3
อัลฟอนโซ่ อลอนโซ่ ลิซเต้ ยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับโทรศัพท์ของตน หวังว่าเธอจะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เขามอบให้กับเธอ แม้ว่าเขากับเธอเพิ่งจะรู้จักกัน แต่ก็ไม่เคยมีใครทำให้หัวใจของเขาอิ่มเอมยามได้สนทนาด้วย ไม่เคยมีใครทำให้ความสุขแล่นปราดไปทั่วร่างยามที่ได้ปลดปล่อยความสุขสมด้วยมือของเขาเอง แม้ไม่เคยได้แตะต้อง แต่เขากลับอิ่มเอมไปทั้งใจ ซึ่งคนอย่างอัลฟอนโซ่ ผู้ทรงเสน่ห์และร่ำรวยด้วยทรัพย์สินมหาศาลไม่เคยที่จะต้องมาใช้การคุยเรื่องอย่างว่าผ่านโทรศัพท์บำบัดความต้องการของตนเช่นนี้ เมื่อใดที่ร่างกายอัดแน่นด้วยพลังหนุ่มและอยากปลดปล่อย เพียงเขากระดิกนิ้วเรียก สาวๆ ก็พร้อมที่จะพลีกายให้เขาบนเตียง
ทว่าเมื่อได้มารู้จักกับกานต์มาดา ผ่านทางเว็บไซต์หาคู่ชื่อดังเมื่อเดือนก่อน เขากลับมีความต้องการในตัวเธอมากมายเหลือเกิน จนต้องเป็นคนเอ่ยปากชวนเธอคุยเรื่องอย่างว่าเพื่อบรรเทาความต้องการ และเมื่อเขาถึงสวรรค์ทุกครั้งที่ได้คุยเรื่องลับๆ ส่วนตัวกับเธอ มันกลับเป็นการปลดปล่อยที่ปะทุรุนแรงอย่างที่เขาแทบจะไม่เชื่อตัวเอง
อัลฟอนโซ่เป็นเจ้าของบริษัท Alonso Acero Public Co.,Ltd. บริษัทค้าเหล็กและผลิตอุปกรณ์รถยนต์รายใหญ่ของสเปน ไม่ใช่เพียงกำไรมหาศาลในแต่ละปีเท่านั้น ที่ทำให้บริษัทอลอนโซ่ อาเซโร่ ยิ่งใหญ่ แต่นามสกุล อลอนโซ่ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทอลอนโซ่ อาเซโร่ กลายมาเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสเปนและประเทศใกล้เคียง
นักธุรกิจหนุ่มวัย 32 ย่าง 33 ปี ได้สมัครบัญชีผู้ใช้ไว้ในเว็บไซต์หาคู่เว็บไซต์นี้มานานมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าวันนั้นเขานึกคึกอะไรถึงได้เข้าไปเช็คความเคลื่อนไหวของบัญชีของตน แล้วก็เห็นว่ามีสาวไทยคนหนึ่งกดปุ่มให้ความสนใจเขาเอาไว้ พอเข้าไปดูโปรไฟล์ของเธอ ก็พบว่าเธอระบุไว้ชัดเจนว่าเธอสนใจชายต่างชาติที่มีลูกติดเป็นพิเศษ ดังนั้นชายหนุ่มจึงลองส่งข้อความไปหาเธอดู และดูเหมือนเขากับเธอจะคุยกันถูกคอพอควร จนกระทั่งมีการแลกชื่อบัญชีเฟซบุ๊กเพื่อติดต่อสื่อสารกัน ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นการติดต่อผ่านวอยซ์คอลอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
อัลฟอนโซ่ไม่ได้บอกเธอเลยว่าเขาเป็นถึงเจ้าของบริษัทค้าเหล็กรายใหญ่ในสเปน บอกเพียงแต่ว่าเขาทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง เพราะเขาไม่อยากให้เธอเข้ามาหาเขาเพราะความร่ำรวยเหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ทำ และยังบอกกับเธอด้วยว่าเขามีลูกชายอยู่คนหนึ่ง วัยเจ็ดขวบย่างเข้าสู่แปดขวบ ชื่อเอนดิโก ส่วนแม่ของแกนั้น...เขาไม่เคยพูดให้เธอฟัง บอกแค่ว่าเธอทิ้งลูกของเขาไปตั้งแต่เอนดิโกอายุได้เพียงขวบเดียวเท่านั้น และเธอก็ไม่เคยละลาบละล้วงถามรายละเอียดแม่ของเอนดิโกมากไปกว่าที่เขายอมบอก
กานต์มาดาเป็นเหมือนเพื่อนยามที่เขาต้องการจะแบ่งปันเรื่องราวตลกโปกฮาที่เกิดขึ้นกับเขาในแต่ละวัน เธอเป็นเหมือนที่ปรึกษายามที่เขามีเรื่องเครียดเรื่องลูกชายจอมซนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพใหญ่สำหรับเด็กวัยเพียงเท่านี้ และเป็นคนรักที่แสนจะน่ารักน่าใคร่ ยามที่เขากับเธอคุยเรื่องบนเตียงผ่านทางวอยซ์คอล เธอดูเร่าร้อนและสามารถตอบโต้เขาด้วยคำพูดที่ฉะฉานแสนซ่านเสียว จนเขาอยากจะกอดเธอจริงๆ
