บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 27 เก็บหน่อไม้ขาย

ไป๋ม่านหรงนำเลือดไก่สามตัวมาพักไว้ จากนั้นก็ไปช่วยมารดาถอนขนไก่ แต่ทว่าไม่นานนัก โจวชิงเหอกับลูกหลานก็เดินมาที่บ้านไป๋แล้วชวนหลิวเหยาไปเก็บหน่อไม้ เพื่อที่จะได้นำไปขายพร้อมกันกับน้ำสะอาด

“ท่านแม่ ท่านไปช่วยบ้านโจวทำงานเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว หากเร่งมือหน่อย ไม่แน่ว่าวันนี้ท่านพ่อกับท่านลุงจะได้กลับมาเร็วขึ้น”

ม่านหรงหันไปส่งยิ้มให้มารดา

“พี่สาวไป๋ ท่านไม่ไปเก็บหน่อไม้กับพวกเราหรือเจ้าคะ”

เจียหลินเดินมาแล้วย่อตัวนั่งลงข้างๆ ม่านหรง นางกะพริบตารัวๆ หวังให้ม่านหรงใจอ่อนแล้วขึ้นเชิงเขาไปด้วยกัน

ม่านหรงทำได้แค่ยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหัวตอบไป

“พี่สาวไป๋ของเจ้ากำลังเตรียมมื้ออาหารให้พ่อของเจ้ากับลุงไป๋อยู่ ปล่อยให้นางเตรียมอาหารไปเถอะ”

ไป๋หลิวเหยาอมยิ้มเอ็นดูในความรักใคร่ของเจียหลินที่ทั้งใสซื่อและเอาใจใส่

“ไปเถอะ ข้าจะทำมื้อเช้าเผื่อเจ้าด้วยดีหรือไม่”

ม่านหรงเห็นเจียหลินไม่ยอมลุกขึ้นเสียที นางจึงใช้อาหารมาหลอกล่อแทน

“จริงนะเจ้าคะ แล้วพี่สาวไป๋จะทำอะไรให้ข้ากิน ผัดหน่อไม้ หรือว่าเป็นไก่ตุ๋นเหมือนเมื่อวานดี”

เจียหลินยิ้มกริ่มเฝ้ารอที่จะได้กินอาหารเลิศรส

“แม่ว่าพวกเราไปเก็บหน่อไม้กันก่อนดีไหม พอเก็บหน่อไม้ได้มากพอเจ้าค่อยนำมาให้พี่สาวไป๋ของเจ้าทำอาหาร ไม่เช่นนั้นพี่สาวไป๋ของเจ้าจะเอาหน่อไม้มาจากที่ใด”

ชิงเหอส่ายหัว ลูกสาวของนางไม่ติดแม่ แต่กลับมาติดแหง็กอยู่กับพี่สาวข้างบ้านเสียอย่างนั้น

“อือใช่ๆ ข้าจะไปเก็บหน่อไม้มาให้นะเจ้าคะ”

ม่านหรงอมยิ้มแล้วพยักหน้าตอบไป นางไม่ได้บอกเจียหลินว่านางมีหน่อไม้อยู่ในห้องครัวแล้ว สักพักท่านแม่ ป้าชิงเหอและคนบ้านโจวก็สะพายตะกร้าขึ้นเชิงเขาไป

เนื่องด้วยท้องฟ้ายังไม่สว่างมากนัก เห็นเพียงแสงรำไร ดังนั้นโจวเว่ยจึงถือคบเพลิงเดินนำทางไปอย่างระมัดระวัง

“ท่านแม่วันนี้ข้าจะจับไก่ตัวโตให้ได้เจ้าค่ะ”

เสียงของเจียหลินดังขึ้นไม่ขาดสาย อย่างกับว่านางไม่ได้เหนื่อยเลยแม้แต่นิด

“นั่นสินะ ถ้าบ้านเราจับไก่ได้บ้างคงจะดีไม่น้อย”

