ดีมาดีกลับ..ร้ายมาร้ายกลับ
สามวันผ่านไป
อาการบาดเจ็บของหว่านเออร์ดีขึ้นมากแล้ว แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง แต่นางย่อมรู้ดีว่า พิษที่แทรกซึมอยู่ในร่างมาเนิ่นนานนั้นมิใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเวลาอันสั้น หากนางต้องการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม จำเป็นต้องใช้สมุนไพรและการดูแลอย่างต่อเนื่อง
“ถงเหยา เจ้าไปเตรียมรถม้าให้ข้า ข้าจะออกไปร้านขายสมุนไพรสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ถงเหยารับคำทันที ก่อนจะเร่งฝีเท้าไปจัดการตามคำสั่ง
หว่านเออร์เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ผู้เป็นย่าของนาง สตรีผู้เปรียบเสมือนเสาหลักหนึ่งเดียวในจวนที่เมตตาและปกป้องนางเสมอมา เมื่อใครดีต่อนาง นางย่อมดีตอบเป็นร้อยเท่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ หน้าห้องของฮูหยินผู้เฒ่า “เข้ามาเถิด” เสียงอบอุ่นเอ่ยอนุญาต
หว่านเออร์ยกชายกระโปรงเล็กน้อยอย่างงดงามก่อนเดินเข้าไปและคุกเข่าลงทำความเคารพ “ขอคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ”
“หว่านเออร์ มานั่งใกล้ย่า”
หว่านเออร์เดินไปก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างท่านย่าอย่างเอาใจ
“เจ้าแข็งแรงขึ้นแล้วหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านย่า” หว่านเออร์ตอบอย่างนุ่มนวล
นางยื่นมือขาวผ่องไปจับมือนุ่มเหี่ยวย่นของท่านย่า พลางใช้นิ้วแตะเบา ๆ บริเวณจุดชีพจร ขณะยังสนทนาอย่างสุภาพ ด้วยท่วงท่าที่ชำนาญและแผ่วเบา นางตรวจดูอย่างแนบเนียน
ชาติภพก่อน… เมื่อนางยังเป็น “ไป๋อิงเยว่” นางคือบุตรีของตระกูลไป๋อันมั่งคั่ง หนึ่งในคหบดีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองหลิ่วโจว ตระกูลของนางประกอบกิจการหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ ร้านขายยาตระกูลไป๋ ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง
ตั้งแต่วัยเยาว์ อิงเยว่ก็มิได้ใฝ่ฝันเรื่องความงาม ความหรูหรา หรือเครื่องแต่งกายงามตาเหมือนสตรีทั่วไป หากแต่กลับสนใจสมุนไพร กลิ่นฉุนของรากไม้แห้ง ๆ และบันทึกตำราทางการแพทย์หนาเตอะที่คนส่วนใหญ่พากันหลีกหนี นางมักใช้เวลาทั้งวันในห้องเก็บสมุนไพร
ความหลงใหลนั้นกลายเป็นความชำนาญ ฝีมือของอิงเยว่ในการตรวจชีพจร แยกแยะสมุนไพร แม้กระทั่งปรุงยา บ่มยา ปรุงยาแก้พิษ ล้วนแม่นยำเหนือกว่าหมอยาหลายคนเสียอีก ตำราด้านการแพทย์โบราณที่ใครหลายคนอ่านแล้วเวียนหัว นางกลับจดจำได้อย่างแม่นยำ
เมื่อแน่ใจว่าชีพจรของท่านย่ายังปกติดี ไร้ร่องรอยของพิษ หว่านเออร์ก็ยิ้มบาง ๆ อย่างโล่งใจ
“ข้ากำลังจะออกไปที่ร้านสมุนไพรเจ้าค่ะท่านย่า ข้าจะซื้อโสมชั้นดีมาทำยาบำรุงให้ท่านย่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเสียงใส ดวงตาเปี่ยมความเอ็นดู “ขอบใจเจ้ามาก เจ้าช่างรู้ความนัก”
หว่านเออร์ลุกขึ้นทำความเคารพอีกครั้ง “เช่นนั้นข้าขอตัวนะเจ้าคะท่านย่า”
“ไปเถิด”
เมื่อออกจากเรือน ฮูหยินผู้เฒ่า หว่านเออร์เดินไปยังหน้าจวน ที่ซึ่งรถม้าคันงามจอดรออยู่เรียบร้อย ถงเหยารีบวิ่งเข้ามายื่นมือให้ด้วยสีหน้ารื่นเริง
“เชิญเจ้าค่ะคุณหนู” นางพูดพร้อมจับมือนายหญิงขึ้นรถม้าอย่างนอบน้อมและรวดเร็ว
ม่านรถม้าปลิวไหวเบา ๆ ขณะที่หว่านเออร์เหยียบขึ้นไปนั่งอย่างสง่างาม รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากจวนไป
บรรยากาศในยามสายของย่านการค้าเริ่มคึกคัก ผู้คนหลั่งไหลกันมาจับจ่ายซื้อของตามตลาด ร้านรวงสองข้างถนนต่างประดับตกแต่งอย่างงดงาม ร้านขายสมุนไพรที่หว่านเออร์แวะมาในวันนี้ตั้งอยู่ใกล้กับร้านเครื่องประทินโฉมชื่อดัง ขณะกำลังเลือกสมุนไพร สายตาของหว่านเออร์ก็พลันเหลือบไปเห็นกลุ่มสตรีกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินไปที่ร้านเครื่องประทินโฉม
หว่านเออร์นิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาเรียวหรี่มอง ก่อนพึมพำเบา ๆ กับตนเอง
"อวี๋ซิงหรู..."
