วย เผื่อแขกไปใครมาซื้อผลไม้ที่สวน จะได้มีที่นั่งคุยกัน”
“คุณ”
ถึงกับตะโกนเสียงหลง เมื่อสามีพูดแบบนั้น ลูกสาวคนโปรดหน้าบาน ส่วนลูกสาวผู้เจือจางอย่างอิงครัตน์นั้นหน้าซีดนิดๆ เมื่อบิดาเอ่ยพาดพิงถึงสวนของเธอ...สวนดอกไม้นั้นเธอไม่กลัว เท่ากับสวนผักน้อยๆ ของเธอที่กั้นรั้ว ขึ้นแปลง ทำโรงเรือนไว้อย่างดีตรงข้างบ้าน ที่ระแวงเพราะตอนนั้นคุณอัคราบ่นว่ามันรก เธอทำอะไรก็ไม่รู้ แถมยังเคยมีงูขึ้นบ้านจริงๆ หนนั้นท่านก็โทษสวนผักของอิงรัตน์เกือบให้รื้อ ดีที่คุณรัตนาขอไว้
“ผมตัดสินใจแล้วน่า ให้ลูกทำไปเหอะ ทำไว้ไม่เสียหายหรอก เชื่อผมสิ ไปๆ มาๆ เราอาจจะได้สวนสวยๆ ฟรีๆ”
เขาหันมาขยิบตาให้กับคุณรัตนา ที่กำลังทำตาปริบๆ เธอไม่เคยห้ามสามีได้เลยสิน่า กับลูกสาวคนโปรดนี่ยิ่งห้ามไม่ได้ อดมองไปทางลูกสาวอีกคนไม่ได้ ทางนั้นเริ่มทำหน้าซึมๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
“ไม่เสียหายหรอกค่ะแม่ จริงสิ ยัยอิงพาพี่ไปดูสวนผักกับสวนดอกไม้ของแกหน่อยสิ อยู่ตรงไหน? เอาสวนของแกมาปรับปรุงเติมนั่นนิดนี่หน่อยก็ได้ ให้พี่พฤกษ์เขาดูให้”
“เอ่อ...สวนของอิง...พี่อีฟคงไม่ชอบหรอกค่ะ เอาที่ใหม่ไม่ดีกว่าหรือคะ”
ตอบไปอ้อมแอ้ม ใจสั่น กลัวว่าพี่สาวจะมาระรานแตะสถานที่ฮีลใจลับๆ ของเธอเข้า
“ตรงที่แกทำสวนเหมาะที่สุดแล้วที่จะให้เขาปรับปรุงทำสวนใหม่น่ะ พ่อว่า...จะได้ไม่รก”
บิดาพูดแบบนั้นราวกับคำสั่งจากเพชฌฆาต เฉือนความสุขไปจากเธอ อิงครัตน์ภาวนาให้พี่สาวไม่ชอบ ไม่อยากได้ เธอกินข้าวไม่ลงแล้วตอนนี้..
พอหลังมื้ออาหารกลางวัน อัครารัตน์ก็ให้เธอพาไปดูสวนของเธอ สวนดอกไม้มีพื้นที่ไม่เยอะคือส่วนตรงบริเวณหน้าบ้าน ที่มีม้าหินอ่อนตั้งไว้อยู่ใต้ต้นมะม่วงต้นใหญ่ให้ร่มเงา มันก็แค่กระถางปลูกดอกไม้ไม่กี่ชนิด และแปลงดอกบานชื่นแปลงหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจคือส่วนของสวนผัก อิงครัตน์ทำสวนผสมระหว่างสวนผักและสวนไม้ดอกไม้ประดับ เธอปลูกทุกอย่างที่เธอชอบ ในพื้นที่หนึ่งไร่ ที่อยู่ตรงบริเวณข้างบ้าน ผักเกือบทุกมื้อที่เอามาประกอบอาหารของครอบครัว และให้คนงานรับประทาน บางส่วนเอามาจากที่นี่...รายได้เล็กๆ น้อยๆ ของอิงครัตน์ก็มาจากสวนผัก และดอกไม้ที่รับประทานได้ที่เธอเลือกมาปลูกด้วย
“น่าปรับปรุงอย่างที่พ่อบอกจริงๆ นั่นแหละ รกขนาดนี้แกไม่กลัวงูหรือฮะ ยัยอิง”
อิงครัตน์ทำตาปริบๆ พวกวัชพืชไม่พึงประสงค์ เธอจัดการไม่มีให้รกหูรกตา แบ่งโซนพื้นที่ชัดเจน แต่พี่สาวกลับบ่นว่ารก ทางนั้นชี้นิ้วไปที่แปลงผักของเธอ และชี้นิ้วไปที่ระแนงไม้ที่คร่อมแปลงผักไว้เป็นช่วงๆ ให้ร่มเงาและปลูกดอกอัญชันสีม่วง สลับกับสีขาว บางซุ้มก็เป็นพวกพืชไม้เลื้อยอย่างตำลึง มะระขี้นก ออกผลออกดอก เจริญงอกงามดีมาก บอกถึงการเอาใจใส่ของเจ้าของอย่างอิงครัตน์
“แกปลูกผักปนกับดอกไม้นี่นะ ใครเขาปลูกปนกัน ไม่มีเทสต์เลยอะ”
“...”