ชิงเหออมยิ้มพลางเดินเคียงข้างกับบุตรสาว

ไป๋หลิวเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ‘ไก่มันคงไม่อยู่รอให้พวกเจ้าจับมันหรอก เพราะไก่พวกนั้นมันเล่นพากันเดินต่อแถวไปที่เล้าไก่บ้านข้าหมดแล้ว’

“หลิวเหยาหากวันนี้เจ้าโชคดีเจอไก่อีก จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าข้าจะขอแบ่งไก่ไปสักตัว บ้านข้ามีคนแก่เพิ่มมาอีกสองคน หากมีไข่ไก่ให้พวกท่านได้กินบ้างคงจะดีไม่น้อย”

โจวชิงเหอรีบพูดทาบทามหลิวเหยาไว้ก่อนหน้า เพราะทุกครั้งก็เป็นหลิวเหยาที่โชคดีเสมอ

“พี่สาวโจว ท่านไม่ต้องขอไก่กับข้าก็ได้ ม่านหรงนางพูดแล้ว ว่าจะให้ไก่พวกท่าน เดี๋ยวกลับบ้านไป ท่านก็ให้โจวเว่ยไปนำไก่กลับบ้านได้เลย”

“จริงหรือ”

โจวชิงเหออุทานออกมาอย่างดีใจ

“แน่นอนเจ้าค่ะ”

หลิวเหยาอมยิ้มหวาน ตอนนี้ไก่ที่เล้ารวมๆ แล้วน่าจะมากกว่าสิบตัว อีกอย่างม่านหรงพูดเองว่าจะให้ไก่บ้านโจววันละตัว ถึงพวกเขาจะจับไก่ไม่ได้อย่างไรเสียก็ยังได้ไก่ตัวอ้วนของม่านหรงอยู่ดี

“เจียหลินเจ้าดีใจหรือไม่ ต่อไปบ้านของพวกเราจะเลี้ยงไก่แล้ว”

ชิงเหอหันไปส่งยิ้มให้กับลูกสาว

“ดีเจ้าค่ะ แต่เราจะเลี้ยงไก่ด้วยอะไรหรือเจ้าคะ”

เจียหลินยิ้มยินดีพลางถามว่าไก่ชอบกินอะไร

ซินหลานที่เดินปิดท้ายได้แต่เงียบนิ่ง ถึงนางอยากจะเข้าร่วมวงสนทนานี้ ทว่านางก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตรงไหน พอได้ยินว่าที่บ้านจะเลี้ยงไก่ริมฝีปากอวบอิ่มของนางก็ยกยิ้มขึ้น เพราะหากท่านอาชิงเหอเลี้ยงไก่เอาไว้ ท่านจะไม่ใจดำกับนางเช่นท่านแม่อย่างแน่นอน

“โห ดูสิหลิวเหยา เมื่อวานเราตัดไปแล้วส่วนหนึ่งแท้ๆ วันนี้หน่อไม้กลับมากกว่าเมื่อวานเสียอีก”

ไม่ใช่แค่ชิงเหอที่ประหลาดใจ คนอื่นๆ รวมทั้งซินหลานที่ไม่ได้เห็นหน่อไม้นานแล้วก็พากันตาโต

‘ไก่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกๆ วัน หน่อไม้เองก็ไม่ได้น้อยหน้า แล้วแบบนี้ …ครั้งหน้าไก่จะมาเพิ่มอีกกี่ตัว? ไม่ได้การละ กลับไปข้าจะชวนม่านหรงทำเล้าไก่จริงๆ จังๆ เสียที ไม่เช่นนั้น อีกไม่นานไก่พวกนี้คงจะแออัดคับแน่นจนหายใจไม่ออกเป็นแน่’

ไป๋หลิวเหยาถึงกับอยากกุมขมับ มิน่าเล่าทุกครั้งที่ม่านหรงเห็นไก่เพิ่มเข้ามาก็มักจะขมวดคิ้ว ตอนนี้ข้าเริ่มชัดเจนในใจแล้วว่านางกำลังกังวลเรื่องอะไร นอกจากทำเล้าไก่แล้วอีกเรื่องที่หนีไม่พ้นเห็นจะเป็นเรื่องอาหาร เห้อ… หลิวเหยาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

