3
“กรุ่นรัก” พยัคฆ์ พิตตินันท์อ่านชื่อร้าน ที่เป็นตัวอักษรลวดลายสวยงามที่ติดอยู่ที่หน้าประตูรั้วทางเข้าร้าน ช่างเป็นร้านกาแฟที่น่ารักสมกับเจ้าของร้านเสียจริงๆ จิตใจของชายหนุ่มไพล่นึกไปถึงแพรพิลาศ ผู้เป็นเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้ ร้านนี้บ่งบอกความเป็นตัวตนของเธอได้เป็นอย่างดี เรียบๆ แต่สวยงามอ่อนหวาน เหมือนกับแพรพิลาศไม่มีผิด เธอไม่ได้สวยฉูดฉาด ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
เท้าหนาเดินเข้าไปจนถึงประตูร้านที่เป็นกระจกสำหรับผลักเปิดปิด แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับความเงียบรอบๆ ร้าน ร้านนี้แบ่งที่นั่งเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือโต๊ะกลางแจ้ง เป็นโต๊ะสำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติอันร่มรื่น ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนหย่อมเล็กๆ หน้าร้านที่มีต้นไม้สูงใหญ่คอยให้ร่มเงา ทั้งยังมีดอกไม้สีสดสวยนานาพันธุ์ประดับตกแต่งแทรกกับสีเขียวขจีดูสวยงามยิ่งนัก โต๊ะอีกประเภทคือที่นั่งในร่ม เหมาะสำหรับที่ชอบความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งตั้งอยู่ภายในร้านที่กรุกระจกโดยรอบ
“ปิดเหรอ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วถามตัวเองเมื่อได้อ่านป้ายที่ติดอยู่ที่ประตูกระจกหน้าร้าน ก่อนส่องเข้าไปในร้านเพื่อสอดส่ายสายตาหาแพรพิลาศ คนที่นัดเจาให้มาเจอที่ร้านกาแฟแห่งนี้ พยัคฆ์กดเบอร์โทร.หาหญิงสาวแต่ก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับ
ร่างสูงหมุนตัวจะเดินกลับก็เหลือบไปเห็นร่างของใครคนหนึ่งที่อยู่ในชุดทำสาวน เป็นเสื้อแขนยาวลายสก็อตตัวโคร่ง สีหม่นๆ ของมันบอกให้เขารู้ว่าคงผ่านการใช้งานมานานหลายปีแล้วและคงถูกใช้งานบ่อยเสียด้วย คนคนนั้นสวมหมวกสานปีกว้างๆ และกำลังนั่งพรวนดินแปลงดอกได้อยู่ที่บริเวณสวนหน้าร้านอย่างขะมักเขม้น ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปหา มั่นใจว่าคนคนนั้นคงเป็นคนงานที่แพรพิลาศจ้างมาให้ดูแลสวนสวยแห่งนี้แน่ๆ บางที...เขาอาจจะถามหาแพรพิลาศจากคนงานคนนี้ได้บ้าง
“คุณครับ” พยัคฆ์เรียกด้วยถ้อยคำสุภาพ แม้เขาจะเป็นถึงเจ้าของบริษัทรับออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์และเจ้าของไร่ใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่เขาก็ไม่เคยดูถูกคนที่มีฐานะต่ำกว่าด้วยการเรียกด้วยคำพูดจิกหัวเลยสักครั้ง แต่ทว่าคนสวนคนนั้นกลับไม่หันมามองเขาเลยสักนิด ราวกับว่าไม่ได้ยินที่เขาเรียก เอ๊ะ! หรือว่าจะหูหนวกนะ? เขาตัดสินใจสืบเท้าเข้าไปใกล้คนที่กำลังพรวนดินอยู่อีกนิด “คุณครับ...”
แต่ก็ยังเงียบ...ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ เป็นการตอบรับ
“คุณครับคุณ!” เขาตัดสินใจเรียกเสียงดังขึ้นแล้ววางมือลงบนไหล่บอบบางเป็นการเรียกเสียเลย แล้วผลที่ได้ก็ต้องร้องเสียงหลง เมื่อคนสวนร่างเล็กหมุนตัวกลับมาเงื้อด้านเสียมขึ้นจะฟาดหัวเขา “เฮ้ย!!”
โชคดีของพยัคฆ์ที่สามารถรับอาวุธป้องกันตัวของคนตรงหน้าไว้ได้ด้วยมือใหญ่ ทว่าคนสวนก็ไม่ยอมง่ายๆ จะดึงเสียมกลับ เพราะมันเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่สามารถป้องกันตัวได้ในเวลานี้ ดูท่าว่าคนตัวเล็กคนนี้คงจะคิดว่าเป็นเขาเป็นโจรผู้ร้ายแน่ๆ ถึงได้คิดจะทำร้ายเอาอย่างนี้ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องรีบอธิบายว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ร้ายอย่างที่เธอคิด
“เดี๋ยวๆ! ฟังผมก่อน!” เขาร้องบอกแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดยื้อแย่งด้านเสียมสักนิด และเขาเองก็ไม่ยอมปล่อยด้ามเสียมจากมือเหมือนกัน เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้คนตรงหน้าได้เสียมไปง่ายๆ มีหวังกบาลเขาได้แยกเป็นแน่ “ผมชื่อพยัคฆ์ มาหาคุณแพรพิลาศ เจ้าของร้านนี้” ได้ผล! เมื่อคนสวนยอมรามือจากเสียม ชายหนุ่มจึงยอมปล่อยเสียมคืนให้กับอีกฝ่าย เมื่อแน่ใจว่าศีรษะจะปลอดภัยจากด้ามเสียมแล้ว ก่อนจะถามต่อ “เจ้านายคุณอยู่ไหม?”
หากทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีคำตอบให้เขา แต่ยกมือขึ้นถอดหมวกและผ้าพันหน้าออก และนั่นแหละที่ทำให้พยัคฆ์ชะงักคำถามที่กำลังจะหลุดออกมาจากปาก เมื่อคนสวนที่เขาคิดว่าเป็นผู้ชายตัวเล็กกว่ามาตรฐานชายไทย แท้จริงแล้วกลับเป็นหญิงสาวหน้าใสไปเสียนี่ แถมยังเป็นผู้หญิงที่มีวงหน้างดงามจับตาอีกต่างหาก ใบหน้าเรียวสวยดูถือดีนั้นถูกล้อมกรอบด้วยเรือนผมสั้นระต้นคอที่ถูกตัดแต่งไว้อย่างทันสมัย เขาแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้หญิงรูปร่างหน้าตาเช่นนี้จะเป็นเพียงคนสวน เธอสามารถไปเป็นดาราได้อย่างสบายๆ เลยด้วยซ้ำ เขามองเห็นเธอถอดหูฟังออก และมันให้คำตอบเขาได้ทันทีว่าเหตุใดเธอ จึงไม่ได้ยินที่เขาเรียก
“เอ่อ...ขอโทษค่ะ เมื่อกี้ฉันตกใจไปหน่อย” เสียงใสๆ ของเธอขอลุแก่โทษ เมื่อเกือบทำร้ายเขา
พยัคฆ์อยากจะตะโกนตอบกลับไปนักว่า เมื่อกี้เธอไม่ได้ตกใจหน่อยหรอก แต่ตกใจมากๆ ต่างหากล่ะแม่คุณ! ถ้าเขารับด้ามเสียมไว้ไม่ทันป่านนี้กบาลแยกไปแล้ว!
“คุณว่า...คุณชื่ออะไรนะคะ?”
