บท
ตั้งค่า

มู่เฟยหยา

“ร้านค้าของบ้านรองอย่างไรก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่ แม้จะบอกว่าแยกบ้านแล้ว แต่อย่างไรก็เป็นคนตระกูลเดียวกัน ท่านต้องหาหนทางที่ทำให้นางรับชื่อเสียงนี้ไปเพียงผู้เดียว” คนฉลาดเช่นชุยจิ้นได้ฟังในคำของน้องสาวก็เข้าใจได้ทันที

“เรื่องเพียงเท่านี้ พี่จะจัดการเอง” ชุยจิ้นก็คิดเอาไว้แล้วว่าหากตระกูลมู่ที่กำลังจะทะยานขึ้นฟ้าเอาเรื่องขึ้นมา ท่านพ่อของตนก็คงจะถูกตำหนิไปด้วย จินหว่านพูดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

ไม่ต้องให้ชุยจิ้นส่งบ่าวมาเป่าหูจินหร่วนนางก็ไม่คิดจะแบ่งชื่อเสียงความเก่งกาจให้จินหว่านอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจึงเตรียมการให้สาวใช้ของนางไปเที่ยวพูดคุยตามร้านค้า โรงน้ำชา เรื่องที่คุณหนูรองตระกูลชุยจะออกแบบผ้าใหม่มาวางขาย ทั้งยังให้กดชื่อของจินหว่านอยู่ใต้ฝ่าเท้าไว้ด้วย ว่านางไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้

คนตระกูลมู่ที่กำลังจะเปิดตัวแบบผ้าใหม่ให้ร้านค้าของตนเองก็นึกสนใจว่าคุณหนูรองชุยนางมีดีอันใดถึงได้กล้าป่าวประกาศออกไปเช่นนี้

มู่เฟยหยาที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ภายในเรือน กำลังฟังสิ่งที่สาวใช้รายงานเรื่องภายนอกจวนอยู่

“เปิดตัวแบบผ้าก่อนหน้าร้านบ้านรองตระกูลชุยหนึ่งวัน” มู่เฟยหยา วิญญาณของหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้สองปีแล้ว

นางมีความทะเยอทะยานไม่คิดจะออกเรือนกับบุรุษทั่วไป ยิ่งได้เห็นรูปลักษณ์ขององค์ชายใหญ่เมื่อหนึ่งปีก่อน นางก็หาหนทางที่จะได้อยู่ในสายตาของเขา ความสามารถของนางที่มีความรู้มากกว่าคนในยุคนี้ย่อมเข้าตาองค์ชายใหญ่ไม่ยาก

ทั้งนางยังช่วยเหลือองค์ชายให้ได้รับความชอบต่อหน้าฮ่องเต้อยู่หลายหน แม้จะเป็นเพียงเรื่องการคิดคำนวณแบบใหม่ที่นางบอกว่าคิดขึ้นเอง หรือการทำกระดาษที่ละเอียดออกมาใช้ในตอนนี้ นับจากที่นางมาถึงเมื่อสองปีก่อน ก็เริ่มสร้างความมั่งคั่งให้ตระกูลมู่ ร้านค้าในมือก็มีเพิ่มนับสิบร้าน วางขายสิ่งของที่นางบอกว่าคิดขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ เครื่องประทินโฉม

แม้แต่เกลือที่ใช้ในวังหลวง ที่มีความละเอียดและสะอาดกว่าด้านนอกนางก็เป็นผู้ที่เสนอความคิดให้กับองค์ชายใหญ่ได้รับความชอบไป ตัวนางถึงไม่อาจทำนาเกลือออกมาได้ แต่ก็นับว่าทำให้เกลือในตอนนี้มีความละเอียด ไม่ติดขมเช่นเดิมอีก