‘วันแรกได้ไก่ห้าตัว วันที่สองได้ไก่หกตัว วันที่สามไก่เพิ่มมาอีกสิบกว่าตัว แล้ววันที่สี่ล่ะมันจะมาแค่สิบตัวหรือมากกว่านั้น’

หลิวเหยาวางตะกร้าลงแล้วค่อยๆ ตัดเอาหน่อไม้ทีละหน่อ ตอนแรกที่เห็นหน่อไม้ละลานตานางยอมรับว่าตกใจมาก แต่ว่าตอนนี้ในหัวของนางคิดถึงแต่เรื่องไก่ จนไม่มีกระจิตกระใจมาสนเรื่องอะไรอีกแล้ว

“เร็วเข้าซินหลาน ยิ่งตัดได้มากพวกเราก็ยิ่งมีเงินซื้อข้าวมากยิ่งขึ้น”

ชิงเหอหันไปเร่งซินหลานด้วยใบหน้าปรีดา

“เจ้าค่ะ ข้าจะเร่งมือให้เร็วขึ้น”

ซินหลานยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินว่าจะมีข้าวให้กินเยอะๆ

“เหตุใดเจ้าถึงได้เชื่องช้าอย่างกับเต่าเช่นนี้”

โจวเว่ยเห็นน้องสาวอ้อยอิ่งค่อยๆ ตัดหน่อไม้อย่างไร้อารมณ์

“หากเจ้าตัดได้ครึ่งตะกร้าเจ้าก็แบกหน่อไม้ของเจ้าไปให้ม่านหรงด้วยล่ะ ป่านนี้นางคงรอคอยหน่อไม้ของเจ้าอยู่แน่แท้”

เมื่อได้ยินว่าพี่สาวไป๋กำลังรอหน่อไม้จากตนอยู่ ความเกียจคร้านของเจียหลินก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งใจตัดหน่อไม้อย่างไม่ลดละ

‘สุดท้ายแล้ว ชื่อของม่านหรง ก็ยังใช้การได้ดี’

โจวเว่ยส่ายหัว โจวชิงเหอเห็นแบบนั้นนางก็ได้แต่อมยิ้มเช่นกัน

ไม่นานต้าผางกับเหวินหลงก็กลับมาถึงบ้าน ม่านหรงรับเอาของที่ท่านพ่อซื้อมานำไปเก็บไว้ในห้องครัว จากนั้นก็นำไก่สองตัวที่สับไว้เทลงไปในกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำร้อน

“หากนำอาหารที่ม่านหรงทำไปขายด้วย มันจะต้องขายดีมากแน่ๆ”

กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจากกระทะ เหวินหลงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอดังเอือก

“ท่านลุงโจวกล่าวได้ดีเจ้าค่ะ เช่นนั้นท่านก็นำต้มจืดไก่นี่ไปขายด้วยสิเจ้าคะ”

ม่านหรงมองไปที่กระทะใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยไก่แล้วพยักหน้า หากจะขายน้ำแค่อย่างเดียวอีกไม่นานน้ำก็คงอยู่ตัว เพิ่มหน่อไม้ เพิ่มไก่ เพิ่มอาหาร บางทีธุรกิจเช่นนี้ก็ไม่เลวเลย

“ลูกพ่อ เจ้าอย่าไปฟังลุงโจวให้มาก เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรเขาคิดจะใช้แรงงานเจ้า และยังหลอกให้เจ้าทำอาหารให้เขากินอีก”

ต้าผางถอนหายใจแรงๆ ออกมา ก่อนจะหันไปตำหนิเหวินหลงที่คิดจะให้ม่านหรงทำงานเหนื่อยเกินไป

