Chapter 3 กระต่ายหลงทาง
ร่างสูงใหญ่ในชุดยาวสีดำอำพรางกายอุ้มร่างบอบบางไร้เรี่ยวแรงฝ่ากำแพงความมืดของรัตติกาลเข้ามาในกระโจมที่ตั้งอยู่บริเวณป่าละเมาะไม่ไกลกันกับน้ำตกสืออู่อันเป็นต้นทางแม่น้ำที่ไหลผ่านเข้าสู่ตัวเมืองฉู่ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ของเหล่าทหารเวรยามที่พากันลอบมองด้วยความสนใจใคร่รู้ ไม่เว้นแม้แต่ร่างสูงใหญ่พอกันกับผู้เป็นนายที่กำลังร่ำสุราอยู่หน้ากระโจมของตนจนถึงกับโยนจอกสุราทิ้งตามเข้าไปด้านในทันที
“ท่านอ๋อง! เหตุใดจึงได้?”
“เหตุใดอะไรของเจ้า บอกแล้วว่าออกนอกกำแพงวังให้เรียกข้าว่าอย่างไร”
“แต่ว่าท่านอ๋อง เอ่อ! พี่หลานหมิง” คนถูกปรามรีบเอ่ยแก้แต่ไม่วายถามสิ่งสงสัย “แล้วแม่นางผู้นั้นคือใครกันแล้วมากับท่านได้อย่างไรแล้วเป็นอะไรเหตุใดจึง...”
“ไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ?”
“หรือข้าต้องรู้เรื่องของคนอื่น” อ๋องสี่หลี่หลานหมิงตอบสีหน้าเรียบเฉยขณะนั่งลงข้างเตียงมองร่างสลบไสลไม่ได้สติอย่างพินิจพิเคราะห์ สีหน้าที่ไม่บ่งท่าทีทำให้อีกฝ่ายออกอาการกระอักกระอ่วนไม่สบายใจ
“แล้วไปพาตัวนางมาจากที่ใดกันหรือ”
“ข้าเก็บได้ที่ชายป่าไผ่”
“เก็บได้ที่ป่าไผ่?”
หลี่หลานหมิงหรืออ๋องสี่ที่ผู้คนโจษย์ขานกันว่าแสนกักขฬะเย็นชาไร้ใจ ฆ่าคนเป็นผักปลา ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าแขกมิได้รับเชิญซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสหายสนิทพ่วงด้วยตำแหน่งองครักษ์คู่ใจนามว่าหม่าชิงเทียนผู้ถามซอกแซกอย่างไม่มีผู้ใดเทียบ
“ใช่… ดูเหมือนเจ้าจะยังสงสัยอีก”
“ก็ต้องสงสัยสิพี่หลานหมิง ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพวกเรามาที่นี่เพื่อสิ่งใด”
“นั่นเรื่องของเจ้า มิใช่เรื่องของข้า ข้ามิได้ต้องการมาเพราะเรื่องนั้น”
หม่าชิงเทียนผู้ถูกโบ้ยภาระใส่หน้าตาเฉยถึงกับหน้าถอดสี ลำพังเป็นที่รองมือรองเท้าอ๋องสี่หลี่หลานหมิงก็พอทำเนาแต่นี่เพราะได้รับบัญชาจากฮ่องเต้ต้าหลี่มีหรือทหารชั้นผู้น้อยอย่างเขาจะกล้าขัดพระบัญชาของโอรสสวรรค์กันเล่า แต่เมื่อนึกถึงภาระคนเป็นๆ ตรงหน้า หม่าชิงเทียนก็ต้องทำใจดีสู้เสือดุๆ อย่างหลี่หลานหมิงจนได้
“เอายศถาบรรดาศักดิ์ทิ้งไปก่อน เหตุที่ข้าถามเพราะห่วงใยพี่หลานหมิงมากกว่าว่าเกรงจะหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว หากมิใช่สิ่งที่ฝ่าบาทพึงประสงค์ พี่ก็มิควรทำให้เรื่องยุ่งยากแต่แรก”
“ข้าเก็บกระต่ายป่าหลงมา มันทำให้ยุ่งยากตรงไหน” หลี่หลานหมิงว่าพลางจ้องตาไม่กะพริบ
หม่าชิงเทียนลอบกลืนน้ำลาย หวาดก็หวาด เกรงก็ยังส่วนหนึ่ง แต่ความที่ต้องตัดไฟแต่ต้นลมจำต้องเตือนสติมิให้เกิดเรื่องราวบานปลาย “ข้าเพียงแต่สงสัยว่านางเป็นบุตรสาวบ้านใดถึงทำให้ท่านอ๋องหลานหมิงถึงกับพากลับมาร่วมเตียงในคืนนี้กัน”
“ร่วมเตียงรึ”
“ก็หากมิต้องการหาสตรีงามมาอุ่นเตียงจะพามาเพื่อการใดเล่า”
“ช่างเถอะ!” หลี่หลานหมิงตัดบทก่อนจะนั่งลงที่ตั่งไม่ไกลจากเตียงนอนแล้วกวักมือไล่อีกฝ่ายทันใด “ออกไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน”
“แต่นางยังอยู่...”