เธอทำให้เขาไม่อาจคิดถึงหญิงอื่น...ทำให้เขาคลั่งไคล้ และอยากอยู่ใกล้...อยากเป็นเจ้าของ ไม่เคยมีหญิงใดที่จะทำให้เขาคิดถึงได้ตลอดเวลา เจอใครต่อใครก็สามารถเปรียบเทียบว่าคนเหล่านั้นช่างเหมือนเธอไปได้เสียทั้งหมด
“อะ...เอ่อ... แล้วเรื่องงานวันนี้เป็นไงบ้างคะ?” กานต์มาดาเปลี่ยนเรื่อง หลังจากที่คำถามของเขาทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจนัก คำถามที่ว่า... เธอรักเขาหรือไม่?
“ก็เหมือนเดิมครับ เจ้านายใช้งานผมอย่างกับทาส วันนี้ก็ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดอีกแล้ว” อัลฟอนโซ่ว่าด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก ก็แน่ล่ะ... ใครจะด่าตัวเองได้ลงคอ ไอ้เขามันก็คนบ้างานชอบทำงานล่วงเวลาจริงๆ เสียด้วย เพียงแต่ไม่มีใครมาสั่งหรือบังคับให้เขาทำงานเกินเวลา ยกเว้นว่าตัวเขาเองนี่แหละที่เต็มใจทำเอง
“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบที่จะทำงานเป็นนักเขียนมากกว่าไงคะ เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปนั่งอุดอู้อยู่ในออฟฟิศ ไม่ต้องเครียดกับเจ้านายที่คอยจะด่าหรือไม่ก็กดดันเรา ยกเว้นช่วงเร่งส่งต้นฉบับ ฮ่าๆๆๆ” หญิงสาวจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะสดใส ยามนึกถึงกองบรรณาธิการจากสำนักพิมพ์ที่เธอมักจะส่งงานไปให้พิจารณาตีพิมพ์ โทร.มาทวงต้นฉบับจากเธอเมื่อใกล้จะถึงเส้นตายการส่งงาน
“สงสัยผมต้องลาออกมาทำฟรีแลนซ์บ้างแล้วล่ะครับ” อัลฟอนโซ่ยกยิ้ม รู้สึกเป็นสุขยามเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะสดใสนั้น แอบคิดว่าจะรู้สึกดีสักแค่ไหนกันนะ หากเขาได้ประทับรอยจูบลงไปบนเรียวปากที่แย้มยิ้ม ขณะที่เธอกำลังหัวเราะสดใส จนเธอต้องสำลักเสียงหัวเราะตัวเอง
“แล้วคุณว่าถ้าคุณจะทำงานฟรีแลนซ์ คุณจะทำงานอะไรดีล่ะคะ?” เธอถามอย่างใคร่รู้
“อืม... รู้อะไรไหมครับคนสวย ผมน่ะ... ถ่ายรูปเก่งนะ” เขาพูดอย่างโอ้อวด การถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกยามว่างที่เขาชอบทำ และเคยเข้าครอสเรียนจริงจังด้วย
“จริงหรือคะ? แค่ราคาคุยหรือเปล่า?” กานต์มาดาทำสุ้มเสียงเหมือนจะล้อเลียนเขา และนั่นทำให้เขานึกหมั่นไส้จนอยากจะหยิกแก้มเธอให้หายหมั่นเขี้ยวจริงเชียว
“ถ้าคุณไม่เชื่อให้ผมลองถ่ายรูปคุณดูไหมล่ะครับ... หืม?” อัลฟอนโซ่ย้อมถามเสียงนุ่ม รู้ดีว่าหญิงสาวต้องการหยอกล้อเขา ไม่ได้ต้องการจะสบประมาท
“เอาเป็นว่าฉันจะไปที่สเปนให้คุณถ่ายรูปเลยดีไหมคะ? ทีนี้จะได้รู้กันว่าคุณจะถ่ายรูปเก่งสักแค่ไหน”
“ผมว่า... รอคุณมาหาน่ะมันนานไป ผมไปถ่ายรูปคุณที่เมืองไทยเองจะดีกว่านะ” หัวใจของคนฟังแทบหล่นเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ก็เฝ้าปลอบใจตัวเองว่าเขาคงมาหาเธอไม่ได้อย่างปากว่าหรอก ถึงเขาจะมาเมืองไทยได้ แต่เมืองไทยก็ใช่ว่าจะแคบๆ แล้วเขาก็ไม่มีข้อมูลติดต่ออย่างอื่นของเธอเลยสักอย่าง ยกเว้นชื่อเฟซบุ๊ก ไม่มีทางเสียล่ะที่เขาจะตามหาเธอเจอ!
“เอาเป็นว่าถ้าคุณมา... ฉันจะยอมเป็นนางแบบให้แล้วกันค่ะ” เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้วก็สบายใจที่จะท้าทายเขาต่อ “แต่ว่านะ...ฉันไม่เป็นนางแบบให้คุณฟรีๆ หรอกนะคะ งานนี้มันต้องมีค่าตอบแทน”
“เอาเป็นว่าผมให้ทั้งตัวและหัวใจเป็นค่าจ้างคุณเลยแล้วกันนะครับ” น้ำเสียงกรุ้มกริ่มชวนเขินอาย จนคนฟังต้องยกมือเกาท้ายทอยตัวเองแก้เขินเสียอย่างนั้น
“แหวะ! ใครอยากได้กัน?” เธอย่นจมูก พูดน้ำเสียงสะบัดด้วยความหมั่นไส้ในความเลี่ยนระดับพระเอกลิเกต้องเรียกพี่ของอัลฟอนโซ่
“เอ้า!” เสียงอุทานของเขาฟังดูกระเง้ากระงอดจนไม่คาดคิดว่าผู้ชายวัยเลยสามสิบจะมีมุมเง้างอนอย่างนั้นด้วย ก่อนจะทำเสียงออดอ้อนหญิงคนรัก “ไม่อยากได้เหรอครับ... ผมยกให้ฟรีๆ เลยนะ?”
“ไม่ค่ะ!” ยิ่งได้ฟังเสียงอ้อนๆ เหมือนเด็กชายที่กำลังอ้อนขอให้มารดาซื้อของที่อยากได้ให้ ก็ยิ่งนึกอยากแกล้ง จึงตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นแข็งๆ
“โธ่... มีวิด้า ทำร้ายจิตใจคนที่รักคุณอย่างนี้มันบาปนะครับ” เสียงเขาจะเป็นจะตายเสียให้ได้ เมื่อเธอทำท่าจะไม่รับตัวและหัวใจของเขาเป็นรางวัล ก่อนที่จะเปลี่ยนจากน้ำเสียงน่าสงสารราวกับเด็กหลงทาง กลายเป็นน้ำเสียงเฉียบขาด ชนิดที่ไม่เคยมีใครปฏิเสธได้หากเขาใช้น้ำเสียงเช่นนั้นในการสั่งงานลูกน้อง “ไม่รู้ล่ะ! ถึงคุณจะไม่อยากได้ ยังไงผมก็จะยัดเยียดทั้งตัวและหัวใจของผมให้คุณ และเมื่อถึงวันนั้นนะ... ผมจะกักคุณไว้บนเตียง บูชาคุณด้วยร่างกายของผม จนคุณไม่มีแรงแม้แต่จะร้องปฏิเสธผมแน่ๆ เลยล่ะ... ที่รัก”
“แน้!” หญิงสาวร้องเสียงดัง เมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขวัญด้วยคำขู่น่าหวาดเสียว...แต่ก็เร้าใจเหลือเกิน “เรื่องอะไรมาขู่กันอย่างนั้นคะ?”
“ไม่ได้ขู่นะครับ... แต่ผมจะทำจริงๆ ให้ผมได้เจอคุณก่อนเถอะ” เสียงของเขายังเหี้ยมเกรียมไม่หยุดหย่อน แต่นั่นก็ทำให้เธอเชื่อว่าเขาไม่ใช่แค่ขู่แน่ๆ
