
บทย่อ
"คำบอกรักที่เขาเอ่ยออกมา... คือ 'ยาพิษ' ที่ฉาบด้วยน้ำผึ้ง เพื่อให้เธอตายใจ ก่อนจะเขี่ยทิ้งเหมือนขยะอย่างไร้ค่า"
EP1 สมาชิกใหม่ที่ไม่ต้อนรับ
ท้องฟ้าในบ่ายวันนั้นสลัวรางด้วยเมฆฝน เสียงครืนครั่นของฟ้าร้องที่ดังแว่วมาแต่ไกลทำให้บรรยากาศรอบคฤหาสน์ศิรินทร์ธาดายิ่งดูอึมครึมและน่าอึดอัด รถยนต์คันหรูแล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดสีดำสนิทบานยักษ์เข้ามาตามแนวต้นสนที่ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะจอดนิ่งสนิทที่หน้ามุขคฤหาสน์หินอ่อนสไตล์นีโอคลาสสิกที่โอ่อ่าตระการตา ทว่าในสายตาของเด็กหญิงตัวน้อย มันกลับดูน่ากลัวและแปลกแยกราวกับปราสาทในนิทานที่ไม่มีวันเป็นมิตร
“ถึงแล้วลูก... ที่นี่แหละบ้านใหม่ของเรา”
‘พิมพ์พร’ หญิงสาววัยสามสิบตอนปลายผู้มีใบหน้าอ่อนหวานสะสวย หันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับลูกสาวตัวน้อยที่นั่งตาแป๋วอยู่เบาะหลัง มือเรียวเอื้อมไปกุมมือเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยเก้าขวบเอาไว้เพื่อปลอบประโลมความตื่นตระหนก
‘วรินดา’ หรือ ‘ริน’ ในวัยเยาว์กระชับกอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวเก่าที่ขนเริ่มหลุดลุ่ยเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววหวาดหวั่น แก้มป่องใสสะอาดและริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เธอสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีครีมเรียบๆ ที่แม่เย็บให้ แม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูธรรมดาเหลือเกินเมื่อเทียบกับความหรูหราของสถานที่แห่งนี้
ตั้งแต่จำความได้ วรินดามีเพียงแม่และห้องเช่าเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งร่ำและความอบอุ่น แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อมีชายวัยกลางคนท่าทางใจดีและภูมิฐานอย่าง ‘คุณอานนท์’ ก้าวเข้ามาในชีวิตของแม่ และในวันนี้ แม่ของเธอได้จดทะเบียนสมรสกลายเป็นภรรยาคนใหม่ของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเธอก็ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในฐานะ ‘ลูกติด’
“ไม่ต้องกลัวนะยัยริน คุณท่านใจดีมาก แล้วก็... หนูน่ะ ต่อไปนี้ต้องเรียกว่าคุณพ่อนะลูก” พิมพ์พรกระซิบเสียงเบาพลางลูบผมเปียสองข้างของลูกสาวด้วยความรักและรู้สึกผิดลึกๆ ที่ทำให้ลูกต้องมาเผชิญกับโลกใบใหม่ที่ใหญ่โตเกินไป
ประตูรถถูกเปิดออกโดยคนขับรถในชุดสูทสากล อานนท์ก้าวลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมารับพิมพ์พรและวรินดาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจสองแม่ลูกที่มาจากสังคมธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
“มาเถอะหนูริน ไม่ต้องกลัวนะ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเรา” อานนท์เอ่ยพลางลูบศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยอย่างเอ็นดู
ทว่า... ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่โถงกลางของคฤหาสน์ที่ปูด้วยหินอ่อนขัดเงาวับจนสะท้อนภาพเงา บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่ก็พลันมลายหายไปในพริบตา ลมหนาวคล้ายจะพัดผ่านเข้ามาในใจของวรินดาเมื่อสายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนบันไดวนหรูหราที่ทอดตัวลงมาจากชั้นสอง
เด็กชายตัวสูงใหญ่กว่ามาตรฐานเด็กวัยสิบเอ็ดขวบทั่วไป เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงสแล็กสีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดทว่าเรียบตึงจนดูเย็นชา ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววกร้าวระคายและดุดัน จ้องมองลงมายังผู้มาใหม่ทั้งสองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง
เขาคือ ‘ศิลา’ ลูกชายคนเดียวและทายาทโดยชอบธรรมของศิรินทร์ธาดา มาจากชื่อแม่ของศิลา ‘ศิรินทร์’
“ศิลา... ลงมานี่สิลูก มาทำความรู้จักกับน้าพิมพ์แล้วก็น้องรินสิลูก” อานนท์เอ่ยเสียงเข้มทว่าแฝงความอ่อนใจเมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของบุตรชาย
เด็กชายก้าวลงบันไดมาทีละขั้นอย่างช้าๆ ท่าทางถือดีและหยิ่งยโสเกินวัยนั้นทำให้วรินดาผงะถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังของมารดาโดยอัตโนมัติ มือเล็กเกาะชายเสื้อคลุมของแม่ไว้แน่น ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมอง ‘พี่ชาย’ คนใหม่ด้วยความรู้สึกอยากผูกมิตร ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงกระแสความเกลียดชังที่รุนแรงจนเด็กหญิงสัมผัสได้
“ผมไม่มีน้า และไม่มีน้อง” เสียงห้าวประชดประชันของเด็กชายดังขึ้นก้องโถงกว้าง “แม่ของผมมีคนเดียว และตายไปแล้วสองปี... บ้านนี้ไม่ต้อนรับคนนอก”
“ศิลา! หยุดพูดจาไม่มีมารยาทเดี๋ยวนี้นะ!” อานนท์ตวาดเสียงดังจนคนใช้ที่ยืนเรียงแถวอยู่พากันก้มหน้าตัวสั่น “น้าพิมพ์เขามาเป็นแม่ใหม่ของแก และหนูรินก็เป็นน้อง แกต้องให้เกียรติพวกเขา!”
“แม่ใหม่เหรอครับ?” ศิลาแค่นยิ้มหยัน ดวงตาคมกริบตวัดมองพิมพ์พรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูถูกดูแคลน “ก็แค่ผู้หญิงหิวเงินที่อยากชุบตัวในบ่อทอง คลอดลูกไม่มีพ่อแล้วก็หอบหิ้วกันมาพึ่งใบบุญคนอื่น... กาฝากชัดๆ”
คำพูดร้ายกาจที่หลุดออกมาจากปากเด็กอายุสิบเอ็ดขวบทำเอาพิมพ์พรหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้มด้วยความลำบากใจและสะเทือนใจ แต่เธอก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบเพื่อไม่ให้มีปัญหากับลูกชายของสามีใหม่ตั้งแต่วันแรก
แต่สำหรับวรินดาในวัยเก้าขวบ แม้เธอจะไม่เข้าใจคำว่า ‘ชุบตัว’ หรือ ‘กาฝาก’ อย่างลึกซึ้ง แต่เธอก็รู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นคือน้ำคำที่กรีดแทงแม่ของเธอ เด็กหญิงผู้อ่อนหวานแต่อดทนจึงรวบรวมความกล้า ขยับตัวออกมายืนบังหน้ามารดาเอาไว้ ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองเด็กชายตัวโตกว่าตรงๆ แม้จะแฝงแววหวาดกลัว แต่เธอก็อยากจะทำดีกับเขา
“หนู... หนูไม่ได้มาแย่งอะไรนะคะ... พี่ศิลา หนูกับแม่แค่อยากมาอยู่ช่วยดูแลคุณอา แล้วก็... อยากเป็นน้องสาวที่ดีของพี่ค่ะ” วรินดาพยายามส่งยิ้มพิมพ์ใจที่น่ารักที่สุดให้ พร้อมกับยื่นตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลที่เธอรักที่สุดไปตรงหน้าเขา “นี่... หนูให้พี่ค่ะ เผื่อพี่จะหายโกรธ”
ศิลามองตุ๊กตาหมีเก่าๆ ตัวนั้นด้วยสายตาขยะแขยง ราวกับมันเป็นสิ่งปฏิกูลที่หลุดเข้ามาในบ้านหรูของเขา ชายหนุ่มวัยเยาว์ปัดมือเล็กของเด็กหญิงอย่างแรงจนตุ๊กตาหมีกระเด็นหลุดจากมือเธอไปตกอยู่ที่พื้นหินอ่อน
ตุบ!
“อย่ามาเรียกฉันว่าพี่! แล้วก็เอาไอ้ของชั้นต่ำสกปรกนี่ออกไปให้พ้นหน้าฉัน!” ศิลาตวาดลั่น “จำใส่หัวเอาไว้เลยนะ ทั้งแม่ทั้งลูก... พวกเธอสองคนมันก็แค่ปลิงคอยสูบเลือดตระกูลฉัน แย่งทุกอย่างไปจากแม่ของฉัน แต่อย่าหวังเลยว่าฉันจะยอมรับพวกกาฝากอย่างพวกเธอ!”
“ศิลา!!!” อานนท์ฟิวส์ขาด เดินเข้าไปเงื้อมมือขึ้นหมายจะสั่งสอนบุตรชายตัวดีที่ทำตัวร้าวรานใจ ทว่าพิมพ์พรรีบคว้าแขนสามีเอาไว้ลนลาน
“อย่าค่ะคุณอานนท์ อย่าทำโทษคุณหนูเลยค่ะ... แกยังเด็ก ยังปรับตัวไม่ได้ พิมพ์เข้าใจค่ะ” พิมพ์พรเอ่ยด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“หึ... สำออยสร้างภาพ!” ศิลาตวัดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยความชิงเกลียดจับใจ ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับขึ้นชั้นบนไปพร้อมกับเสียงกระแทกประตูห้องนอนดังปังใหญ่ สะท้อนก้องไปทั่วคฤหาสน์ที่ตกอยู่ในความเงียบงัน
วรินดาก้มลงเก็บตุ๊กตาหมีที่พื้นขึ้นมากอดไว้ น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาคู่สวย เธอไม่เข้าใจเลย... เหตุใดพี่ชายคนนี้ถึงได้เกลียดชังเธอและแม่มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่เธอยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิดเดียว
ในค่ำคืนแรกที่คฤหาสน์ศิรินทร์ธาดา พายุฝนภายนอกเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก สายฟ้าฟาดส่งเสียงคำรามและแสงสว่างวาบเป็นระยะ วรินดานอนไม่หลับในห้องนอนขนาดใหญ่ที่หรูหราทว่ากลับดูอ้างว้างและเย็นเยียบเกินไปสำหรับเด็กหญิงตัวเล็กๆ เธอคิดถึงห้องเช่าซอมซ่อแต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้รอบตัวมีแต่ความแปลกที่และสายตาที่พร้อมจะทิ่มแทง
เด็กหญิงกอดตุ๊กตาหมีเดินออกจากห้องนอนเงียบๆ หมายจะไปหาแม่ที่ห้องใหญ่ ทว่าระหว่างทางเดินยาวที่สลัวรางด้วยไฟกิ่งสีส้มส่องสว่าง เธอกลับเดินผ่านห้องสมุดที่ประตูเปิดแง้มไว้เล็กน้อย แสงไฟด้านในและเสียงพูดคุยทำให้เท้าเล็กๆ ชะงักลง
“ทำไมคุณพ่อต้องพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาด้วย! แม่เพิ่งเสียไปได้แค่สองปี คุณพ่อก็ลืมคุณแม่แล้วเหรอครับ!” เสียงของศิลาดังลอดออกมา มันสั่นเครือแฝงไปด้วยความเจ็บปวดและหยาดน้ำตาที่เด็กชายพยายามกลั้นไว้
“ศิลา... ฟังพ่อนะ แม่ของแกเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว พ่อเสียใจไม่น้อยกว่าแก แต่น้าพิมพ์เขาเป็นคนดี เขามาช่วยดูแลบ้าน ช่วยดูแลแก... พ่อไม่ได้ลืมแม่ของแกเลยสักวัน” เสียงของอานนท์พยายามอธิบายด้วยความเหนื่อยอ่อน
“ไม่จริง! ถ้าแม่ไม่ป่วยจนตาย พ่อก็คงไม่หาเมียใหม่หรอก! เพราะผู้หญิงคนนั้นเข้ามา แย่งที่ของแม่ แย่งความรักของพ่อไปหมด แล้วยัยเด็กกาฝากนั่นอีก... ผมเกลียดพวกมัน! ผมจะไม่มีวันยอมรับพวกมันเด็ดขาด!”
เสียงฝีเท้ากระแทกหนักๆ เดินตรงมาที่ประตู วรินดาตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เธอรีบถอยหลังไปหลบหลังเสาต้นใหญ่ในเงามืด ทันใดนั้นประตูห้องสมุดก็เปิดออก ศิลาวิ่งพรวดพราดออกมา ใบหน้าหล่อเหลาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ ทว่าเมื่อเขาสังเกตเห็นเงาร่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังเสา เท้าของเด็กชายก็ชะงักลง
ศิลาเดินตรงเข้ามาหาเด็กหญิงตัวน้อย ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นจ้องมองเธอราวกับจะฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ วรินดาตัวสั่นงันงก ยิ่งเห็นเขาร้องไห้ เธอก็ยิ่งรู้สึกสงสารและหวาดกลัวไปพร้อมกัน
“แอบฟังเหรอ... ยัยตัวแสบ!” ศิลาเค้นเสียงต่ำกระซิบข้างหูเธอ มือหนาวัยเด็กเอื้อมไปกระชากแขนเล็กของวรินดาอย่างแรงจนเธอเบ้หน้าด้วยความเจ็บ “สนุกมากใช่ไหมที่เห็นฉันโดนพ่อด่า? สะใจเธอกับแม่เธอแล้วใช่ไหม!”
“หนู... หนูเปล่านะคะพี่ศิลา หนูแค่เดินผ่านมา...” วรินดาพยายามอธิบายเสียงสั่นเครือ น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มใส “หนูเสียใจเรื่องคุณแม่ของพี่นะคะ...”
“ไม่ต้องมาสะเออะพูดถึงแม่ของฉัน!” ศิลาบีบข้อมือเล็กแน่นขึ้นจนเริ่มขึ้นรอยแดง “จำใส่หัวสมองเน่าๆ ของเธอไว้เลยนะ วรินดา... ตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่นี่ ฉันจะทำทุกอย่างให้เธอไม่มีความสุข ฉันจะแกล้งเธอ จะประจานความหน้าด้านของเธอกับแม่ให้ทุกคนรู้... จนกว่าพวกเธอจะไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน!”
เด็กชายสะบัดแขนเธอออกอย่างแรงจนร่างเล็กล้มลงไปกองกับพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ ศิลาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาเดินจากไปทิ้งให้เด็กหญิงตัวน้อยนั่งร้องไห้อยู่ในความมืดเพียงลำพัง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของวรินดาในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินอยู่บนขวากหนาม ศิลาทำตามคำขู่ของเขาอย่างเคร่งครัดและร้ายกาจเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะคาดคิด
เมื่อใดที่อานนท์ไม่อยู่บ้าน ศิลาจะกลายเป็นซาตานตัวน้อยที่คอยตามรังควานเธอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแอบเอาเศษดินมาขยำใส่ในรองเท้านักเรียนของเธอ นำสมุดการบ้านของเธอไปฉีกทิ้ง หรือแม้กระทั่งสั่งให้คนใช้ในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเก่าคนแก่ที่จงรักภักดีต่อแม่แท้ๆ ของศิลาและพลอยรังเกียจสองแม่ลูกไปด้วย กลั่นแกล้งวรินดาโดยการตักอาหารเหลือๆ ให้ หรือปล่อยให้เธอทำงานบ้านหนักๆ
“อุ๊ย! ขอโทษทีนะ พอดีมือมันลื่นน่ะ”
เสียงหัวเราะเยาะของศิลาดังขึ้นในบ่ายวันเสาร์หนึ่ง เมื่อเขาจงใจเทน้ำหวานสีแดงราดลงบนชุดกระโปรงตัวเก่งของวรินดาที่เธอนั่งตั้งใจทำการบ้านอยู่ริมสระว่ายน้ำ น้ำหวานสีเข้มซึมซาบเลอะเทอะไปทั้งเสื้อผ้าและสมุดเรียนจนเสียหาย
วรินดาในวัยสิบขวบมองผลงานของพี่ชายต่างสายเลือดด้วยความลำบากใจ น้ำตาคลอเบ้า แต่เธอประคองอารมณ์ไว้ เธอจำคำสอนของแม่ได้เสมอว่า ‘เรามาอาศัยเขาอยู่ ต้องเจียมตัวและอดทนนะลูก’
เด็กหญิงสูดหายใจเข้าลึก เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆ ให้เขา แม้ดวงตาจะสั่นระริก “ไม่เป็นไรค่ะพี่ศิลา เดี๋ยวรินไปซักออกก็ได้ค่ะ พี่ศิลาอยากดื่มน้ำหวานเพิ่มไหมคะ เดี๋ยวรินไปหยิบจากในครัวมาให้”
ท่าทางยิ้มสู้และยอมคนของวรินดากลับยิ่งจุดเพลิงโทสะในใจของศิลาให้โหมกระหน่ำ เขาเกลียดรอยยิ้มซื่อๆ นั่ง เกลียดแววตาอ่อนหวานตาน่ารักที่ไม่ยอมแสดงความโกรธตอบโต้ เพราะมันทำให้เขาดูเป็นคนใจร้ายและบ้าคลั่งอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่ต้องมาทำเป็นคนดีประชดฉัน! ยัยกาฝาก!” ศิลาตวาดใส่หน้าเธอพลางปัดแก้วน้ำหวานทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น “ต่อให้เธอจะแสนดีขนาดไหน ฉันก็ไม่มีวันชอบเธอ ยิ้มเข้าไปสิ... ดูซิว่าจะยิ้มได้นานแค่ไหน!”
