บท
ตั้งค่า

๑.๒ ผู้หญิงในโลกสีขาว

บ้านยังคงเงียบเชียบตอนที่ธรินดาลงจากรถ ปราณต์คงยังไม่กลับจากโรงพยาบาล ส่วนปรัชญ์เธอไม่ทราบว่าไปไหน เพราะแม่ใหญ่บอกว่าตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอก เขาก็มักกลับบ้านดึกตลอดหรือบางวันก็ไม่กลับเลย

หญิงสาวขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เปิดประตูหลังห้องแล้วออกไปยืนที่ระเบียงด้านนอกซึ่งเปิดโล่ง เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศอันแสนรื่นรมย์และมองเห็นแปลงกุหลาบที่แยกแปลงไว้ตามสีของมัน ไกลออกไปเป็นวิวอันสวยงามของดอยสุเทพที่ตอนนี้ปกคลุมด้วยสีชมพูอ่อนของดอกพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งคล้ายดอกซากุระ

ที่โต๊ะอาหารเย็นของคุ้มลักษิกาวันนี้มีสมาชิกนั่งล้อมโต๊ะอยู่สามคน ธรินดาเพิ่งจะได้เจอปราณต์เป็นครั้งแรกหลังจากกลับมาถึงบ้าน ซึ่งตอนนี้พี่ชายคนโตอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดทำงานเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว

“สวัสดีค่ะพี่ปราณต์”

มือเล็กยกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม เรียวปากสีชมพูหยักสวยได้รูปที่น้อยครั้งจะยิ้มคลี่แย้มบางๆ ให้กับคนที่ตัวเองไหว้ เพราะถึงแม้จะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากนักแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเขาเอ็นดูเธอเสมอมา

“กลับมาถึงนานหรือยังหนูเล็ก”

“ถึงก่อนหน้าพี่ปราณต์ประมาณชั่วโมงหนึ่งค่ะ”

“เป็นไงเทอมหน้าก็จบแล้วใช่มั้ย” ปราณต์ถามถึงเรื่องการเรียนของน้องสาวบุญธรรม ขณะที่บัวคำซึ่งเป็นแม่บ้านที่ดูแลโต๊ะอาหารเริ่มทยอยตักข้าวสวยใส่จานให้กับเจ้านาย

“ใช่ค่ะพี่ปราณต์” เสียงหวานตอบสั้นๆ แม่เลี้ยงลักษิกาจึงตอบขยายความให้ต่ออีก

“ไม่ใช่แค่จบอย่างเดียวนะตาปราณต์ แต่ยังจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหมือนปราณต์ด้วย” ลักษิกาบอกอย่างภูมิใจในตัวเด็กสาวที่ตนเลี้ยงมากับมือ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตธรินดาเป็นเด็กดีและว่าง่ายมาตลอด ไม่เคยทำให้แม่บุญธรรมอย่างนางผิดหวังเลยสักครั้ง

“น้องผมก็ต้องเก่งเหมือนผมสิครับแม่” ปราณต์บอกยิ้มๆ ขณะมองน้องสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามตัวเองด้วยสายตาที่อ่อนโยน

“ไม่จริงหรอก ดูอย่างตาปรัชญ์นั่นสิ จบปริญญาตรีมาแบบเกรดสองนิดๆ แม่ละลุ้นใจหายใจคว่ำ กลัวจะถูกรีไทร์เอาเสียก่อน” ผู้เป็นแม่บ่นไปถึงลูกชายคนเล็กที่ตอนนี้ยังอยู่ข้างนอก และยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาบ้านแต่อย่างใด และอย่าหวังว่าจะตามเขากลับได้ หากเขาไม่พอใจจะกลับไม่ว่าใครก็บังคับไม่ได้ และคนอย่างปรัชญ์พอถูกบังคับมากๆ เข้าก็มักจะต่อต้านและทำสิ่งตรงข้ามในที่สุด ด้วยรู้ข้อนี้ดีแม่เลี้ยงลักษิกาจึงไม่กล้าเคี่ยวเข็ญอะไรกับปรัชญ์มากนัก อีกทั้งตอนนี้ลูกชายก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

“ปรัชญ์ก็เก่งเหมือนกันละครับแม่ ไม่งั้นจะต่อโทจนจบและได้ทำงานในบริษัทชื่อดังของอเมริกาเหรอครับ เพียงแต่ตอนเรียนปรัชญ์ไม่เอาจริงเท่านั้นเอง แล้วนี่แม่ไม่ได้โทร.บอกปรัชญ์เหรอครับว่าหนูเล็กจะกลับมาวันนี้ ทำไมปรัชญ์ถึงยังไม่กลับบ้าน หรือว่าที่ไซต์งานยุ่ง”

