แยกบ้าน
รอเพียงไม่กี่วัน จินหว่านที่เก็บตัวมาได้นับสิบวันก็ไม่อาจหาเหตุผลไม่ปรากฏตัวได้อีก พอนางออกจากเรือนไปคารวะเช้าหูซื่อที่เรือนของนาง ก็ได้ยินเสียงของบิดาตวาดเสียงดัง พร้อมทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสองแม่ลูกดังออกมาอย่างไม่อับอายบ่าวไพร่
“คุณหนูใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวหน้าประตูร้องบอกคนด้านใน เสียงจึงได้เงียบลงไปเล็กน้อย
“คารวะท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้เจ้าค่ะ เอ๊ะ!!! เกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ” เสียงหวานพร้อมท่าทางตื่นตระหนกบนใบหน้าของจินหว่านทำให้ใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของหูซื่อและคนบ้านรองชะงักบิดเบี้ยวไม่ชวนมองทันที
“หว่านวานมาแล้วหรือ เจ้าไปรอที่ห้องข้างก่อนเถิด อาหารขึ้นโต๊ะแม่จะเรียกเอง” ไป๋ซื่อไม่อยากให้บุตรสาวของตนต้องพบเห็นเรื่องต่ำช้าที่บ้านรองทำไว้ จึงได้ให้แม่นมหลิวพานางไปที่ห้องด้านข้าง จินหว่านเองก็ช่างว่าง่ายนางเดินไปทันที เมื่อเข้าไปเห็นก็พบว่าพี่ชายของนางมาถึงแล้ว ด้านในยังมีเด็กรุ่นหลังของบ้านรองอีกห้าคน
นางอดที่จะจุปากในใจไม่ได้ อารองของนางช่างมีความสามารถ ให้กำเนิดบุตรออกมาได้หลายคน ชุยจ้านอายุสิบสามหนาว ชุยเจียวอายุสิบเอ็ดหนาว ชุยจินหร่วนอายุสิบหนาว ชุยจินหลันอายุสิบหนาว และชุยจ้วงที่เพิ่งจะสามหนาว มีเพียงชุยจ้านและชุยจินหร่วนที่เกิดจากหวงซื่อ ที่เหลือล้วนแต่เกิดจากอนุ นี่ยังไม่นับที่ต้องแท้งและเสียชีวิตไป หากอยู่พร้อมหน้าคงมีไม่ต่ำกว่าสิบคนเป็นแน่
“เตาพกเจ้าเล่า” ชุยจิ้นเดินเข้ามาจับมือน้องสาวเมื่อเห็นว่าเย็นก็อดที่จะมองตำหนิเสี่ยวผิงไม่ได้
“ระยะทางจากเรือนข้ามาที่นี่ไม่ได้ไกลเพียงนั้น ข้าจึงไม่ให้เสี่ยวผิงนำมาด้วย”
“เจ้าเพิ่งจะหายดี อย่างไรก็ละเลยเรื่องนี้ไม่ได้” ชุยจิ้นลากน้องสาวไปนั่งด้านข้างแล้วยัดแก้วชาใส่มือของนาง
“พี่ใหญ่ช่างรักพี่หญิงใหญ่นัก” จินหร่วนอดที่จะอิจฉาไม่ได้
“หว่านวานมีข้าที่เป็นเพียงพี่ชาย เจ้ามีพี่ชายถึงสองคนจะมาอิจฉาหว่านวานเพื่ออันใด” นับตั้งแต่รู้ว่าจินหร่วนผลักจินหว่านลงน้ำ ชุยจิ้นก็ไม่เคยมองนางดีอีกเลย
“แต่ท่านก็เป็นพี่ชายข้ามิใช่หรือ” นางเอ่ยอย่างไม่ยินยอม พี่ชายของนางสองคนจะนับเป็นอันใด เก่งหรือก็สู้ชุยจิ้นไม่ได้ รูปโฉมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตระกูลชุยเหมือนกันเหตุใดสองพี่น้องบ้านใหญ่ถึงได้ดูดีไปเสียทุกอย่าง