สตรีผู้นั้นเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากน้องสาวของอวี๋เสวียนหาว บุรุษที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสามีของนางในชาติภพก่อน
หว่านเออร์เหลือบสายตามองไปยังสตรีที่ยืนเคียงข้างอวี๋ซินหรู สตรีผู้นั้นงดงามแต่กลับให้ความรู้สึกแข็งกร้าว แต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียดสีสด ตัดเย็บประณีตจนรับกับสัดส่วนพอดิบพอดี เครื่องประดับบนกายล้วนล้ำค่าราคาแพง เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็คล้ายจะแผ่รังสีอำนาจจนผู้อื่นต้องลดสายตาลงโดยไม่รู้ตัว
"ถงเหยาเจ้ารู้หรือไม่ว่าสตรีผู้สวมชุดสีแดงด้านนู้นคือผู้ใด" หว่านเออร์เอ่ยถาม
"แม่นางอวี้เหม่ยถงเจ้าค่ะ..." ถงเหยาพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
หว่านเออร์หรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ
"เจ้ารู้จักนางเช่นนั้นหรือ?" น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ฟังดูเย็นเยียบและแฝงแววระวัง
ถงเหยารีบหันมามองเจ้านายอย่างลนลาน ก่อนจะโค้งศีรษะน้อยๆ
"ข้า...ไม่เคยพูดกับนางโดยตรงเจ้าค่ะ แต่ได้ยินชื่อเสียงของนางมาบ้าง นางคือแม่นางอวี้เหม่ยถง บุตรีของภรรยาเอกใต้เท้าอวี้เฟ่ยเทียน เจ้ากรมอาญา" แม้จะเป็นคำบอกเล่าธรรมดา แต่กลับสะท้อนให้เห็นว่าสตรีนางนี้มิใช่คนที่ควรมองข้าม
หว่านเออร์พยักหน้าเบาๆ สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด แต่ลึกในดวงตากลับฉายแววครุ่นคิด
"มีคนเห็นนางเคยตบตีบ่าวของตนเองต่อหน้าผู้คน กลางตลาดใหญ่... บ่าวคนนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดทีเดียวเจ้าค่ะ"
คำพูดนั้นฟังดูแฝงความหวาดระแวง แต่ก็มีความสมเพชปนอยู่ในน้ำเสียง ถงเหยาเองแม้จะเป็นเพียงสาวใช้ แต่ก็มองออกถึงอำนาจและความโหดเหี้ยมในแววตาของสตรีผู้นั้น
หว่านเออร์แค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
"ผู้คนมักชอบแต่งเรื่องสนุกปาก..."
หากแม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของหว่านเออร์กลับจดชื่อ ‘อวี้เหม่ยถง’ เอาไว้เงียบ ๆ อย่างระมัดระวัง บางที...สตรีนางนี้อาจเป็นหมากสำคัญในเกมแก้แค้นของนางที่กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
หว่านเออร์คลี่ยิ้มบางให้ถงเหยา รอยยิ้มนั้นแม้จะอ่อนโยน ทว่าแฝงไว้ด้วยความสุขุม นางขยับกายอย่างสง่างามพลางหมุนตัวเดินไปยังด้านในของร้านสมุนไพร
"ข้าเอาสมุนไพรพวกนี้ทั้งหมด" หว่านเออร์กล่าวกับเถ้าแก่ร้าน
เถ้าแก่ดีดลูกคิดสักพักก่อนกล่าวว่า "สามตำลึงขอรับคุณหนู"
ถงเหยารีบยื่นเงินให้เถ้าแก่ร้านขายสมุนไพร ก่อนจะรับห่อยามาถือไว้
หว่านเออร์ปรายตามองร้านทางร้านเครื่องประทินโฉมอีกครั้งก่อนกล่าวขึ้น
"พวกเราเดินไปดูร้านประทินโฉมสักหน่อยเถิด..."
น้ำเสียงของนางราบเรียบ หากแต่ภายใต้ความสงบงามนั้น กลับมีแววเจตนาแฝงซ่อนอยู่ในนั้น
