บทที่ 1 ร้อยราวในวันวาน
ภายในห้องโถงจัดเลี้ยงสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาว กลิ่นหอมของดอกลิลลี่สีขาวอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดจางลงไปได้เลย วันนี้คือวันหมั้นหมายครั้งใหญ่ระหว่างสองตระกูลทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ อัครบดินทร์ และ เตชะโยธิน
อัคคี ในชุดสูทสากลสีดำสนิท ตัดกับผิวขาวจัดและใบหน้าคมเข้มที่เรียบนิ่งดุจรูปสลัก เขายืนเด่นอยู่กลางวงล้อมของผู้มีอิทธิพล ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นดูเย็นชาจนไม่มีใครกล้าสบตาตรงๆ สำหรับเขา งานหมั้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันคือการครอบครองผู้หญิงที่เขาเฝ้ามองมาตลอด... เนติยา
แต่แล้ว เสียงประตูด้านหลังโถงเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
แทนที่จะเป็นเจ้าสาวในชุดหรูหราที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม น้ำหนึ่งกลับเดินเข้ามาด้วยชุดเดรสเรียบง่าย ใบหน้าสวยจัดที่มักจะดูอ่อนหวาน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ข้างกายของเธอคือ ภีมพล ชายหนุ่มท่าทางกะล่อนที่แต่งตัวธรรมดาผิดที่ผิดทาง
"น้ำหนึ่ง! นี่มันอะไรกัน!" เสียงทรงอำนาจของพ่อน้ำหนึ่งตวาดลั่น
เนติยาไม่ฟังเสียงทัดทาน เธอก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าอัคคี ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุดในวงการมาเฟีย เขายังคงนิ่งสงบ มีเพียงแววตาที่ไหววูบไปเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นมือของน้ำหนึ่งกุมมือของภีมไว้แน่น
"หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ... แต่หนูแต่งงานกับคนที่หนูไม่ได้รักไม่ได้" เนติยาประกาศก้อง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ชัดเจน "หนูมาเพื่อขอถอนหมั้นค่ะคุณอัคคี"
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั้งห้องโถง บรรดามาเฟียและนักธุรกิจต่างมองมาที่อัคคีเป็นตาเดียว การถูกถอนหมั้นต่อหน้าสาธารณชนสำหรับมาเฟียระดับเขา มันคือการตบหน้าและหยามเกียรติอย่างรุนแรงที่สุด
อัคคีขยับตัวเล็กน้อย เขาปรายตาไปมองภีมพลด้วยสายตาที่เหมือนมองเศษขยะ ก่อนจะเลื่อนกลับมาที่ใบหน้าของคู่หมั้นสาว
"เธอรู้ไหมว่ากำลังทำอะไรลงไป น้ำหนึ่ง?" เสียงของอัคคีต่ำและเย็นเยียบจนคนฟังขนลุกซู่
"ฉันรู้" เธอตอบ สบตาคนตรงหน้าแววตาแน่วแน่ “แต่ฉันเลือกภีมพล เลือกเขามาตลอด ระหว่างเราไม่มีความรักให้กัน คนอย่างคุณ หาผู้หญิงได้เป็นโหล ไม่จำเป็นต้องลงทุน ทำเพื่อเกมธุรกิจ ด้วยกันมาแต่งงานกับฉันหรอก”
"น้ำหนึ่ง! ถ้าแกก้าวออกจากงานนี้ไปพร้อมกับมัน แกจะไม่ใช่คนของอัครบดินทร์อีกต่อไป! ทิ้งกุญแจรถ บัตรเครดิต และทุกอย่างที่เป็นของตระกูลไว้ที่นี่!" พ่อของเธอขู่คำขาดด้วยความอับอาย
เนติยาชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหันไปสบตาคนรัก เห็นเขายิ้มแห้ง ท่าทางกังวล เธอตัดสินใจถอดสร้อยเพชรและวางลงบนโต๊ะข้างตัวอัคคี
"หนูยอมค่ะ" เธอบอกแค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินจูงมือชายอีกคนออกไปจากงาน โดยไม่หันกลับมามองความวุ่นวายเบื้องหลัง
อัคคียังคงยืนอยู่ที่เดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบสร้อยเพชร ที่ยังอุ่นด้วยไอผิวของหญิงสาว มากำไว้ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลูกน้องคนสนิทขยับเข้ามาใกล้ เตรียมรอคำสั่งสังหารชายที่กล้ามาพรากเจ้าสาวของเจ้านายไป
"นายครับ... ให้ผมจัดการมันเลยไหมครับ?"
อัคคีไม่ตอบ เขามองตามแผ่นหลังของเนติยาที่เดินลับตาไป มุมปากหยักลึกยกยิ้มเย็นชาที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"ปล่อยไป..." อัคคีเอ่ยสั้นๆ "ปล่อยให้เธอไปลิ้มรสความลำบากดูบ้าง แล้ววันไหนที่เธอซมซานกลับมา... วันนั้นเธอจะได้รู้ว่า นรกที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นยังไง"
ในใจของอัคคี ความรักที่เคยมีให้กลับกลายเป็นเปลวไฟแห่งความแค้นที่สุมทรวง เขาจะทำให้เธอชดใช้อย่างสาสมที่กล้าทำลายหัวใจและเกียรติยศของเขาต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้
อัคคีเดินผ่านผู้คนในงาน มายังรถประจำกาย นนท์วัตรรีบก้าวตามมาหยุดยืนขวางเอาไว้
“ต้องการอะไรครับคุณนนท์วัตร” อัคคีถามน้ำเสียงเย็น “ตอนนี้งานหมั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ระหว่างผมกับคุณคงไม่มีอะไรต้องติดต่อกันอีก”
“แต่เรามีสัญญาธุรกิจกันอยู่นะอัคคี อาอยากให้อัคคีฟังอาสักหน่อย”
“ระหว่างเรา ไม่ควรมีแล้วล่ะครับ คุณอาก็รู้ว่าผมโดนลูกสาวคุณหยามแค่ไหน!” เขายิ้มเย็น แม้ภายในใจเหมือนมีไฟแผดเผา
“ใจเย็นก่อนอัคคี อาเชื่อว่าไม่นานน้ำหนึ่งต้องกลับมาแน่ นายดูไม่ออกหรือไง ว่าผู้ชายข้างกายน้ำหนึ่ง มันเป็นคนแบบไหน”
“เอาไว้ลูกสาวคุณอากลับมาก่อน แล้วเราค่อยมาคุยธุรกิจกันดีกว่าไหมครับ” เขาตัดบท แล้วขึ้นรถ
นนท์วัตรกัดฟันกรอด พยายามข่มอารมณ์ตนเอง แผนธุรกิจกำลังไปได้ดี ดันเกิดเรื่องเสียได้ ไอ้ภีมพลนั้น มันเป็นแค่พนักงานจน ๆ ในบริษัท กล้าดียังไงถึงคิดคบหาบุตรสาว ทั้งที่ฐานะต่ำต้อยแค่นั้น เขาไม่เชื่อหรอกว่ามันบริสุทธิ์ใจกับน้ำหนึ่ง แล้วจะคอยดูเวลาไม่มีเงิน ไม่มีรถ ไม่มีแม้กระทั่งบ้าน จะทำยังไง
กลับถึงบ้าน ชายวัยห้าสิบห้ากระแทกกายลงบนโซฟา นลินีรีบเข้ามาหา หย่อนกายตรงข้ามสีหน้าเครียด เพราะลูกสาวดันหนีงานหมั้นหมาย เช่นนี้แล้ว สามีคงโกรธมาก
“เจอตัวยัยน้ำหนึ่งหรือยังคะคุณ”
“ไม่ต้องกลัวไม่เจอหรอก จากนี้ผมจะดูน้ำหน้ามัน ดูสิว่าจะมีปัญญาเอาตัวรอดข้างนอกได้หรือเปล่า จะตัดทุกอย่าง ไม่ให้มันได้อะไร และไม่ให้ที่ไหนรับมันเข้าทำงาน อีกไม่นานมันต้องซมซานกลับมาแน่!”
ทว่าคนเป็นแม่กลับเป็นห่วงบุตรสาว นนท์วัตรเหลือบมองภรรยา
“คุณก็เหมือนกัน อย่าให้ผมรู้ว่าช่วยลูกตัวดีของคุณก็แล้วกัน ผมไม่เอาไว้แน่!”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะคุณ”
นนท์วัตรลุกยืน แล้วเดินไปยังห้องทำงาน ปล่อยให้ภรรยานั่งครุ่นคิดหนัก ใจภาวนาให้ลูกกลับมาโดยเร็ว ก่อนสายไป