“หรือจะให้ทิ้งไว้กลางป่าให้เสือจับไปกิน”
“เกรงว่าอยู่ในกระโจมก็คงมิแคล้วถูกเสือจับกิน มิคาดอาจจะมิมีเหลือชิ้นดีไว้พรุ่งนี้เช่นกัน” หม่าชิงเทียนค่อนว่าแล้วรีบผลุนผลันออกไปเพราะเจอจอกสุราบินมายังดีที่หลบออกจากกระโจมได้ทัน
หลี่หลานหมิงกระตุกยิ้มไล่หลังก่อนจะหันมาที่ร่างอรชรในชุดบางพลิ้วซึ่งยังคงนอนนิ่งไม่ได้สติแล้วเดินกลับไปนั่งยังตั่งแล้วหยิบจอกรินสุราจนเต็มแก้วแล้วยกดื่มรวดเดียวหมดจอกทันใด
ที่ด้านนอก...
หม่าชิงเทียนกระซิบกระซาบหวังเฉาเสียนองครักษ์คู่ใจอีกคนของหลี่หลานหมิง หวังเฉาเสียนเป็นบุรุษรูปงามอายุอานามพอกันกับอ๋องสี่และอ่อนอาวุโสกว่าหม่าชิงเทียนกว่าสามปีแต่กิริยาวาจาผู้ใหญ่กว่าหม่าชิงเทียนที่ขี้เล่นกว่ามากและรูปงามไม่เท่า แต่ถึงทั้งสองจะได้ชื่อว่าขุนพลหน้าหยกของอ๋องสี่แต่ก็ยังแพ้ผู้เป็นนายที่หาผู้ใดทัดเทียมด้านรูปร่างหน้าตาเท่า
“เจ้าว่าท่านอ๋องทรงเก็บกระต่ายหลงมาได้เช่นนั้นรึ”
“ใช่ ไม่รู้หลงมาจากที่ใด แต่ที่รู้ๆ คือเป็นกระต่ายขาวนวลดูนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอมยิ่งนัก”
“โอว! หรือเป็นเช่นนี้จึงมิคิดส่งคืนที่ที่มันจากมากันแน่”
“ข้ามิเคยเห็นท่านอ๋องเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย เสียดายที่นางมิใช่...” หม่าชิงเทียนว่าพลางมองจ้องเข้าไปในกระโจมที่ยังมีแสงไฟจากตะเกียงให้พอเห็นว่าคนด้านในกำลังร่ำสุราอยู่ตามลำพัง เขารับรู้เป็นนัยว่าสหายสนิทผู้มีศักดิ์ใหญ่กว่าดูจะถูกใจสตรีนางนี้เข้าเสียแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ให้เห็นแม้แต่ชายผ้าคลุมเตียง
“อยากรู้เหลือเกินว่านางเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ดูจากการแต่งกายซอมซ่อเช่นนั้นแล้วคงมิใช่ลูกสาวผู้ลากมากดีที่ไหน หรือท่านว่าอย่างไร”
“พ้นคืนนี้ไปคงได้รู้กัน” หวังเฉาเสียนเอ่ยพลันต้องชะงักหันมองหน้าหม่าชิงเทียนเลิ่กลั่กเสียอาการเพราะแสงไฟในกระโจมดับวูบลง
. ในใจทั้งสองคิดแต่เพียงว่าผู้เป็นเจ้าชีวิตตนคงหมายเสพสุขชั่วคืนกับกระต่ายน้อยแสนงดงามที่เก็บได้จากกลางป่าเช้ามาก็ต่างคนต่างไปเท่านั้น
แต่ความเข้าใจของขุนพลหน้าหยกทั้งสองล้วนคลาดเคลื่อน...
อ๋องสี่หลี่หลานหมิงถอดเข็มขัดคาดเอวและเสื้อคลุมสีเทาเมฆตัวนอกออกเหลือเพียงชุดนอนสีขาวสะอาดตาขณะจ้องร่างอรชรบนที่นอนไม่วางตา แม้จะเป็นเพียงตั่งเตี้ยสำหรับใช้พักผ่อนหลับนอนชั่วคราวระหว่างออกเดินทางนอกวังหลวงแต่ก็กว้างขวางพอสำหรับที่เขาจะแทรกตัวลงไปนอนเคียงได้
เป็นเช่นนี้ก็นับว่าเป็นวาสนาของนางแล้ว...