แม้จะถูกด่าทอและกลั่นแกล้งสารพัด แต่วรินดาก็ยังคงพยายาม ในช่วงปีแรกๆ เธอมักจะอบคุกกี้ชิ้นเล็กๆ หรือทำของขวัญวันเกิดแฮนด์เมดไปวางไว้ที่หน้าห้องนอนของศิลาเสมอ พร้อมการ์ดใบเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือโย้เย้ว่า ‘สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่ศิลา จากน้องริน’
ทว่า สิ่งตอบแทนที่เธอได้รับกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้น คือการได้เห็นคุกกี้เหล่านั้นถูกบดขยี้จนแหลกเหลวด้วยรอยรองเท้าผ้าใบของเขา และการ์ดใบนั้นถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ทิ้งลงถังขยะหน้าบ้านอย่างไม่ใยดี
หลายครั้งที่อานนท์จับได้ว่าลูกชายทำตัวแย่ๆ ใส่สองแม่ลูก ชายวัยกลางคนจะลงโทษศิลาอย่างรุนแรง ทั้งกักบริเวณ ตัดเงินค่าขนม หรือแม้กระทั่งใช้ไม้เรียวฟาด ซึ่งทุกครั้งที่ศิลาโดนทำโทษ เขาก็ยิ่งฝังความแค้นลงไปในใจลึกขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดเสมอว่าที่พ่อตีเขา... ก็เพราะอีตัวแม่และอีตัวลูกสองคนนี้! ยิ่งพ่อปกป้องวรินดามากเท่าไหร่ ศิลาก็ยิ่งทวีความเกลียดชังและจองเวรเธอมากขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากเด็กหญิงและเด็กชายในวันนั้น เติบโตขึ้นสู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว บาดแผลและกำแพงในใจของทั้งสองฝั่งกลับไม่ได้ลดเลือนลงไปเลย มีแต่จะหนาขึ้นและชัดเจนขึ้นตามอายุ
เมื่อศิลาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยปีที่ 1 ความเป็นขบถในตัวเขาก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ชายหนุ่มหนีออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ทันทีที่สอบติด เขาปฏิเสธที่จะร่วมชายคาเดียวกับ ‘พวกกาฝาก’ และตัดสินใจย้ายออกไปใช้ชีวิตอยู่ที่คอนโดหรูส่วนตัวที่แม่แท้ๆ ทิ้งไว้ให้เป็นมรดก ศิลาแทบจะไม่ก้าวเท้ากลับมาที่บ้านหลังนี้อีกเลย ยกเว้นวันสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทุกครั้งที่กลับมา บรรยากาศในบ้านจะเย็นเยียบราวกับขั้วโลกเหนือ
เขาทำตัวเป็นเสือร้าย เพลย์บอยหนุ่มเจ้าสำราญที่เปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ประชดประชันชีวิตและพยายามทำประชดพ่อของตนเองด้วยการใช้ชีวิตเสเพล ทว่าในความจริงแล้ว... ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขากำลังสร้างเกราะกำบังเพื่อปกปิดปมความสูญเสียและความอ้างว้างในใจตนเอง
ส่วนวรินดา... จากเด็กหญิงตาน่ารักผู้อ่อนหวานสู้คน บัดนี้เธอเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวสะพรั่งในวัย 19 ปีที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะเฟรชชี่ปี 1 ความกดดันและการถูกดูถูกเหยียดหยามมาตั้งแต่เด็กหล่อหลอมให้เธอเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง เธอเลิกพยายามยิ้มแย้มเข้าหาเขา เลิกพยายามเป็นน้องสาวที่ดี และเลือกที่จะ ‘ไม่เข้าหน้า’ และหลีกเลี่ยงการเจอศิลาให้ได้มากที่สุด ความอ่อนหวานกลายเปลี่ยนเป็นความนิ่งเฉยเพื่อเป็นโล่ป้องกันความเจ็บปวด
