ไม่เป็นแล้วสตรีร้ายกาจยุค70

94.0K · จบแล้ว
ฮูหยินซี
55
บท
15.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

สี่แยกไฟแดงเป็นเหตุสังเกตได้ คุณหนูทายาทอาณาจักรทอผ้าขับรถไปทำงานดีๆ ก็ทะลุมิติไปเป็นสตรีขี้เกียจในยุค70เสียได้ เอายังไงกับตัวเองดี จะเนียนๆ ขี้เกียจแล้วลำบากยากจนต่อไป หรือจะลุกมาขยันไม่อดตายจะดีกว่า... ..... หยวนเจียวเมิ่งทายาทคนเดียวของเจ้าของอาณาจักรสิ่งทอในยุคศตวรรษที่ยี่สิบสี่ ทะลุมิติไปสู่ยุคก่อนการปฏิวัติที่แสนแร้นแค้นในร่างของสตรีแซ่เดียวกันชื่อ ‘หนิงเซียน’ คนทั้งหมู่บ้านเลื่องลือว่าเธอขี้เกียจ ร้ายกาจ เอาแต่ใจ เจียวเมิ่งขอไว้อาลัยให้ตัวเองครู่หนึ่ง ทบทวนตัวเองว่าจะทนลำบากยากจนต่อไป หรือจะพาครอบครัวร่ำรวยด้วยสองมือที่มีมิติติดตัวมาด้วยดี

นิยายรักทหารพลิกชีวิตเกิดใหม่ความจำเสื่อมนิยายย้อนยุคนิยายทหารฟินๆยุค70

ตอนที่ 1 : มิติ

ตอนที่ 1

มิติ

“โอ๊ย เจ็บจัง ใครมาเขย่าอะไรฉันเนี่ย...”

ราวกับมีคนกำลังอุ้มเธอวิ่งอยู่ที่ไหนสักที่ที่เธอไม่รู้จัก ที่นี่มีต้นไม้และก้อนหินเต็มไปหมด จำได้ว่าหลังจากกลับจากบริษัท เพราะความเครียดจากการประชุมทำให้สมองล้าเป็นพิเศษ กลับถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าแล้วก็ล้มลงบนเตียงแล้วหลับไปเลย แล้วทำไมถึงมาอยู่ในป่าได้

“สาวน้อยตั้งสติไว้ อย่าพึ่งหลับนะ” เสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความเป็นกังวล เขาคือคนที่กำลังอุ้มร่างของหญิงสาวที่บริเวณศีรษะโชกไปด้วยเลือด เมื่อพาเธอมาถึงเชิงเขาแล้วก็วางลงเบา ๆ มองซ้ายมองขวาแล้วบีบเสียงเล็กน้อย

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย...” หลังจากตะโกนเสร็จก็รีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ทันที ส่วนหญิงสาวที่เขาพยายามพาเธอลงมาจากภูเขาก็หมดสติลงหลังจากนั้นครู่หนึ่ง เธอรับรู้ถึงการกระทำและจำเสียงของเขาเอาไว้จนกระทั่งเปลือกตาแสนหนักอึ้งปิดลง...

จู่ๆ ฉากก็ตัดมาที่สถานที่อีกที่หนึ่ง เหตุการณ์คล้ายกับความฝันหลาย ๆ ครั้งที่แม้จะตื่นแล้วก็ยังจำได้แม่น

เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมีหน้าตาคล้ายตัวเธอเองกว่าเก้าในสิบส่วน ที่ต่างกันก็คงเพียงแค่รูปร่างของเธอคนนั้นออกจะผอมบางกว่า ไร้ชีวิตชีวาสีผิวดูขาวก็จริง แต่ซีดเซียวเหมือนคนอดอยากสุขภาพไม่ค่อยดีนัก

หญิงสาวคนนั้นมองเธอด้วยแววตาซับซ้อน ดูเป็นกังวลมาก ๆ คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา สุดท้ายเมื่อเธอคนนั้นกำลังอ้าปากอยากจะพูดความเจ็บปวดที่ศีรษะก็แล่นปรี๊ดเข้ามาจนเธอสะดุ้งตื่น

หน้าผากเนียนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาจนไรผมเปียกเล็กน้อย ‘ฝันอีกแล้วสินะ’ มองออกไปที่ม่านบาง ๆ บริเวณหน้าต่างก็พบว่าเช้าแล้วพอดี

นี่เธอหลับไปตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นรวดเดียวโดยไม่ได้ตื่นเลยหรือเนี่ย หยัดกายขึ้นนั่ง บิดตัวเล็กน้อยเพื่อคลายกล้ามเนื้อแล้วตัดสินใจลุกออกจากเตียง เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ

วันนี้ไม่ใช่วันหยุดแต่ก็ยังพอมีเวลาเพราะตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากทานอาหารเช้าแล้วหยวนเจียวเมิ่งก็เดินเล่นชมบรรยากาศของต้นไม้ใบหญ้ารอบ ๆ บ้านไปเรื่อย ในมือของหญิงสาวมีบัวรดน้ำ และกระเป๋าที่เอวก็มีอาหารสัตว์ห้อยเอาไว้

ทุกครั้งที่เธออยากผ่อนคลายจากความเครียด หยวนเจียวเมิ่งจะเข้ามาที่นี่ ที่ที่หญิงสาวจะมีเวลาพักผ่อนได้เล็กน้อย รวมถึงตัดสินใจทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้อย่างอิสระโดยไม่มีความกดดันจากใครก็ตาม

แม้จะงดงามและดูอ่อนโยนเหมือนคุณหนูทั่ว ๆ ไปที่แบมือขอเงินพ่อแม่ไปวันๆ แต่แท้จริงแล้วหญิงสาวเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลหยวน

ตระกูลที่เป็นเจ้าของอุตสาหกรรมสิ่งทอ มันยิ่งใหญ่จนทุกคนเรียกโรงงานของตระกูลหยวนว่าอาณาจักร เพราะที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องนุ่งห่มในสมัยนี้เลยก็ว่าได้ ผ้าทุกผืนหากไม่ใช่ตระกูลหยวนผลิตแล้วใครจะกล้าผลิตได้อีก

ความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่อยู่ในมือของคนตระกูลหยวนทำให้ในศตวรรษที่ยี่สิบสี่นี้ไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลหยวนที่ยิ่งใหญ่ ขนาดคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจสิ่งทอก็ยังรู้เลยว่าอำนาจของตระกูลหยวนมีมากแค่ไหน ราคาผ้าสักผืนจะขึ้นหรือลงก็ล้วนเป็นตระกูลหยวนเท่านั้นที่ตัดสิน เพราะอย่างนั้นจึงทำให้หยวนเจียวเมิ่งรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกินกับการเป็นความหวังเดียวของตระกูล

“คุณเจียวเมิ่งคะ วันนี้หลังจากคุยกับบอร์ดบริหารก็จะมีนัดเจอกับคู่ค้าต่างชาติที่ต้องการจะซื้อสินค้าล็อตใหญ่ค่ะ”

หยวนเจียวเมิ่งเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของเลขาคนสนิทกล่าวรายงานว่าวันนี้ทั้งวันต้องทำอะไรบ้าง

“บ่ายมีนัดกับบริษัทซู่เย่าที่เป็นผู้ผลิตเครื่องจักรตัวใหญ่สำหรับโรงงาน และตอนค่ำมีนัดทานอาหารค่ำกับคุณพ่อของคุณค่ะ”

ชีวิตของหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดไม่ควรจะวุ่นวายถึงขนาดนี้ แต่เพราะเธอเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลหยวนจึงไม่แปลกที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน

หยวนเจียวเมิ่งเติบโตมาจากการเคี่ยวกรำของผู้เป็นพ่อ ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือพ่อเลี้ยงเดี่ยว เพราะแม่ของเธอจากไปนานแล้ว และดีที่เขาไม่เคยมีแม่เลี้ยงให้เธอ

อีกฝ่ายวางทุกอย่างที่หญิงสาวจะต้องทำเอาไว้เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่เด็กจนโต นั่นจึงทำให้ชีวิตของหยวนเจียวเมิ่งไม่ได้ราบรื่นและมีความสุขกายสบายใจอย่างที่เด็กสาวคนหนึ่งควรจะเป็นนัก

เพราะความคาดหวังของเขา ตั้งแต่จำความได้เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ต้องแบกรับภาระความหวัง ความรับผิดชอบ และความต้องการของตระกูลเอาไว้บนบ่าเล็ก ๆ นั่น

ผลการเรียนที่ดี สภาวะผู้นำที่ควรจะทำได้ตั้งแต่เด็กเพื่อความเคยชิน ภาษามากมายที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่เป็นหลายภาษาจนเธอเองก็ทึ่งที่ทำได้ขนาดนี้เช่นกัน และหลังจากวันอันเหน็ดเหนื่อยเธอก็กำลังจะไปพบกับพ่อของเธอ ‘หยวนจวิน’

“เจียวเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้มีประชุมกับบริษัทเครื่องจักร พ่อไม่ได้เข้าไปเพราะอยากให้เราตัดสินใจโปรเจคนี้ได้เลย อย่าให้พวกคนแก่คร่ำครึได้ใจ เราไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับบริษัทใดเพียงบริษัทเดียว มีคนพร้อมจะรับงานจากตระกูลหยวนของเราอยู่แล้ว”

หยวนเจียวเมิ่งได้ฟังก็ยิ้มออกมาจาง ๆ รับรู้ได้ถึงแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ แม้ว่าในใจของเธอในบางครั้งจะกลัวการตัดสินใจผิดพลาดมากแค่ไหน แต่ก็รู้เสมอว่าจะมีคนช่วยแบกรับและแก้ไข ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยทำผิดหรือถูกตำหนิเลย ถึงแม้หุ้นส่วนในบริษัทบางคนจะคอยจ้องจับผิดอยู่ก็ตาม

หญิงสาวไม่ได้อ่อนแอ ที่จริงเพราะการฝึกฝนของคุณพ่อของเธอทำให้มีทั้งความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเก่งกาจที่ฉายแววมาตั้งแต่อนุบาลเลยก็ว่าได้ แต่ถึงแม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด หลัง ๆ มาเธอก็พร้อมรับสำหรับความเคร่งเครียดในทุกวันแบบนี้มากขึ้นจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

นั่นก็เป็นเพราะ...เธอคิดว่าวันหนึ่งอาจต้องจากที่แห่งนี้ไปอย่างไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้ เพราะความฝันบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน เธอมักจะฝันถึงหญิงสาวที่มีหน้าตาคล้ายกันราวกับฝาแฝด และสถานที่ยากจนเหมือนเป็นคนละยุคสมัย

ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะต้องวุ่นวายและตึงเครียดทั้งเรื่องเรียนและทำงานไปด้วย แต่เธอก็เคยอ่านนิยายหรือการ์ตูนออนไลน์ในสมัยที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย

ในตอนนั้นเธออ่านนิยายทะลุมิติหรือการเกิดใหม่ที่เหมือนจะไร้สาระพวกนั้นตามเพื่อนสนิท เพราะเครียดจากความกดดันรอบ ๆ ตัวเลยอยากมีช่วงเวลาผ่อนคลายบ้าง อ่านแล้วก็จบไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่ตอนนี้ถ้ารู้ว่าชีวิตตัวเองจะมีอะไรแปลก ๆ แบบที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เธอควรจะอ่านตุนเอาไว้มากกว่านี้อีกก็ดี อย่างน้อยจะได้อาศัยจินตนาการต่าง ๆ เป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์ได้