“พยัคฆ์” น้ำเสียงของเขาฟังหนักแน่นนักยามเมื่อเขาเอ่ยแนะนำตัว ทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขาคงเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำโดยแท้ ผู้นำที่มีอำนาจอยู่ในมือและต้องบริหารอำนาจนั้นกับบรรดาลูกน้องใต้อาณัติ สิ่งที่แพรพิลาศเล่าให้ฟังว่าพยัคฆ์เต็มไปด้วยอำนาจจนฝ่ายนั้นไม่กล้าขัดใจ บัดนี้เธอประจักษ์ด้วยตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้เกินจริงไปเลย นี่ขนาดเขายังไม่ได้เอ่ยปากสั่งเธอด้วยน้ำเสียงห้วนๆ นะ เธอยังรู้สึกว่าไม่กล้าจะทำอะไรให้เขาไม่พอใจเลย แต่เธอไม่ได้ขี้เกรงใจอย่างแพรพิลาศ เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าเธอจะกลัวเขาเสียให้ยากเลยดีกว่า! “ผมมาหาแพรพิลาศ เจ้าของร้านนี้ เธออยู่ไหม?”
“อ๋อ! แพรไม่อยู่หรอกค่ะ” พยัคฆ์ขมวดคิ้วรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดลูกจ้างถึงได้เรียกเจ้านายอย่างสนิทสนมขนาดนั้น แล้วความสงสัยของเขาก็ถูกเฉลยด้วยประโยคต่อมาของหญิงสาว “ฉันชื่อรุจาภาค่ะ เป็นเพื่อนของแพร แล้วก็เป็นเจ้าของร้านนี้ครึ่งหนึ่ง”
ชายหนุ่มกวาดสายตามองรุจาภาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สภาพอย่างนี้เนี่ยนะเจ้าของร้าน? การแต่งตัวมันไม่ใช่เลยสักนิด เหมาะจะเป็นคนสวนเสียมากกว่า แล้วหญิงสาวก็ชักจะฉุนกับสายตาดูถูกของเขา คิดว่าสารรูปอย่างเธอจะไม่มีปัญญาเป็นเจ้าของร้านได้หรืออย่างไรนะ? ผู้ชายคนนี้ตัดสินคนที่ภายนอกเสียจริงๆ!
“เชิญเข้าไปข้างในร้านก่อนดีกว่าค่ะ วันนี้ร้านปิด แต่คิดว่าคงพอมีอะไรให้คุณดื่มบ้าง” หญิงสาวบอกก่อนที่คนที่ตัวเล็กกว่าเขาหลายเท่าตัวจะเดินนำเขาเข้าไปในตัวร้าน
พยัคฆ์เดินตามร่างบางพลางครุ่นคิด แพรพิลาศและรุจาภาช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ไม่รู้ว่าคบกันได้อย่างไร และคงสนิทกันมากถึงได้ทำธุรกิจร่วมกันเช่นนี้
แพรพิลาศมีเรือผมยาวสีน้ำตาลสว่าง ส่งให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนหวานจิ้มลิ้ม มีเสน่ห์แห่งความเป็นหญิงที่แค่มองก็รู้ว่าเป็นกุลสตรีไทยอย่างที่เขาตามหา เธออ่อนหวาน ขี้เกรงใจ ช่างออดอ้อนแล้วก็ช่างเอาใจเขานัก เรียกได้ว่าเป็นสาวหวานขนานแท้เลยทีเดียว
ในขณะที่รุจาภานั้นตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของรุจาภาไม่ได้หวานน่ารักเรียบร้อยเหมือนอย่างแพรพิลาศ หากทว่าเป็นใบหน้าที่สวยเด่น...สวยอย่างที่หาตัวจับยาก เรือนผมสั้นทันสมัยนั้นบ่งบอกถึงบุคลิกของเธอได้เป็นอย่างดี ว่าคงเป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองสูง จมูกโด่งเชิดรั้นนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยากว่าเธอคงเป็นผู้หญิงที่ดื้อรั้นน่าดู ไหนจะใบหน้าและแววตาที่รั้นและถือดีนั่นอีก เขาไม่ชอบใจเลยที่เธอเหมือนจะไม่มีความเคารพเขาสักนิด
ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มภายใต้กรอบขนตายาวเป็นแพนั้น ทอประกายความดื้อรั้นและการชอบเอาชนะ ถือดีไม่ยอมฟังใคร เสียจนพยัคฆ์อดคิดไม่ได้ว่าหากเขาต้องใช้ชีวิตแต่งงานกับผู้หญิงอย่างรุจาภาล่ะก็ คงต้องวุ่นวายกับการปราบพยศภรรยาสาวไม่เว้นวัน หรือไม่ก็เลิกกันไปตั้งแต่แต่งกันยังไม่ถึงปีกระมัง! แต่โชคดีที่คนที่เขาชอบคือแพรพิลาศ สาวหวานช่างเอาใจ ทว่าก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าหากเจอรุจาภาก่อนแพรพิลาศล่ะก็ เขาเองก็คงห้ามใจไม่ให้ตนหลงเสน่ห์รุจาภาไม่ได้เช่นกัน
“นั่งก่อนสิคะ เดี๋ยวฉันจะไปเอาเครื่องดื่มมาให้” เธอเชิญเขานั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง พยัคฆ์สะดุ้งน้อยๆ เมื่อได้ยินคำเชิญนั้น ด้วยมัวแต่คิดอะไรเพลิดเพลินไปหน่อย จนไม่รู้ว่าเดินตามเธอเข้ามาถึงในร้านตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ยอมนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้นอย่างไม่แย้งอะไร “จะรับอะไรดีคะ?”
“กาแฟดำแล้วกัน” แม้จะไม่มีคำลงท้าย ทว่าเสียงของเขาก็ไม่ได้ห้วนกระด้าง แต่ก็ยังคงความหนักแน่นเต็มไปด้วยพลังอำนาจของผู้นำอยู่ดีนั่นแหละ
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
รุจาภาหมุนตัวเดินเข้าไปหลังร้านพลางครุ่นคิด พยัคฆ์เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีหาตัวจับยากคนหนึ่ง ใบหน้าคร้ามคมของเขาหล่อเหลาแบบหนุ่มไทยแท้ๆ ไม่ได้ตี๋เหมือนอย่างสมัยนิยมในปัจจุบัน ใบหน้าแกร่งมีเหลี่ยมคมชัดเจน จมูกโด่งของเขาทอดตัวลงมาหยุดอยู่ที่เหนือแนวหนวดจางๆ ที่เขาคงโกนมาแล้ว แต่มันก็ขึ้นเป็นตอให้เห็นเป็นแนวเขียวๆ จนได้ มุมปากรูปกระจับยกสูงราวกับเขายิ้มหยันโลกอยู่เป็นนิจ ดวงตาสีนิลคมกริบราวกับดวงตาของพญาสีหราช ทอประกายวาววับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ใครเห็นเป็นต้องยอมสยบไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นชายหรือหญิง
แต่ขอโทษ! ไม่ใช่กับรุจาภาแน่ๆ!
ทว่าสิ่งที่รุจาภาสังเกตเห็นคือความทุกข์โศกซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ความกร้าวแกร่งภายในตัวตาสีนิล ดำสนิทไม่ต่างจากราตรีกาลที่ไร้ซึ่งแสงจันทรา
เรือนร่างของเขาสูงใหญ่กำยำอย่างคนสุขภาพดี เขาคงจะสูงเกิน 180 เซนติเมตรเห็นจะได้ จากที่เห็นผ่านเสื้อเสื้อสีเข้มและกางเกงขายาวของเขา รุจาภาอนุมานว่าเรือนร่างสูงๆ นี้คงอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม แต่เสียดายที่เธอไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่เธออนุมานนั้นเป็นจริงหรือไม่
พยัคฆ์...ชื่อนี้ช่างเหมาะสมกับเขาดีแท้ เพราะเขาดูดุกร้าวน่ากลัว แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ร้ายเหลือ...เสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่เข้มข้นกระจายออกมาจากตัวเขา โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยสักนิด แค่ยืนเฉยๆ บรรดาสาวๆ ก็พร้อมจะหมอบราบคาบแก้วแทบเท้าเขาแล้ว ชายหนุ่มดูลึกลับน่าค้นหา...และก็น่ากลัวหากจะเขาใกล้ไปล้อเล่นกับเขา คงมีหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่เข้ามาเพื่อหมายจะเป็นพรานสาวล่าเสือหนุ่มให้จนมุมแล้วจับสอนให้เชื่อง แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นถูกพยัคฆ์หนุ่มล่าเสียเอง