ไม่มีเสียงโต้ตอบจากน้องสาว คนเป็นพี่ยังคงติฉอดๆ ทุกสิ่งที่เธอปลูกไว้ล้วนให้ทั้งอาหารรับประทานและอาหารตาที่ใช้รับประทานได้ด้วย แบ่งโซนชัดเจนว่าเป็นพืชที่ใช้ประกอบอาหารบ่อยๆ มาเด็ดไปใช้ได้ อย่างพริก กะเพรา โหระพา หรือเป็นผักที่ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยว มีป้ายปักไว้หน้าแปลงผักวันเวลาที่ปลูกติดไว้ชัดเจน แค่คิดว่าที่นี่จะโดนรื้อ น้ำตาเธอก็รื้นแล้ว
ใจของอิงครัตน์ห่อเหี่ยวมาก ณ จุดนี้
เธอจะทำยังไงดีถึงจะรักษาสวนของเธอไว้ได้นะ ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนใจพี่สาวได้
“พี่อีฟคะ อิงคิดว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะหรอกค่ะ มันมีที่ว่างๆ อีกที่หนึ่ง ติดกับลำธารด้วย ทำตรงนั้นจะสวยกว่า”
“แต่มันก็ไกลบ้านมากกว่ามะ ฉันขี้เกียจเดินไปชมสวน ตรงนี้แหละเหมาะแล้ว”
“แต่...”
“ทำไม แกมีปัญหาอะไรเหรอ”
เสียงของพี่สาวเริ่มขึ้นคีย์สูง แสดงความไม่พอใจ อิงครัตน์เม้มปากแน่น เกือบจะหลุดคำพูดออกไป แต่...ความที่เคยยอมกันมาแต่เล็ก พร้อมกับถูกสั่งสอนถูกกดให้เป็นรอง มันฝังในสมองของเธอ รู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ถ้าเปลี่ยนใจพี่สาวไม่ได้
“อิงก็แค่...ที่ตรงนี้เป็นที่ของอิง ที่ปลูกผักปลูกดอกไม้ของอิง ถ้าพี่อีฟจะทำสวนดอกไม้...มันมีที่อื่นที่น่าจะทำได้สวยกว่า แล้วก็ไม่ต้องรื้อให้เปลืองทุนด้วยน่ะค่ะ มันมีค่าใช้จ่ายอิงไม่อยากให้มาเสียค่าอะไรที่ไม่ควรจะเสีย ถ้าพี่อีฟทำที่อื่น มันก็ประหยัดไปได้อีกเยอะ”
“แกหวงเหรอ?”
อัครารัตน์หรี่ตาลง มองหน้าของน้องสาว คนเคยเหนือกว่าน้องต้องยอม พอน้องมีท่าทีต่อต้าน เธอก็สนุกที่จะกด...ให้น้องต้องยอมเธอโดยไร้เงื่อนไข
“ไม่ได้หวงค่ะ”
รีบก้มหน้า จำต้องโกหกไปแบบนั้น รู้แก่ใจว่าถ้าพี่สาวจับได้ว่าเธอรักมัน จะต้องโดนแย่งไปแน่ๆ
“อืม...งั้นฉันจะไปรับพี่พฤกษ์มาดู ให้เขาออกไอเดียก็แล้วกัน แกช่วยจัดการพวกอาหารมื้อเย็นด้วยนะ ยัยอีฟ สืบหน่อยว่าพี่เค้าชอบอะไร ฉันจะชวนเขากินข้าวเย็นบ้านเรา อยากให้เขาเซอร์ไพรส์ อ้อ...เอามือถือแกมาสิ”
ล้วงหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงให้พี่สาว ทางนั้นรับไปแล้วให้เธอปลดล็อก อัครารัตน์พรมนิ้วลงไปเสร็จแล้ว ก็ยื่นส่งให้กับน้องสาวของเธอ
“อะนี่เฟซบุ๊กพี่พฤกษ์ เขาไม่ได้ตั้งเป็นไพรเวท แกส่องดูก็แล้วกัน ว่าเขาไลฟ์สไตล์แบบไหนชอบอะไร หวังว่ามื้อเย็นนี้เขาจะประทับใจบ้านเรา”
“ค่ะ”
เธอก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ ขณะที่พี่สาวเดินก้าวฉับๆ ออกไปแล้ว เมื่อคล้อยหลังพี่สาว เธอก็ถอนหายใจ มองไปที่สวนของตัวเองด้วยสายตาเศร้าโศก
จะทำยังไงดีนะ ให้สวนของเธอปลอดภัยไม่โดนรื้อ
หัวใจของอิงครัตน์หน่วงหนักเหลือเกิน แต่ก็ต้องพยายามระงับอารมณ์ทำตามที่พี่สาวสั่งไว้ ด้วยการหาข้อมูลคร่าวๆ ของร่มพฤกษ์ เท่าที่หาได้ จะได้ทำให้เขาถูกใจในมื้อเย็นนี้
ร่มพฤกษ์
จริงสิ เขาอาจจะช่วยเปลี่ยนใจพี่สาวเธอได้ อิงครัตน์เริ่มเห็นความหวังขึ้นมาแล้ว