และแล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เป็นวันที่หยวนเจียวเมิ่งเจอเข้ากับประตูมิติช่องว่างของเธอเอง

คือวันที่อาการร้อนสุด ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่หญิงสาวว่ายน้ำอยู่ในสระน้ำของบ้านที่ถูกตกแต่งจนหรูหราจนไม่มีใครเทียบได้ เพราะน้ำที่ไหลลงมาที่สระจะมาจากหน้าผาจำลองซึ่งทำเป็นน้ำตกจริง ๆ โดยใช้หินธรรมชาติจำนวนมาก

“นั่นมัน...” หยวนเจียวเมิ่งที่กำลังพักผ่อนอยู่ตามลำพังรู้สึกได้ถึงประกายแสงสว่างที่มันกระทบเข้าตาตอนที่เธอทิ้งตัวนอนลอยอยู่บนผิวน้ำ แสงที่ว่าระยิบระยับส่องมาจากหน้าผาจำลองนั่นราวกับเรียกร้องให้เข้าไปใกล้ ๆ

ในใจของหยวนเจียวเมิ่งคิดว่าคงเป็นเครื่องประดับสักชิ้นของเธอที่อาจจะเผลอทำหล่นไว้อย่างไม่รู้ตัวหรือเปล่า

หรือคนงานทำความสะอาดสระแล้วปั๊มน้ำขึ้นไปบนน้ำตกจำลองเกิดดูดเครื่องประดับชิ้นนั้นไปด้วย ในหัวก็คิดหาเหตุผลว่าแสงจ้านั้นจะเป็นอะไรได้บ้าง เพราะสระว่ายน้ำนี้ก็มีเฉพาะเธอและบิดามาใช้งานเท่านั้น แล้วเขาก็ไม่ได้มาที่นี่นานแล้วก็น่าจะเป็นเครื่องประดับของเธอเอง

เมื่อไปถึงจุดที่เกิดประกายแสงระยิบระยับ กลับไม่มีอะไรสักอย่างจนหญิงสาวตัดสินใจจะหันหลังกลับ ระหว่างนั้นแม้ว่าจะพยายามระมัดระวังมากแค่ไหนแต่สุดท้ายเธอก็ยังลื่นอยู่ดี

ใจของหยวนเจียวเมิ่งแทบจะตกลงไปที่พื้นด้วยความตกใจ แต่เธอก็ตวัดมือไปคว้าก้อนหินตรงน้ำตกจำลองเอาไว้ได้ก่อน

หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อคิดว่าตัวเองคงจะล้มลงไม่เป็นท่าเสียแล้ว แต่ความเจ็บจี๊ดที่ข้อมือก็เรียกสายตาคู่สวยให้หันไปมองที่มาของความเจ็บปวด มือที่เธอใช้ค้ำไปกับก้อนหินบริเวณน้ำตกจำลองเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มนั่น...

ภาพที่เห็นทำให้เธอตกใจจนเกือบจะล้มลงอีกครั้ง เมื่อเห็นรอยเลือดที่ไหลออกมาจากแผลที่ถูกหินบาดค่อย ๆ ถูกน้ำจากน้ำตกจำลองชะล้างไป แต่...มันไม่ได้ล้างแค่เลือดที่ไหล ทว่าบาดแผลสดที่เพิ่งเกิดขึ้นกลับกลายเป็นรอยแผลเป็นเล็ก ๆ สีชมพูจาง ๆ ทันทีราวกับปาฏิหาริย์

หยวนเจียวเมิ่งพยายามตั้งสติและดึงข้อมือตัวเองมาสำรวจดู ความเจ็บแสบเมื่อครู่ก็หายไปแล้ว และเมื่อเธอลูบไปที่รอยแผลนั่นก็คล้ายว่าภาพทุกอย่างรอบ ๆ ตัวจะเปลี่ยนไปหมด