บทที่ 2
“ก็ผู้คนบอกต่อกันมาว่ามีจอมยุทธ์สามคนกำลังประลองกันเพื่อแย่งชิงกระบี่หวงหลง”
“แย่งชิง? เช่นนั้นก็หมายความว่ามีผู้ที่เคยเป็นเจ้าของ เช่นนั้นหากถูกแย่งไปได้ ตำนานที่ว่าสมปรารถนาก็ไม่เป็นจริงน่ะสิ หากสมปรารถนาจะถูกแย่งชิงไปง่ายๆ ได้อย่างไร”
“ก็จริงของเจ้า”
“หรือว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งนั้น”
“แต่เมื่อสองวันก่อนข้าได้ยินมาที่ชายแดนมีสตรีนางหนึ่งเป็นผู้ครอบครองหยกอันอวี่ นางสวมชุดเฉกเช่นบุรุษ สวมแหวนหยกเอาไว้ที่นิ้วชี้อย่างเปิดเผย ลือกันว่านั่นก็คือหยกอันอวี่”
จบประโยคนั้นมุมหนึ่งของโรงเตี๊ยมที่มีบุรุษหนุ่มนั่งหันหลังอยู่ก็เกิดความเคลื่อนไหว เขาสวมชุดสีเขียวเข้มไร้กระบี่คู่กาย เส้นผมยาวดำขลับถูกรวบมัดสูงไร้เกี้ยวครอบ เมื่อหันหน้ากลับไปมองผู้ที่กำลังสนทนาเรื่องผู้ครอบครองหยกอันอวี่ คิ้วเรียวราวอิสตรีก็มุ่นลงอย่างใช้ความคิด
มองอย่างไร ‘เขา’ ก็ดูไม่เหมือนบุรุษ แต่เป็นอิสตรีที่สวมชุดของบุรุษเท่านั้น
นิ้วเรียวเคาะบนโต๊ะแผ่วเบา นิ้วชี้ไร้ซึ่งแหวนเช่นกันกับบนเรือนกายที่ไร้เครื่องประดับ ถึงอย่างนั้นเสื้อผ้าที่สวมกลับเป็นแพรพรรณเนื้อดีราคาแพง แม้แต่รองเท้าก็ยังเป็นรองเท้าหุ้มข้อตัดเย็บจากหนังกวางอย่างดี
“ทางเหนือหนาวเหน็บแร้นแค้นทั้งยังมีสงคราม เจ้าว่านางโง่งมหรือเลอะเลือนถึงได้มาปรากฏตัวยังชายแดน” คนกล่าวส่ายหน้าเห็นเป็นเรื่องน่าขัน
“เจ้าพูดก็ถูก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีข่าวลือเกี่ยวกับผู้ครอบครองหยกอันอวี่เลยนะ”
“นั่นสิ นับตั้งแต่นางถูกคู่หมายหักหลังก็ได้ยินมาว่านางละทิ้งแดนเซียน แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางมายังแดนมนุษย์หรือหลบเร้นขึ้นแดนสวรรค์ อยู่ๆ มีข่าวลือเกี่ยวกับนางไม่แน่ว่าอาจมีคนพบเห็นจริงๆ ก็ได้”
“แล้ว...เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นนางจริงๆ จะบอกว่าเพราะแหวนหยก? หยกอันอวี่ที่กล่าวขานกันหน้าตาเป็นอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ อาจไม่ใช่แหวนแต่เป็นป้ายหยก เป็นกำไล เป็นหยกแกะสลัก? ใครจะไปรู้”
ทุกคนเงียบเสียงลงทันทีเพราะไม่เคยมีบันทึกใดกล่าวถึงจริงๆ ว่าหยกอันอวี่มีหน้าตาอย่างไร... กล่าวถึงกระบี่หวงหลงก็ชัดเจนว่าย่อมเป็นกระบี่ กล่าวถึงพัดวารียิ่งไม่ต้องเดาว่าเป็นอะไร ทว่าหยกอันอวี่กลับไม่มีผู้ใดบันทึกว่าเป็นหยกแบบใด
เงาร่างปราดเปรียวในชุดสีเขียวลุกขึ้น นางเดินผ่านโต๊ะที่ยังคงสนทนาเกี่ยวกับหยกอันอวี่ เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองเพื่อกลับเข้าห้องพัก ตอนนั้นเองบทสนทนาก็ทำให้นางชะงักอีกรอบ
“ข้าแอบได้ยินมา เป็นแหวนจริงๆ นะ ในเมืองหลวงลือกันว่าองค์ชายเก้าทรงให้คนออกตามหาสตรีผู้ครอบครองแหวนหยกสีชมพูลับๆ ผู้ใดมีเบาะแส จะได้รับรางวัลถึงหนึ่งพันตำลึง!”
“จริงหรือ!?”
“จริงสิ! ญาติของข้าเป็นคนเมืองหลวงเขาเคยเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนข้ายังคิดว่าเหลวไหล แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่มีข่าวลือเรื่องสตรีที่มีแหวนหยกในเวลานี้พอดี ข้าว่าองค์ชายเก้าต้องทรงกำลังตามหาผู้ครอบครองหยกอันอวี่อยู่ก็เป็นได้”
จบประโยคนั้นรถม้าก็วิ่งมาจอดหน้าโรงเตี๊ยม กลุ่มคนราวๆ สิบคนเดินเข้ามาถามหาห้องพักเพื่อค้างแรม หญิงสาวชุดเขียวมองลงมาจากชั้นสอง จ้องมองไปยังบุรุษผิวขาวเนียนราวอิสตรีที่ถูกกลุ่มคนชุดดำยืนรายล้อม
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายทว่าดูซีดขาวราวคนป่วย คิ้วเข้มรับสันจมูกโด่งดูน่ามองขึ้นแม้ในยามที่เขามุ่นคิ้วลง กระทั่งริมฝีปากที่เม้มแน่นทว่ามุมปากกลับยกขึ้นราวไม่ตั้งใจ ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลงหลายส่วน
ชุดคลุมสีดำปกคลุมตั้งแต่คอจนถึงปลายเท้า ที่เผยให้เห็นเล็กน้อยคือคอเสื้อตัวในปักลายดิ้นทอง มองปราดเดียวก็รู้ว่าฐานะไม่ธรรมดา แม้เรือนผมถูกรวบมัดง่ายๆ ไร้กวานครอบ แต่นางมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ชาวยุทธ์ธรรมดาที่บังเอิญผ่านทางมาอย่างแน่นอน