“โทร.สิตาปราณต์ โทร.แต่เช้าแล้วรอบหนึ่ง เมื่อกี้ก็โทร.ไปย้ำอีกรอบ พูดไม่กี่คำก็ตัดสายแม่ทิ้ง ถามว่าอยู่ไหนก็ไม่บอก แต่ไม่ได้อยู่ที่ไซต์งานหรอก เพราะแม่โทร.เช็กกับหัวหน้าคนงานแล้ว เฮ้อ...ถ้าไม่อยู่กับผู้หญิงคนไหนสักคนก็คงอยู่บ้านตาตะวันนั่นละ ช่างเถอะอย่าไปสนใจเลยนะหนูเล็ก พ่อคนนี้ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” แม่เลี้ยงลักษิกาหันไปทางลูกสาวบุญธรรมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ตน ธรินดาได้แต่เพียงยิ้มบางๆ เพราะไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าปรัชญ์จะต้องให้ความสำคัญกับการไปการมาของเธอ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็เป็นแบบนี้ ไม่เคยแสดงออกสักครั้งว่าเอ็นดูเธอ หนำซ้ำยังทำท่ารำคาญและตวาดใส่เวลาที่เธอพยายามจะเข้าไปทำดีด้วย เธอจึงไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ขณะเดียวกันตอนนี้คนที่ถูกพูดถึงกำลังนั่งดื่มอยู่กับเพื่อนสนิทที่บ้านของเขา ตะวันหรือรังสิมันต์เป็นทั้งญาติและเพื่อนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก รังสิมันต์เพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อสี่เดือนก่อนและก็เกิดเรื่องร้ายเกิดขึ้น เพราะภรรยาของรังสิมันต์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ รังสิมันต์จึงอยู่ในภาวะของคนซึมเศร้าและโมโหร้าย ซึ่งคนที่คอยรองรับอารมณ์อันน่ากลัวของรังสิมันต์ตอนนี้ก็คือจันทริกาน้องเมียของรังสิมันต์นั่นเอง

ปรัชญ์ลุกไปรับโทรศัพท์ไม่ถึงห้านาทีก็กลับมานั่งลงที่เดิม และรังสิมันต์ก็พอจะเดาได้ว่าคนที่โทร.มาเป็นใคร เมื่อเห็นปรัชญ์มีสีหน้าเซ็งๆ ตอนที่เดินกลับมานั่ง

“ป้าลักษณ์โทร.มาเหรอ”

“อือ…โทร.มาตามให้กลับไปกินข้าวที่บ้าน เมื่อเช้าก็โทร.ทีหนึ่งแล้ว นี่ก็โทร.มาอีก เห็นบอกว่าวันนี้ลูกสาวคนเล็กจะกลับมา อยากให้ฉันกลับไปกินข้าวเย็นด้วย” ปรัชญ์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากสีหน้า

“แล้วทำไมแกไม่กลับ ป้าคงอยากให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”

“ไม่ละ ขาดฉันสักคนคงไม่ถึงกับกลืนข้าวกันไม่ลงละมั้ง”

“ไอ้บ้า! แกนี่มันก็ปากเสียไม่เลิกจริงๆ แขวะได้ไม่เว้นแม้กระทั่งกับแม่ตัวเอง” รังสิมันต์ส่ายหัวนิดๆ กับพฤติกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนของปรัชญ์ในเรื่องชอบงัดข้อกับผู้ป็นแม่ แต่เขาก็ชินกับนิสัยแบบนี้ของเพื่อนสนิทเสียแล้ว เพราะปรัชญ์เป็นคนไม่ยอมคนและไม่ชอบกฎเกณฑ์ใดๆ มาตั้งแต่เด็ก จึงมักมีเรื่องชกต่อยและถูกเชิญผู้ปกครองไปที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำ บางทีก็พ่วงเขาไปด้วย

“ทำไงได้ ขัดใจใครก็ไม่สนุกเท่ากับขัดใจแม่เลี้ยงลักษิกานี่หว่า”

“แกมันไอ้โรคจิต ชอบแกล้งแม่ตัวเอง”

“แล้วแกล่ะ ทำใจได้หรือยังเรื่องเมียแก”

สีหน้าและแววตาของรังสิมันต์เคร่งขรึมลงไปทันทีเมื่อถูกถามเช่นนั้น มือจับแก้วเหล้าสาดลงคอ ก่อนจะเค้นเสียงต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยไฟแค้นที่ยังสุมอก ไม่ว่าเวลาจะค่อยๆ ผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ตาม เขาก็ไม่มีวันลืมเหตุการณ์ร้ายๆ ในวันนั้นได้ง่ายๆ

“ไม่มีทางหรอกปรัชญ์ ฉันไม่ได้เสียแค่เมียแต่ยังเสียลูกด้วย และคนที่ทำให้ฉันสูญเสียก็ต้องเจ็บแบบตายทั้งเป็นพอกัน”

“แกใจเย็นๆ นะ เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง”

มือใหญ่แข็งแรงของปรัชญ์ตบลงบนบ่าของรังสิมันต์เบาๆ เป็นการปลอบใจที่ทำได้ดีที่สุดในเวลานั้น เขาเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียเช่นกัน ตอนที่พ่อเขาจากไปด้วยอุบัติเหตุเขาก็แทบจะคลั่ง เพราะพ่อคือคนที่เขารักมากที่สุด ในขณะที่กับแม่นั้นเขาไม่ค่อยจะลงรอยด้วยสักเท่าไหร่ เพราะแม่ชอบขีดเส้นให้เขาเดิน และเขาก็ต่อต้านด้วยการเดินออกจากเส้นที่แม่ขีดไว้ให้เสมอ

การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงบวกกับการต้องทำรายงานและทบทวนตำราเรียน ทำให้ธรินดานอนดึกเกือบเที่ยงคืนเป็นประจำ ดังนั้นพอกลับมาอยู่บ้านในวันแรกร่างกายจึงยังปรับตัวไม่ได้ เธอเลยต้องพาตัวเองออกมาเดินเล่นในสวนที่จัดตกแต่งได้อย่างสวยงามและกลมกลืนกับธรรมชาติที่อยู่ติดกับตัวบ้านเช่นนี้

แสงไฟนวลตาที่ลอดผ่านโคมสีขาวซึ่งตั้งประดับประดาอยู่ในสวนหย่อม ทำให้บรรยากาศในยามค่ำคืนของคุ้มลักษิกางดงามไม่น้อยไปกว่าตอนกลางวันแต่อย่างใด เท้าเล็กๆ ก้าวย่างไปตามพื้นหญ้าสีเขียวสุดนุ่มเท้า มือทั้งสองไพล่ประสานกันอยู่ด้านหลัง ตามองไปยังดอกลีลาวดีสีขาวที่ตอนนี้กำลังบานสะพรั่งเต็มต้น และส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาพร้อมกับดอกแก้วที่ปลูกอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวน ทำให้ยิ่งอยากดื่มด่ำกับความสวยเย็นตาเย็นใจของธรรมชาตินั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าความรื่นรมย์ของอารมณ์ที่กำลังทอดไปนั้นก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเข้ามาพร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าจากหน้ารถที่สาดเข้ามาปะทะยังเธอเต็มๆ ทำให้ร่างบางซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ต้องยกมือเล็กขึ้นป้องสายตาจากแสงอันเจิดจ้า ซึ่งมีผลกระทบทำให้ตาถึงกับพร่ามัวไปชั่วขณะ

รถคันนั้นจอดยังลานหน้าบ้าน ก่อนที่คนขับจะเปิดประตูลงมา ตาที่ยังพร่ามัวอยู่นิดๆ เพ่งมองไปยังคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถ และเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นเป็นใคร เธอก็รีบขยับไปหลบฉากที่หลังพุ่มกระดุมทองอย่างตกใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ไวเท่ากับสายตาของเขา ร่างสูงสาวเท้ายาวๆ ตามมาทันทีพร้อมกับเอ่ยเสียงดุๆ ขึ้น

“นั่นใคร มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น”

“...”

เงียบไม่มีเสียงตอบใดๆ ธรินดายอมรับว่าตอนนี้หัวใจเต้นแรงโครมครามไปหมดเพราะกลัวเสียงดุๆ นั้นจนไม่กล้าตอบ อีกทั้งไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะได้เจอปรัชญ์ในเวลานี้

“ฉันถามว่าใคร ออกมาซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปลากตัวออกมาเอง”

ปรัชญ์ไม่แค่ขู่แต่ยังขยับเข้าไปใกล้หลังพุ่มไม้เล็กๆ ที่ร่างบางหลบซ่อนอยู่ ทำให้ธรินดาต้องค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากที่กำบังของตัวเองและเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีก

“สวัสดีค่ะคุณปรัชญ์”

มือเล็กยกขึ้นไหว้พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ขณะมองคนที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าอย่างเผลอสำรวจโดยไม่รู้ตัว

ไม่ได้เจอกันหลายปี ปรัชญ์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก หุ่นที่เคยเก้งก้างสมัยวัยรุ่นตอนนี้บึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้าม โดยเฉพาะช่วงหน้าอกและลำขาของเขา แม้จะซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเธอก็เห็นความเป็นผู้ชายหุ่นดีเหล่านั้นโดดเด่นออกมา ผมหยักศกนิดๆ ที่เจ้าตัวปล่อยให้ยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าที่คมคร้ามสะอาดสะอ้านกลับเต็มไปด้วยไรหนวดไรเครา ทำให้เขาดูเซอร์แต่หล่อเข้มมากกว่าเดิม ทว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่สไตล์การแต่งตัวของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าใดนัก ปรัชญ์ยังคงใส่เสื้อยืดแม้จะตัวค่อนข้างใหญ่แต่ก็เห็นซิกซ์แพ็กที่อวดตัวอยู่ใต้เสื้อตัวนั้น ช่วงล่างเป็นกางเกงยีนสีซีด รองเท้าผ้าใบเก่าๆ แต่เป็นยี่ห้อแบรนด์เนมราคาแพง และแม้ว่าเขาจะอยู่ในมาดเซอร์ๆ และแต่งตัวธรรมดาๆ เช่นนี้ ธรินดาก็รู้ดีว่าปรัชญ์ต้องมีผู้หญิงมาติดพันเป็นสิบเป็นร้อยเหมือนเดิมอย่างแน่นอน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel