บทที่ 2 ตอนที่ 2
“โอ้โห จะเอาอกเอาใจกันเกินไปล่ะมั้ง”
“ก็จ๊ะจ๋าเหนื่อยนี่คะ” พูดจบก็หันไปดูดน้ำใบเตยหนึ่งอึกแก้กระหาย
“ตาก็เห็นจ๊ะจ๋าพูดตลอดเลย คงคอแห้งใช่ไหมลูก อ่ะ...กินขนมอีกคำนึงนะจะได้มีแรง” ตาจำเริญป้อนขนมใส่ปากหลานรักอีกคำ ยิ่งพอเห็นเจ้าตัวป่วนเคี้ยวตุ้ยๆ ก็ยิ่งชื่นใจ
“โอ้ย ทางนี้ก็เหนื่อยจะแย่ จะมีน้ำมีขนมมาให้กินพอหายเหนื่อยบ้างไหมนะ” เสียงทอรุ้งร้องขึ้นดังๆ จากทางในครัวทำให้หลานรักผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งเร็วจี๋ไปหาน้าสาวพร้อมกับจานขนมในมือ จากนั้นน้าหลานก็คุยกันกระหนุงกระหนิงจนคนเป็นแม่อดจะยืนยิ้มไม่ได้
“ท่าจะรักน้ารุ้งมากกว่าแม่เสียล่ะมั้ง”
“นั่นสิแม่ หนูคลอดออกมาเองแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นลูกรักของน้ารุ้งไปได้”
“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวแม่จะแวะเข้าไปดูที่โรงงานหน่อยนะ” ยายสำอางค์ผุดลุกขึ้นพลางหันไปหยิบกระเป๋าสานจากหวายใบเขื่อง
“ไปทำไมล่ะแม่ ร้อนออกอย่างนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมกันพอดี” เมขลาค้านเพราะเห็นว่าอากาศไม่เป็นใจให้คนสูงอายุอย่างแม่ของเธอต้องไปทนร้อนอยู่ในโรงงานแบบนั้น
“แม่เบื่อ ขี้เกียจอยู่บ้าน ไปแป๊บเดียวหรอก ตา...แกจะไปด้วยกันไหม”
พอตาจำเริญตอบรับว่าจะไปด้วย เมขลาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนชุดให้ทะมัดทะแมงขึ้นเพื่อพาสองตายายไปที่โรงงาน อันที่จริงจะให้สองคนนั้นมาเองก็ได้แต่หญิงสาวเกรงว่าหากเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นเธอจะได้ช่วยเหลือทัน โรงงานทำขนมไทยของเมขลานั้นไม่ได้ใหญ่โตมากนักเพราะเธอคิดว่าค่อยๆ เริ่มจากอะไรเล็กๆ ไปก่อน ถ้ากิจการเป็นไปได้ด้วยดีค่อยขยับขยายก็ยังได้ แต่ดูแล้วท่าทางโรงงานทำขนมคงต้องขยายให้ใหญ่โตขึ้นในอีกไม่ช้านี้
“มีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า” หญิงสาวถามผู้จัดการโรงงานที่ทำงานกับเธอมาได้หลายปีแล้ว
“จะมีก็แต่ไข่เป็ดนั่นแหละค่ะคุณเม ราคาขึ้นเอาๆ ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้เปิ้ลว่าเราคงต้องขึ้นราคาขนมบางรายการแล้วล่ะค่ะ”
“เจ้าเดิมที่เราสั่งไข่กับเขาก็ขึ้นด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะ เขาบอกว่าต้นทุนอาหารสัตว์มันสูงขึ้น เขาก็เลยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นค่ะ แต่ยังไงเขาบอกว่าคนตรึงราคาไข่เป็ดหน้าฟาร์มเอาไว้ก่อน และยังให้ราคาพิเศษกับเรา แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ คงต้องขึ้นราคาค่ะ”
“อืม แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที เออ...แล้วตกลงน้าเนียมเขาว่ายังไงบ้าง” เมขลาลดเสียงให้เบาลงแล้วถามเปิ้ลพอให้ได้ยินกันสองคนเพราะน้าเนียมที่เมขลาพูดถึงคือคนสำคัญของโรงงานที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ รวมถึงมาตรฐานของขนมในแต่ละล๊อตด้วย เปิ้ลได้ยินแบบนั้นก็จูงมือเจ้านายไปคุยกันข้างนอกเพื่อไม่ให้คนงานอื่นได้ยินบทสนทนา
“แกยังยืนยันแบบเดิมค่ะว่าคงลาออกปลายเดือนหน้า แต่เปิ้ลก็เข้าใจแกนะเพราะทางโน้นเขาทุ่มเงินไม่อั้นจริงๆ”
“เป็นใครก็ไปทั้งนั้นแหละ เงินมากขนาดนั้น แล้วอีกอย่างคนมีฝีมืออย่างน้าเนียมก็หาตัวจับยาก”
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีละคะ เปิ้ลน่ะทำได้แต่คงทำคนเดียวไม่ไหว ถ้ามีคนมาช่วยคงจะดี” ผู้จัดการสาวเสียงอ่อยเพราะหากเธอต้องทำหน้าที่ควบสองตำแหน่งคงแย่แน่ๆ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่จะให้รุ้งมาช่วยอีกแรง ในระหว่างนี้ก็ประกาศรับสมัครไปด้วย”
การที่จะเอาทอรุ้งมาช่วยนั้นเป็นเรื่องไม่น่าห่วงเพราะอย่างไรเสียหญิงสาวก็จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่ด้วยความที่ทอรุ้งต้องช่วยพี่สาวขายขนมที่หน้าร้านและออนไลน์ รวมถึงคิดสูตรขนมใหม่ๆ อยู่เสมอ การรับหน้าที่ในโรงงานไปด้วย นั่นอาจเป็นการเพิ่มภาระงานที่หนักหนาให้อย่างเสียไม่ได้ ส่วนทางเมขลาก็ต้องแก้ปัญหาสารพัดร้อยแปดที่เกิดขึ้นทั้งที่ร้านและโรงงานจนตัวเป็นเกลียวเพราะข้าวของที่แพงขึ้นแต่กำลังจ่ายของผู้บริโภคมีเท่าเดิมแถมยังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่กำเงินในมือไปซื้อข้าวกินให้อิ่มท้องเป็นอย่างแรกไม่ใช่ใช้จ่ายเพื่อซื้อขนมตามความพอใจเหมือนแต่ก่อน
“พี่เม พี่เม” เมขลาตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองอยู่ข้างหู หญิงสาวคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ได้สนใจว่านั่งนิ่งๆ อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานมานานเท่าไหร่แล้ว
“ว่าไงรุ้ง”
“รุ้งเรียกพี่เมตั้งนาน คิดอะไรอยู่เหรอ”
“ก็...เยอะแยะน่ะ เรื่องที่โรงงานด้วย ว่าแต่...รุ้งมีอะไรเหรอ” เมขลาขยับตัวหันมาทางน้องสาวที่ยืนถือแท็บเล็ตตัวโปรดไว้ในมือ
“คือรุ้งว่ามันก็เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องนะ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะเอามาให้พี่เมดู เนี่ย...ดูดิ มีคนเอาคลิปตอนที่พี่เมไปงานแม่และเด็กมาลงด้วย”
“ไม่เห็นจะแปลกเลย คลิปนี้มีคนเอามาลงเยอะแยะ”
“ก็เพจนี้มันเอามาลงแล้วก็เรียกทัวร์มาด่าพี่เมน่ะสิ แล้วดูมันโพสนะ ‘แม่เลี้ยงเดี่ยวสุดสตรอง...จริงเหรอออ?’ แล้วเนื้อหานะอย่าให้เล่าเลยทั้งแซะทั้งเหยียด แถมยังมีคนโหนเข้ามาด่าอีกนะ”
“เออ งั้นก็ไม่ต้องเล่า คนเราคิดเห็นต่างกันได้พี่ไม่ว่า แต่การมาด่ากันบนโซเชียลแบบนี้คงต้องคำนวณเงินในกระเป๋าด้วยนะว่ามีพอจ่ายค่าปากแจ๋วหรือเปล่า”
ทำไมเมขลาจะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นพูดถึงเธออย่างไร แม่เลี้ยงเดี่ยวที่กล้าออกมายืนสู้แสงไฟของสังคมที่สาดส่องลงมาที่ตัวของเธอ ย่อมทำให้คนทั้งหลายตั้งคำถามมากมาย บ้างก็ว่าที่เธอทำคอนเทนต์น่ารักกับลูกสาวก็เพื่อเอื้อประโยชน์กับธุรกิจของตัวเอง ซึ่งตรงนี้หญิงสาวไม่เถียง แต่บางคนพูดไปขนาดว่าเธอเกาะลูกกินซึ่งอันนี้เธอยอมไม่ได้ ที่มากไปกว่านั้นก็คือบางคนถึงขนาดบอกว่าการทำคอนเทนต์แบบนี้เพื่อเรียกความสงสารในความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้เหล่าบรรดาหนุ่มๆ หันมาสนใจ ยิ่งยืนอยู่กลางแสงไฟนานเข้าพวกสู่รู้ทั้งหลายก็พยายามขุดคุ้นเรื่องราวในอดีตของเธอมาเม้าท์กันสนุกปาก จนบางครั้งเมขลาถึงกับเรียกทนายให้มาจัดการเรื่องน่ารำคาญนี้