ชุยจิ้นจะเอ่ยปากตำหนิความใจแคบของจินหร่วนต่อ ก็ถูกมือของจินหว่านกระตุกชายเสื้อของเขาเอาไว้ คนเช่นจินหร่วนหากไม่ได้รับความสนใจนางจะต้องเนื้อเต้นปากกว่าโดนตำหนิแน่ และก็เป็นเช่นที่จินหว่านคิด เมื่อเห็นว่าชุยจิ้นเลิกสนใจนางแล้วหันไปพูดคุยเสียงเบากับจินหว่านแทน ใบหน้าของจินหร่วนก็ดำคล้ำสายตาที่มองสองพี่น้องมีแต่ความอาฆาต
นางเองก็เป็นคุณหนูตระกูลชุยเหมือนกัน เหตุใดถึงไม่ได้รับความสนใจเท่ากับจินหว่าน ไม่ว่าจะออกงานเลี้ยงจวนใด สหายรุ่นเดียวกับพวกนางต่างก็เข้าหาจินหว่าน ทั้งยังชอบเปรียบเทียบความงามของทั้งคู่เสมอ ยิ่งเรื่องการแต่งกายแล้วด้วย แม้จะเป็นผ้าไหมเนื้อดีเหมือนกัน แต่พอจินหร่วนสวมใส่นางถึงได้ถูกมองว่าเป็นหญิงสาวชาวบ้านเข้าเมืองหลวงไปเสียอย่างนั้น พี่ชายของนางก็ใช้เป็นหน้าตาไม่ได้ เมื่ออยู่ในกลุ่มของคุณชายจวนอื่น ต่างกับชุยจิ้นที่มีแต่คนห้อมล้อมเข้ามาพูดคุยเรื่องตำรา บทกลอนอยู่ตลอด
จะว่าจินหร่วน เด็กน้อยวัยสิบหนาวที่มีนิสัยร้ายกาจทั้งหมดก็ไม่ได้ นางถูกหูซื่อสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กให้รับมือกับอนุของบิดาและพี่น้องที่เกิดจากอนุมาตลอด จนมาถึงเมืองหลวงนางยังถูกหูซื่อสอนให้แย่งชิงข้าวของที่ควรเป็นของจินหว่านมาเป็นของนางอีก ยิ่งเห็นท่าทางที่ไม่สนใจและมองนางอย่างดูแคลนของจินหว่าน นางก็โมโหจนอยากจะให้จินหว่านหายไป หากเป็นเช่นนั้นนางจะเป็นเพียงคุณหนูชุยที่เกิดจากฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
นับจากที่จินหว่านเดินเข้ามาในห้องข้างแล้ว ภายในห้องหลักก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นอีกครั้ง เสียงมิได้มาถึงภายในห้องข้าง แต่เด็กรุ่นหลังทุกคนที่อยู่ภายในห้องข้างก็พอจะมองออกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องร้ายแรง ยามนี้เลยเวลาอาหารเช้ามาสองเค่อแล้ว ผู้อาวุโสในจวนต่างก็ยังไม่ตามพวกตนออกไป ชุยจ้วงที่เพิ่งจะสามหนาวเมื่อได้ไม่กินข้าวเช้าตรงเวลาก็เริ่มทนไม่ไหวส่งเสียงร้องออกมาแล้ว
“จะร้องทำไม หุบปากเดี๋ยวนี้” จินหร่วนเมื่อหาที่ระบายไม่ได้ ก็ตวาดชุยจ้วงแทน
“น้องสี่ มานี่สิ” จินหว่านเตรียมของว่างมาด้วย นางเปิดผ้าเช็ดหน้าออกก็ปรากฏขนมสองสามชิ้น จึงเรียกให้ชุยจ้วงมากินรองท้องก่อน
“เจ้ากล้าหรือ!!!” จินหว่านถลึงตามองชุยจ้วงที่กำลังจะวิ่งเข้าไปหาจินหว่าน
“น้องหญิงรองเจ้าไม่กินต้องห้ามน้องสี่กินด้วยหรือ” จินหว่านเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน
“พี่หญิงใหญ่ให้เจ้าก็เดินเข้ามารับไปเถิด” ชุยจิ้นไม่สนใจท่าทีของจินหร่วน ร้องเร่งให้ชุยจ้วงเข้ามาหยิบขนม ก่อนจะหันไปบอกสาวใช้ให้ออกไปดูว่าอาหารเช้าขึ้นโต๊ะแล้วหรือยัง
เมื่อเด็กรุ่นหลังออกมาจากห้องข้างเพื่อรับมื้อเช้า ผู้อาวุโสในจวนต่างก็มีสีหน้าดำคล้ำกันเท่านั้น ไม่มีเสียงโวยวายเช่นก่อนหน้านี้แล้ว มื้อเช้าต่างไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาระหว่างที่กินอีกเลย เมื่อก่อนบ้านรองมักจะพูดคุยกันระหว่างที่ทานอาหารต่างจากบ้านใหญ่ที่ยามกินไม่พูดยามนอนไม่คุยโดยสิ้นเชิง
ชุยเซียวเมื่อกินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วก็พาไป๋ซื่อและบุตรสองคนกลับไปที่เรือนของบ้านใหญ่ทันที
“ท่านพ่อ” จินหว่านจับมือบิดาเอาไว้แน่น นางเม้มปากน้อยๆ มองสีหน้าที่ยังเคร่งเครียดของบิดา
“ทำให้เจ้าได้รับความตกใจแล้ว” ชุยเซียวลูบหัวบุตรสาวใบหน้าก็อ่อนลงไปมากแล้ว
“มิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าไม่เคยเห็นท่านพ่อโมโหถึงเพียงนี้ เกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ” นางกล้าถามเมื่อเห็นสีหน้าของบิดากับมารดาดีขึ้นแล้ว
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด นับจากนี้บ้านใหญ่กับบ้านรองไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
จินหว่านกับชุยจิ้นลอบสบตากันก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อปิดบังแววตาที่ยินดีของตน
“น้องรองน่าชังนัก” ไป๋ซื่อยังคงไม่อาจข่มโทสะลงได้ ยิ่งได้รู้ว่าชุยหมิ่นสร้างเรื่องให้สามีนางมากเพียงใด
แม้ชุยเซียวจะจัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังนำเรื่องแยกบ้านมาต่อรองเพื่อให้บ้านรองไร้หนทางเลือก แต่หูซื่อกับหวงซื่อก็ยังคงเรียกร้องทรัพย์สินกองกลางไปได้ไม่น้อยเลย
“ช่างเถิด นับจากนี้ไม่ว่าบ้านรองทำเรื่องใดก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา”
“แต่ว่า...ยังอยู่ในจวนเดียวกัน ผู้อื่นย่อมต้องมองว่าอย่างไรก็เกี่ยวข้องมิใช่หรือเจ้าคะ” ท่าทางใสซื่อของจินหว่านทำให้บิดามารดาของทั้งสองไม่สงสัยว่านางจงใจพูดเรื่องนี้มากเกินไป
“พ่อให้พ่อบ้านจัดการสร้างกำแพงกั้นแล้ว ทั้งยังประกาศเรื่องแยกบ้านออกไปแล้วด้วย” ชุยเซียวชิงลงมือก่อนที่เรื่องค้าของเถื่อนจะแดงออกมา
ยังดีที่ชุยหมิ่นยังคิดได้ เขาดึงตัวเองออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่ ทั้งยังขอให้ชุยเซียวช่วยลบร่องรอยที่เขาได้กระทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ ต่อให้ทางการสาวมาอย่างไรก็ไม่ถึงตระกูลชุย คนภายนอกอาจจะมองว่าชุยเซียวใจดำกับน้องชายเกินไปที่แยกบ้านออกมาในยามที่ตนมีอำนาจ แต่น้องชายเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า หากผู้คนมองย้อนกลับไปถึงความผิดที่ชุยหมิ่นได้กระทำก็คงจะมองออกว่าชุยเซียวไม่อยากจะแปดเปื้อนไปกับชื่อเสียงหนเก่าของชุยหมิ่น