บ่ายวันหนึ่ง ก่อนเปิดภาคเรียนมหาวิทยาลัยไม่กี่วัน วรินดากำลังช่วยแม่จัดสวนดอกไม้ที่หน้าบ้าน รถสปอร์ตคันหรูสีดำทมิฬส่งเสียงคำรามลั่นก่อนจะแล่นเข้ามาจอดที่หน้ามุข ศิลาลงมาจากรถในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่ง ท่าทางดุดันและหล่อเหลาร้ายกาจแบบบุรุษเพศเต็มตัวในวัยปี 3 ทำให้คนใช้สาวๆ พากันก้มหน้าหลบสายตา
ศิลาชะงักเท้าเมื่อเห็นวรินดายืนถือกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้เล็มพุ่มดอกกุหลาบอยู่ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มหยัน เดินตรงเข้ามาหาเธอทันทีด้วยท่าทางคุกคามเหมือนทุกครั้ง
“อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็หัวหน้าแก๊งกาฝากนี่เอง” เสียงทุ้มต่ำแฝงแววเยาะหยันดังขึ้นใกล้ๆ ทำเอาวรินดาตัวแข็งทื่อ
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความนิ่งสงบขยับถอยหลังห่างจากเขาหนึ่งก้าว ดวงตากลมโตคู่สวยที่บัดนี้ดูนิ่งสนิทจ้องมองเขาตอบ “สวัสดีค่ะคุณศิลา มีธุระอะไรกับคุณอารดาก่อนไหมคะ ถ้าไม่มีรินขอตัว”
“หึ... เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง ไม่เรียกพี่ศิลาเหมือนตอนเด็กๆ แล้วเหรอ?” ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น มือหนาเอื้อมไปจับปลายคางมนของเธอบังคับให้สบตา ทว่าวรินดาสะบัดหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
“รินจำได้ดีค่ะว่าคุณเคยบอกไม่ให้รินเรียก และรินก็รู้สถานะของตัวเองดี... ว่าเป็นแค่ผู้อาศัย” วรินดาเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงไม่มีความลนลานเหมือนตอนเด็กอีกต่อไป
ศิลามองใบหน้าหวานใสที่บัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัว ดวงตากลมโตคู่นั้นงดงามราวกับดวงดาวทว่ามันกลับนิ่งสนิทจนเขาใจหาย ความนิ่งของเธอทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาประชิดจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาว ซึ่งเป็นกลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นดอกกุหลาบที่ทำให้หัวใจของเสือหนุ่มกระตุกไหวโดยไม่รู้ตัว
“ดี! เจียมตัวไว้ก็ดี... เพราะข่าวว่าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันใช่ไหม?” ศิลาถามพลางเหยียดยิ้มร้าย “เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะวรินดา... ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเธอ มันจะไม่ต่างอะไรกับนรกที่นี่หรอก ฉันจะทำให้เธอรู้ว่า การมาแย่งทุกอย่างไปจากฉัน... มันต้องชดใช้อย่างไร!”
ชายหนุ่มสะบัดหน้าเดินกระแทกไหล่เธอเข้าไปในตึกใหญ่ ทิ้งให้วรินดายืนนิ่งกุมมือกรรไกรตัดกิ่งไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว หญิงสาวหลับตาลงเพื่อสยับความหวั่นไหวในอก
วันแรกที่ก้าวเข้ามา... เขาใจร้ายอย่างไร วันนี้เขาก็ยังใจร้ายไม่เปลี่ยน
แต่สวรรค์กลับเล่นตลก... ใครจะรู้ว่าคำขู่ร้ายกาจในวันนั้นของศิลา ในท้ายที่สุดแล้ว... มันจะกลับกลายเป็นบ่วงรักทัณฑ์เสน่หาที่ผูกมัดเขากับเธอเอาไว้ด้วยความลับอันเร่าร้อน และสายใยแห่งความผูกพันที่ไม่มีวันตัดขาดชั่วนิรันดร์