“ท่านพ่อลูกเห็นว่าทำได้จริงนะเจ้าคะ แต่ก็มีปัญหาใหญ่มาก เพราะหากจะขายอาหารก็ควรมีที่บรรจุอาหารด้วย ไม่เช่นนั้นอาหารจะเสียรสชาติ หรือไม่ก็หกเรี่ยราดไม่น่าทาน”

ม่านหรงส่ายหัว หากจะทำอาหารคงจะทำได้แค่อาหารจานผัดกระมัง จะว่าไปไก่บ้านเราก็มากมีหรือข้าจะทำไก่ย่างขายดี ม่านหรงยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์

“อย่าทำเลยลูกเดี๋ยวเจ้าจะเหนื่อยเสียเปล่าๆ”

ต้าผางยังคงพูดหลอกล่อให้ลูกสาวหยุดความคิดนั้น

“ไว้ข้าจะคิดทีหลังนะเจ้าคะ”

ม่านหรงขยิบตาให้ลุงโจว ต้าผางเห็นเช่นนั้นได้แต่ดึงแขนของเพื่อนรักขึ้นเขาไป

“มีไก่ตั้งมาก ถ้าสามารถเพิ่มราคาของไก่ได้ แบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะ”

ม่านหรงยิ้มกริ่ม แล้วนำหน่อไม้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในกระทะ ไม่นานต้มจืดที่สีสันจืดชืดเหมือนกับชื่อก็ถูกยกลงจากเตา

“กระทะใหญ่เทอะทะแบบนี้ข้าควรจะวางไว้ที่ใดดี”

ม่านหรงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็วางกระทะที่เต็มไปด้วยอาหารไว้ที่เตาดังเดิม

“ข้าคงต้องทำที่วางกระทะก่อนสินะ”

ม่านหรงสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ไม่นานก็ตัดสินใจตักต้มจืดหน่อไม้นั้นใส่ถังไม้แทน พอเห็นแบบนี้แล้วนางก็นึกอยากได้หม้อใบใหญ่ ใหญ่ชนิดที่ว่าใส่น้ำก๋วยเตี๋ยวได้มากมายขึ้นมา

ม่านหรงตักต้มจืดใส่ถังไม้ได้สองถังเต็มๆ นางยกแขนเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อออกจากใบหน้า ก่อนที่จะเริ่มลงมือผัดเลือดไก่ใส่ขิงจนส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่วบริเวณนั้น

“ต้มจืดเสร็จแล้ว ผัดเลือดไก่ใส่ขิงก็เสร็จแล้ว ต่อไปก็เหลือแต่ย่างไก่ทั้งตัวแล้วสินะ”

หลังจากพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่ง ม่านหรงก็ลงมือหมักไก่ด้วยการทาเกลือแล้วนำไก่ตัวอ้วนไปย่างไฟอ่อน เพียงแค่กลิ่นหอมคั่วกระทะครั้งแรกสองปู่ย่าวัยกลางคนก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ยิ่งพอได้กลิ่นไก่ย่างหอมๆ ลอยมาตามลมอีกพวกเขาก็ทำได้แค่มองหน้ากันแล้วตักน้ำมาดื่มกิน

“ลูกหลานข้าหายไปไหนกันหมดแล้ว”

โจวต้านเป่าที่ท้องร้องเสียงดังทุบเตียงนอนอย่างไม่พอใจ

“ตาแก่นี่ เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ หรือ ว่าวันนี้พวกเขาจะขึ้นไปเก็บหน่อไม้ลงมาขาย เป็นพวกเราที่ตื่นช้า ตะวันแยงก้นแล้วพึ่งตื่น ท่านยังจะไปใส่อารมณ์อันใดได้อีก”

โจวหลิงเยี่ยนส่ายหัวให้สามีก่อนจะเดินไปล้างหน้าที่ถังน้ำหน้าบ้าน

“ข้าโมโหให้พวกเขาแล้วมันผิดด้วยหรือ ใครบอกให้อีกบ้านทำอาหารกลิ่นหอมกรุ่นขนาดนั้น”

โจวต้านเป่าลูบพุงที่แฟบลงของเขาอย่างเห็นได้ชัด ‘เมื่อคืนข้าก็กินอาหารไปตั้งมาก ผ่านไปแค่คืนเดียวกลับกลายเป็นว่าข้ากลับมาหิวโหยอีกแล้ว’ โจวต้านเป่ารู้สึกหงุดหงิดให้ตนเอง เหตุใดเขาถึงได้กลายมาเป็นคนตะกละไปเสียแล้ว

ม่านหรงที่กำลังย่างไก่อยู่รับรู้ว่ามีคนเดินมาทางด้านหลังจึงหันไปมอง พบว่าเป็นท่านย่าโจวที่ส่งยิ้มให้ นางจึงกล่าวทักทายตามมารยาท

“แม่หนูเจ้าทำอันใดอยู่หรือ หอมมากเลย”

โจวหลิงเยี่ยนถามออกไปทั้งๆ ที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังย่างไก่

“หากท่านหิวก็ตักต้มจืดในถังนั้นไปกินเถอะเจ้าค่ะ”

ม่านหรงเพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนจะชี้มือไปทางถังไม้ที่เต็มไปด้วยไก่และหน่อไม้

โจวหลิงเยี่ยนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เดิมทีนางแค่ตั้งใจมาถามไถ่ก็เท่านั้น แต่แม่นางน้อยคนนี้กลับทำท่าทางไม่สนใจเท่าที่ควร

“ย่าแค่เดินมาถามไถ่เจ้าแค่นั้น เดี๋ยวรอให้คนที่บ้านกลับมาพวกเขาก็จะทำอาหารให้ข้ากิน”

ม่านหรงพยักหน้า

ใครจะไปรู้ล่ะอยู่ดีๆ ก็เดินมาใกล้ซะขนาดนี้แถมยังมองไก่ย่างของนางตาเป็นมัน หากไม่มาเพราะไก่ย่างแล้วจะมาเพราะอันใดได้อีก ไป๋ม่านหรงได้แต่แอบถอนหายใจ

“แล้วอีกนานหรือไม่พวกเขาถึงจะลงมาจากเขา”

เงียบไปเพียงอึดใจเดียว ท่านย่าโจวผู้นี้ก็ถามขึ้นต่อมาติดๆ

“ข้าไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ที่นี่ไม่มีที่นั่ง ท่านย่ากลับไปรอที่บ้านน่าจะดีกว่า”

ม่านหรงเห็นว่าอีกฝ่ายอายุมากแล้ว จึงไม่อยากให้ท่านยืนนานเกินไป

“อ๋อ ได้ๆ ข้าจะกลับไปรอที่บ้าน”

หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าสลดลง หรือว่านางทำอะไรผิดไปงั้นหรือ

แต่เปล่าเลยม่านหรงเพียงแค่ไม่ชอบพูดคุยกับคนไม่สนิทก็เท่านั้น

ม่านหรงมองตามหญิงวัยกลางคนไป เห็นๆ อยู่ว่าหิวข้าวแท้ๆ แต่ก็ช่างเถอะ ปล่อยให้หิวอีกหน่อยจะได้อยากอาหารมากยิ่งขึ้น

ม่านหรงหมุนไก่ย่างไปมาต่ออีกเล็กน้อย เมื่อไก่สุกดีแล้วนางจึงยกไก่เข้าไปในห้องครัว ก่อนจะหุงข้าวสวยร้อนๆ หนึ่งหม้อไว้สำหรับมื้อเช้าของตนกับครอบครัว

หลังจากที่ม่านหรงหุงข้าวสุก คนบ้านโจวกับพ่อและแม่ของนางก็พากันแบกหน่อไม้ลงมาจากเชิงเขามากว่าห้าตะกร้า ม่านหรงเห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน หน่อไม้เยอะเพียงนี้ แล้วท่านพ่อจะนำหน่อไม้ขึ้นเกวียนไปหมดได้อย่างไร

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel