5
“ฮัลโหลคุณเพื่อน!” รุจาภาทักทายปลายสายที่โทร.เข้ามา “ไปซ้อมฮันนีมูนเป็นไงบ้างจ๊ะ? น่าจะได้หลานน่ารักๆ มาฝากฉันสักคนหรือเปล่า?”
“บ้า! พูดอะไรอย่างนั้นนะยัยจ้าเนี่ย!” แพรพิลาศค้อนมาตามสาย รุจาภานึกเห็นภาพเลยว่าหากเธออยู่ใกล้ๆ เพื่อนรักตอนนี้ คงถูกอีกฝ่ายทุบอึกๆ แก้เขินเป็นแน่ “แกก็รู้ว่าพี่ชายแกน่ะราวกับสุภาพบุรุษที่หลุดออกมาจากวัด ฉันพยายามปลุกปล้ำมาตั้งเก้าปีแล้วยังไม่ทางว่าจะสำเร็จเลย”
“ยัยโรคจิต!” รุจาภาบริภาษไปตามสายอย่างไม่จริงจังเท่าใดนัก เพราะรู้ดีว่าเพื่อนรักของเธอเองก็ไม่ต่างจากพี่ชายเธอนักหรอก กุลสตรีแสนเพียบพร้อมราวกับหลุดออกมาจากวรรณคดีไทยขนาดนั้น ไม่มีทางเสียล่ะที่แพรพิลาศจะลุกขึ้นมาชิงสุกก่อนห่าม เพื่อนรักของเธอทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ คงมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นมุมก๋ากั๋นอย่างนี้ของแพรพิลาศ เท่าที่รุจาภารู้...น่าจะมีแค่เธอกับพี่ชายเท่านั้นที่รู้ว่าแพรพิลาศชอบพูดอะไรก๋ากั๋นเกินตัวอย่างนี้
“ว่าแต่...ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง?” น้ำเสียงของแพรพิลาศกลับมาเป็นเครียดเขม็งเมื่อนึกถึงปัญหาที่ทิ้งไว้ให้เพื่อนช่วยจัดการ “คุณเสือเขาว่าไง...ยอมหรือเปล่า?”
“เฮ้อ!” ยิ่งได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆ จากเพื่อนรัก แพรพิลาศก็ยิ่งเครียดเขาไปใหญ่ ลงว่ารุจาภาถอนหายใจอย่างนี้...คงไม่สำเร็จล่ะสิ “ฉันว่าแกควรดีใจนะที่อีตาคุณเสือของแกหลงแกขนาดนี้ ขนาดฉันบอกว่าแกจะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ยังหน้าด้านประกาศกร้าวว่าจะแย่งแกไปจากพี่ชายฉันให้ได้อีก!”
“ขนาดนั้นเชียว!” แพรพิลาศอุทานอย่างเคร่งเครียด ไม่คิดว่าพยัคฆ์จะชอบเธอขนาดนี้เลยนะ ในเมื่อเขาออกจะหล่อเพียบพร้อมขนาดนั้น จะมาอะไรกับผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างเธอนักหนานะ? “แล้วจะทำยังไงต่อไปดี?”
“เอาน่า...ไม่ว่ายังไงฉันก็จะช่วยแกแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ล่ะน่ะ” รุจาภาปลอบใจเพื่อนรัก เมื่อได้ยินน้ำเสียงวิตกนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่รถยนต์สีดำคันหรูคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดเทียบที่ริมบาทวิถี ตรงข้ามกับหน้าบ้านของแพรพิลาศ ซึ่งมีรั้วติดกับบ้านของเธอ หญิงสาวขมวดคิ้วมองรถคันนั้นอย่างสงสัย ว่าใครกันนะที่มาหาสุชาติและพรเพ็ญกันนะ? ไม่รู้หรือว่าทั้งสองไม่อยู่บ้าน แล้วแพรพิลาศก็ไปเที่ยวกระบี่กับพี่ชายของเธอ แล้วความสงสัยของเธอก็ถูกเฉลย เมื่อร่างสูงคุ้นตาของใครคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ “เฮ้ย! แค่นี้ก่อนนะ พอดีมีแขกมาหาแกที่บ้านน่ะ ฉันคงต้องไปไล่แขกสักหน่อย”
“ใครมาเหรอ?” แพรพิลาศถามกลับด้วยความอยากรู้
“นายหมาบ้า!” รุจาภาลากเสียงยาวตอบด้วยความสะใจ ที่ได้ตั้งฉายาให้กับผู้มาเยือนของรุจาภาโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้เอาคืนกับสมญานามที่เธอบังอาจตั้งให้เขา
“ใครอ่ะหมาบ้า?” อีกฝ่ายถามเสียงฉงน เกิดมาไม่เคยรู้จักใครที่ชื่อ ‘หมาบ้า’ เลยสักทีนะ
“ก็...นายคุณเสือของแกไงล่ะ”
“ฟังพูดเข้า! ไปเรียกเขาอย่างนั้นได้อย่างไรกัน?” แพรพิลาศเอ็ดความปากดีของเพื่อนรัก กลัวจริงๆ...กลัวว่าสักวันรุจาภาอาจจะเดือดร้อนเพราะปาก!
“เอ้า! ก็นายนั่นเล่นกัดแกไม่ปล่อยอย่างนี้ ก็เหมาะแล้วว่าจะชื่อหมาบ้า! เหมาะกว่าชื่อเสือเสียอีก!” รุจาภาย่นจมูกอย่างหมั่นไส้คนที่ยืนชะเง้อชะแง้คออยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของแพรพิลาศ “แค่นี้ก่อนนะ ขอตัวไปไล่หมาก่อน”
ว่าแล้วรุจาภาก็วางสาย ก่อนเดินอาดๆ ไปหยุดที่ประตูรั้วบ้านตัวเองที่สูงระดับไหล่ของเธอ พลางส่งเสียงร้องทักทายอย่างกวนอารมณ์อีกฝ่าย
“อ้าว...อ้าว...อ้าว! นึกว่าใครมาเกาะขอบรั้วบ้านคนอื่นขอส่วนบุญ ที่แท้ก็คุณหมาบ้านี่เอง!” รุจาภาทักอย่างไม่มีไว้หน้า รู้สึกชังน้ำหน้าผู้ชายคนนี้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว คนอะไร...บ้าอำนาจ! หลงตัวเองอย่างร้ายกาจ! กล้าดีอย่างไรมาดูถูกพี่ชายของเธอ อย่างเขาก็เหนือกว่าพี่ชายเธออยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละ คือฐานะและส่วนสูง ส่วนหน้าตาหรือ...พี่เธอกินขาดเป็นไหนๆ รณกรน่ะ...หน้าตาหล่อเหลาอ่อนโยน ดูอบอุ่น ขนาดที่พยัคฆ์หน้าดุอย่างกับร็อตไวเลอร์! แล้วยังมีหน้ามาดูถูกพี่ชายเธออีก ชิ!
“เธอว่าใคร?” ดวงตาสีนิลวาววับอย่างเอาเรื่องตวัดมองใบหน้างามที่ยื่นหน้ายื่นตากวนโทสะอยู่ในขณะนี้ หากว่าดวงตาของเขาสามารถเปลี่ยนเป็นลูกไฟได้ ป่านนี้ร่างงามๆ ของเธอคงเหลือแต่เถ้าถ่าน
“ก็ยืนกันอยู่สองคน...ฉันคงด่าตัวเองม้างงงง!!!!” รุจาภาลกเสียงยาวอย่างกวนโทสะ ลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่กริ่งเกรงดวงตาดุๆ ที่มองมาราวกับอยากจะขย้ำหัวเธอเลยสักนิด
“นี่! จะพูดจะจาอะไรหัดให้เกียรติกันบ้างนะ! ฉันแก่กว่าเธอตั้งสิบปี รู้จักมีสัมมาคารวะกันบ้าง!” พยัคฆ์สั่งสอนคนปากดี เขาจงใจเปลี่ยนสรรพนามตัวเองและเธอ เรื่องอะไรจะต้องสุภาพกับยัยเด็กปากเสียนี่! พูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย ไม่รู้พ่อแม่สั่งสอนมายังไง!?
“ถ้าคนแก่ทำตัวน่าเคารพ ฉันก็คงจะให้เกียรติอยู่หรอก แต่คนที่แก่แต่อายุ แต่สมองไม่พัฒนาตามอายุอย่างนายน่ะ ฉันไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเคารพ” รุจาภาเบ้ปากใส่เขาเป็นการจบคำพูดดูแคลนนั้น พยัคฆ์กำหมัดแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ลุแก่โทสะ แล้วตรงเข้าไปทำร้ายยัยเด็กปากดี แต่คำพูดกวนโมโหของเธอก็ยังคงลอยมาให้ได้ยิน “อีกอย่าง...นายเองก็ทำตัวเหมือนหมาบ้าจริงๆ นี่ กัดเพื่อนฉันไม่ปล่อยเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเพื่อฉันกำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ยังจะหน้าด้านหน้าทนอยู่ได้!”
เมื่อไล่ดีๆ ไม่ไป...รุจาภาก็ตัดสินใจใช้ไม้แข็งเลยแล้วกัน แล้วอย่ามาหาว่าเธอใจร้ายล่ะ!
“ฉันบอกแล้วถ้าแพรพิลาศอยากเลิกกับฉัน ก็ให้เธอมาบอกฉันเอง” พยัคฆ์บอกเสียงกร้าว เขาสาวเท้ามายืนเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านของแพรพิลาศแทนแล้วตอนนี้ บุญเท่าไหร่ที่มีรั้วบ้านเตี้ยๆ กั้นระหว่างเขากับเธอไว้ ไม่อย่างนั้นเขาได้กระโดดไปบีบคอสวยๆ นั้นให้ตายคามือไปแล้ว นัยน์ตาคมกวาดมองคนตัวเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยสายตาที่เธอคิดว่าให้เขาตบหน้าเธอเสียยังจะดีกว่า “คนนอกอย่างเธออยู่เฉยๆ จะดีกว่าไหม? เผื่อว่าแพรเขาบอกว่าไม่อยากเลิกกับฉันแล้วเธอจะหน้าแตก”
“ก็ที่เพื่อนฉันไม่กล้ามาบอกเองก็เพราะกลัวว่าหมาบ้าอย่างนายจะทำร้ายเธอไงล่ะ!” มือบางยกขึ้นกอดอก ก่อนเชิดหน้าท้าทายเขา “ฉันก็เลยต้องรับหน้าที่มาไล่ ‘หมา’ ให้ออกไปพ้นทางรักของยัยแพรกับพี่ชายฉันไงล่ะ” พยัคฆ์ตาวาวกับคำว่า ‘หมา’ ที่เธอจงใจเน้น เขารู้ว่าเธอจงใจว่ากระทบเขานั่นแหละ ก่อนที่เธอจะเยาะเย้ยเขาด้วยเสียงหัวเราะและคำพูดต่อไป เรียกได้ว่าได้ที่ขี่แพะไล่กันเลยทีเดียว “หึ! นายคงไม่รู้สินะ ว่ายัยแพรไม่เคยพิศวาสนายเลยแม้แต่เสี้ยวนาที!”
“ไม่มีทาง! ถ้าแพรไม่ได้รักหรือชอบฉันบ้าง แล้วจะมาคบกับฉันทำไม?” พยัคฆ์พูดอย่างคนที่ไม่ยอมรับความจริง ตลอดเวลาที่ผ่านแพรพิลาศไม่เคยมีพิรุธเลยสักนิดว่าเธอจะมีคนอื่นขณะที่มีเขา เธอรักและเทิดทูนเขาเพียงคนเดียวอย่างเห็นได้ชัด แล้วอยู่ๆ รุจาภาก็โผล่เข้ามาไล่เขาให้ออกไปห่างจากแพรพิลาศ เพราะแพรพิลาศต้องแต่งงานกับพี่ชายของรุจาภาอย่างนั้นหรือ? หรือว่า... “นี่พ่อแม่ของเธอกับแพรคงบังคับให้แพรแต่งงานกับพี่ชายเธอสินะ! เธอถึงต้องเดือดร้อนมาบอกให้ฉันเลิกกับแพรอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันหมดยุคสมัยคลุมถุงชนกันแล้วนะ!”
“นี่! อย่ามาพูดอะไรเป็นนิยายนักเลยน่ะ!” รุจาภาเอ็ดเขาเสียงเขียว นอกจากจะบ้ากัดไม่ปล่อยแล้วยังปั้นเรื่องได้เก่งเสียยิ่งกว่านักเขียนนิยายอีกต่างหาก “ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ ว่าแพรกับพี่ชายฉันคบกันมานานกว่าเก้าปีแล้ว และไอ้การแต่งงานครั้งนี้ก็เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีการบังคับเกิดขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น”
“หมายความว่ายังไง?” ชายหนุ่มครวญกับตัวเอง แล้วที่ระหว่างเขากับแพรพิลาศที่ผ่านมามันคืออะไร? เรียกว่าอะไรกันนะ? ที่เธอคอยคลอเคลียพะเน้าพะนอเอาใจ แล้วเรียกเขาว่าที่รักตลอดหกเดือนที่ผ่านมามันหมายความว่าอย่างไร? นี่แพรพิลาศหรือรุจาภากันแน่ที่เป็นคนโกหก? เขาจะเชื่อใครได้?
“ก็หมายความว่านายน่ะเป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ยัยแพรใช้พิสูจน์ใจตัวเองน่ะสิ” รุจาภาเฉลยข้อสงสัยให้ด้วยความรู้สึกสมเพช ไหนๆ ก็ใช้ไม้นวมไม่ได้ผลแล้ว เธอก็คอยใช้ไม้แข็งฝาดเข้าไปที่หัวใจของเขาให้หนักๆ จะได้หลาบจำ ปกติเธอไม่ใช่คนใจร้ายนะ หากพยัคฆ์ไม่ทำตัวหยิ่งยโส มั่นอกมั่นใจในตัวเองเกินเหตุ แถมดูถูกพี่ชายเธอไว้ เธอก็อาจจะปรานีเขาอยู่บ้าง แต่นี่อะไร...ผู้ชายหน้าด้านอย่างนี้ มันสมควรโดนแล้ว!
“ยัยแพรก็แค่...ใช้นายเป็นหนูทดลองยา การที่ยัยแพรคบกับพี่ชายของฉันมานานกว่าเก้าปี ทำให้ยัยแพรเกิดอาการลังเลว่าเธออยากจะแต่งงานและใช้ชีวิตที่เหลือสร้างครอบครัวกับพี่ชายฉันจริงหรือเปล่า และยังรักพี่ชายฉันในแบบเดิมอยู่ไหม แล้วนายก็บังเอิญได้รับเลือกเป็นผู้โชคดีคนนั้น ที่ยัยแพรเลือกใช้เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างตอนอยู่กับนายและพี่ชายฉัน แล้วปรากฏว่าอะไรรู้ไหม...ตอนนี้ยัยแพรตาสว่างแล้วไงว่าตัวเองรักพี่ชายฉันมากแค่ไหน ไม่ต้องการผู้ชายคนไหนอีกแม้แต่นาย ทีนี้จะทำอย่างไรกับหนูทดลองอย่างนายดีล่ะ?” รุจาภาตั้งคำถามที่เสียดแทงหัวใจคนฟังยิ่งนัก แพรพิลาศหลอกใช้เขามาโดยตลอด เพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างนั้นหรือ? “ก็ถ้าไม่ปล่อยไปก็แค่กำจัดทิ้ง ดังนั้นฉันเลยเสนอทางเลือกให้นายเดินออกไปเสียดีๆ ดีกว่ารอให้คนอื่นฆ่านายให้ตายทั้งเป็น เพราะความอับอายที่ว่าไม่มีใครต้องการ ไม่ดีกว่าหรือ?”
พยัคฆ์มึนงงไปกับคำบอกเล่าก่อนหน้าของเธอ จนไม่ทันได้ฟังคำถามที่เธอหยิบยื่นให้เขาเลยสักนิด ชายหนุ่มกำลังซึมซับคำบอกเล่าทุกถ้อยคำของรุจาภาเข้าไปในหัวใจของเขาอย่างช้าๆ ที่ผ่านมา 6 เดือน สิ่งที่เขาคิดว่าบางทีอาจจะเป็นความรักครั้งใหม่ ที่เขาคิดว่าบางที...แพรพิลาศอาจเป็นคนฉุดเขาให้ขึ้นมาจากหุบเหวของความโศกศัลย์จากการถูกคนรักหักหลังนั้น มันเป็นแค่เรื่องเหลวไหลที่ไม่เคยมีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ? เขาเป็นแค่หมากตัวหนึ่งสำหรับแพรพิลาศเท่านั้นหรือ?
ทำไม...ทำไมเขาถึงได้โง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้! ทำไมเขาต้องโง่! ปล่อยให้ผู้หญิงหลอกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า! เอาความจริงใจเข้าแลกกับความโลเลของผู้หญิงอีกแล้ว สวรรค์ทำไมจึงได้ใจร้ายกับผู้ชายอย่างเขานัก! ต้องให้เขาเจ็บปวดจนไร้หัวใจหรือจึงจะพอใจ! เหตุใดถึงได้ทำร้ายเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่แผลเก่าเช่นนี้!
“รู้อย่างนี้แล้ว นายยังจะหน้าด้านหน้าทนอยู่อีกหรือ?” รุจาภาบิดยิ้มเมื่อเห็นอาการนิ่งขึ้นคล้ายกับช็อกไปของอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ตอบคำถามนั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน เขากดตัดสายก่อนเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยแววตาวาววับราวกับคมมีดที่ต้องแสงไฟ
“ไม่มีทาง! ฉันไม่ยอมถอยไปง่ายๆ หรอก!” รุจาภาเปลี่ยนท่าทางเย้ยหยันอย่างผู้ชนะเป็นขึ้งโกรธ “แต่รู้เอาไว้ด้วยว่าที่ฉันไม่ยอมถอย ไม่ใช่เพราะพิศวาสอะไรเพื่อนเธอนักหนาหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันจะอยู่เพื่อให้บทเรียนที่แสนเจ็บปวดกับเธอและเพื่อนต่างหาก ว่าไม่ควรล้อเล่นกับความรู้สึกและหัวใจของคนอย่างนี้ เธอและแพรพิลาศต้องได้รับบทเรียนที่สาสม”
พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินกลับไปยังรถของตัวเอง ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เขาเหมารวมเอาว่ารุจาภาเองก็มีส่วนผิดกับเรื่องนี้ไม่แพ้กับแพรพิลาศ ผิดฐานสมรู้ร่วมคิดนั่นแหละ รู้อยู่ว่าเพื่อนตัวเองทำผิด แต่กลับไม่ห้าม...คงจะสนุกมากสินะกับการหลอกเล่นกับหัวใจคนอื่น! เด็กพวกนี้ควรจะได้รับบทเรียนที่จะต้องจดจำไปอีกนานเชียวล่ะ! นี่ถ้าแพรพิลาศออกมายอมรับและขอโทษเขาดีๆ เขาก็คงจะไม่ติดใจ คิดเสียว่าเสียรู้ไปกับผู้หญิงอีกครั้ง แต่...กลับส่งยัยเด็กปากเสียอย่างรุจาภามาดูถูกด่าทอเขา เพื่อให้เขาถอยล่า! บอกเลยว่ามันไม่ได้ผล และมันก็ยิ่งจะทำให้เขาโกรธหนักขึ้นไปอีกเสียมากกว่า