ความมั่งคั่งของตระกูลมู่ และชื่อเสียงความเก่งรอบด้านของมู่เฟยหยา ช่วยผลักดันให้บิดาของนางขึ้นสูงอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการได้ด้วย เดิมจากตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพิธีการที่รั้งอยู่มานานหลายปี ไม่เลื่อนขั้นเสียที พอได้บุตรสาวช่วยย่อมง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ยิ่งตอนนี้มีตำแหน่งว่าที่พระชายาเอกขององค์ชายใหญ่อยู่ในมือ ผู้คนในเมืองหลวงจะทำสิ่งใดก็ต้องไว้หน้าตระกูลมู่อยู่สองส่วน ผู้ใดไม่รู้กัน ฮ่องเต้เหมือนจะเห็นชอบให้องค์ชายใหญ่ได้ตำแหน่งองค์รัชทายาทในไม่ช้านี้

ชุยจิ้นในตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าจินหว่านจะพูดเอาไว้ถูกทั้งหมด เขาไม่จำเป็นจะต้องช่วยกระพือข่าวให้ตระกูลมู่เปิดตัวแบบผ้าเร็วขึ้น ตระกูลมู่ก็ลงมือเปิดตัวแบบผ้าก่อนหน้าร้านของบ้านรองหนึ่งวันแล้ว

หวงซื่อกลัวว่าชื่อเสียงของบ้านรองจะทำให้บ้านใหญ่ได้หน้าไปด้วย นางจึงเพิ่มชื่อต่อท้ายของร้านผ้าเป็นของบ้านรองตระกูลชุย เพื่อให้คนภายนอกรู้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่ จินหว่านได้ฟังในตอนแรกก็อดที่จะขบขันไม่ได้ คนตระกูลเดียวกันแท้ๆ เหตุใดถึงวางท่าเป็นศัตรูคู่แค้นจนอยากจะเห็นอีกฝ่ายล่มจมเพียงนี้ แต่นี่...เป็นเรื่องดีของบ้านใหญ่ที่ไม่ต้องลงไปยุ่งในน้ำคร่ำที่บ้านรองสร้างเอาไว้

จินหร่วนต่อให้เก่งเพียงใดก็คิดไม่ถึงว่าตระกูลมู่จะลงมือเช่นนี้ เมื่อภพก่อนนางมิได้ออกจากจวนไปดูผ้าที่ร้านตระกูลมู่ในวันที่เปิดตัว เพียงแต่ได้ยินคุณหนูสวมใส่มาอวดในงานเลี้ยงน้ำชาเท่านั้น นางคำนวณเวลาใกล้เคียงของทั้งสองภพแทน จึงคิดว่าตนน่าจะเปิดตัวก่อนแล้วแท้ๆ

ร้านผ้าของบ้านรอง ตัดออกมาได้อย่างละเพียงหนึ่งชุดก็รีบเปิดตัวขายแล้ว ด้วยกลัวจะเปิดตัวช้ากว่าตระกูลมู่ จินหร่วนนางยังคิดเอาแบบง่าย หากผู้ใดเปิดตัวก่อน คนผู้นั้นถึงจะกลายเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่นางก็ยังคงมีความฉลาดอยู่ นางเลือกแบบผ้าที่จะเปิดตัวในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าด้วย ไม่ใช่ว่าแบบที่ตระกูลมู่จะใช้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้มู่เฟยหยา

หากจะบอกว่าไม่กลัวคนเก่งแต่กลัวคนโง่คงไม่เกินจริง แผนเปิดตัวร้านผ้าของจินหร่วนต้องเสียหน้า เมื่อชุยจ้านพี่ชายของนางอยากจะอวดความสามารถของน้องสาววัยสิบหนาวให้ผู้อื่นได้รู้ สหายที่เขานำไปอวดด้านนอกมีคนของตระกูลมู่สายรองอยู่ด้วย แต่คนผู้นั้นยังไม่คิดจะเปิดโปงออกมาในยามนี้ ด้วยไม่เคยเห็นชุยจ้านอยู่ในสายตา เขาเพียงติดตามสหายมาหาความสำราญแล้วพบเรื่องสนุกเข้าก็เท่านั้น

เมื่อกลับถึงจวนตระกูลมู่ก็รีบนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นไปบอกมู่เฟยหยาทันที ทั้งได้ประจบว่าที่พระชายาองค์ชายใหญ่และยังได้ความชอบจากบ้านใหญ่อีกด้วย

มู่เฟยหยาเมื่อได้ยินเรื่องราว นางรู้ได้ทันทีว่าแบบผ้าที่ญาติผู้น้องของนางเอ่ยถึงคือแบบใด นางรีบร่างแบบแล้วสั่งให้คนงานตัดออกมาอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนคนและอำนาจเงินในมือทำให้ชุดของมู่เฟยหยาตัดออกมาได้เร็วและมีจำนวนมาก ทั้งฝีเข็มที่ใช้เย็บก็ดีกว่าของจินหร่วนอีกด้วย

วันเปิดตัวแบบเสื้อผ้าของจินหร่วนนางให้บ่าวมาส่งเทียบเชิญชวนจินหว่านไปด้วย แต่จินหว่านปฏิเสธไปนางไม่ชื่นชอบความวุ่นวาย อย่างน้อยนางก็ยังให้สาวใช้นำของขวัญแสดงความยินดีกับจินหร่วนไปมอบให้นาง

ชุยจิ้นที่หายหน้าไปเรียนที่สำนักศึกษาหลายวัน วันนี้ก็มานั่งอยู่ภายในเรือนพักของจินหว่านด้วย ต่อให้อีกสองปีถึงจะสอบจวี่เหริน แต่พี่ชายของนางจึงมักมีตำราติดอยู่ในมือเสมอ เรื่องการเรียนเขาไม่เคยผ่อนปรนให้ตนเองเลย สองพี่น้องต่างนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ หนึ่งคนก้มหน้าอ่านตำรา อีกคนก้มหน้าฝึกเขียนตัวอักษร นานๆ ครั้ง ชุยจิ้นจะเงยหน้าจากตำรามามองตัวอักษรของน้องสาวบ้าง

“หว่านวาน ดูเหมือนตัวอักษรของเจ้าจะดีขึ้นไม่น้อย” ชุยจิ้นอดจะมองตัวอักษรของจินหว่านอย่างชื่นชมไม่ได้

เมื่อก่อนน้องสาวของเขานับว่าเขียนอักษรได้อ่อนช้อยหากเทียบกับเด็กในรุ่นเดียวกัน แต่ตัวอักษรของนางในยามนี้ดูทรงพลัง แฝงไปด้วยความสุขุมและสง่างามเช่นพวกขุนนางใหญ่ หรือพวกบัณฑิตที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน

“ข้าว่างๆ ไม่มีสิ่งใดทำ จึงได้ฝึกคัดตัวอักษรเอาไว้อวดท่านกับท่านพ่อ” นางอมยิ้มมองพี่ชาย

จินหว่านจะบอกได้อย่างไร ว่าที่นางสามารถเขียนตัวอักษรออกมาได้งดงามเช่นนี้เป็นเพราะผู้มีพระคุณของนาง เขาคงเห็นว่านางไม่อาจพูดได้และไม่อาจมองเห็น กลัวว่านางจะเบื่อ นอกจากพาเดินเล่นรอบลานเรือนแล้ว เขาก็จับมือนางเขียนตัวอักษรอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อได้ย้อนกลับมาสิ่งเดียวที่จะทำให้นางตามหาผู้มีพระคุณได้ก็คือลายมือของเขา นางจึงเริ่มคัดตัวอักษรตามความรู้สึกในชาติที่แล้วของนาง ยามที่เห็นในตอนแรกก็ตกใจไม่น้อย เสี่ยวผิงยังไม่เข้าใจตอนที่นางหลับตาแล้วเขียนตัวอักษรออกมาเลย แต่พอได้เห็นก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ ด้วยมันสวยงามกว่ายามที่นางลืมตาเขียนเสียอีก เรื่องนี้ทำให้นางเองหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้

สองพี่น้องหันไปพูดคุยกันเรื่องตัวอักษรและรอฟังข่าวที่ให้บ่าวออกไปจับตาดูอยู่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel