#####บทที่ 7
“มาอยู่กับฉันเธอก็เปรียบเสมือนคุณหญิงคุณนายคนหนึ่งเลยล่ะที่ไม่ว่าอยากได้อะไรฉันก็จะหามาให้เธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง แล้วเธอก็ไม่ต้องไปทุกข์ทนตกระกำลำบากหาเช้ากินค่ำทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อให้แม่ของเธอไปผลาญในบ่อนพนันและให้น้องสาวต่างแม่ของเธอใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายสิ้นคิด… อย่างน้อยน้อยต่อให้ฉันจะเอาเธอมาเป็นเมียก็จริงแต่ฉันก็ช่วยดึงเธอขึ้นมาจากเหวนรกที่ทำให้อกเธอไม่มาตลอดระยะเวลา 20 ปีไม่ใช่เหรอ ไอ้สิ่งที่เธอคิดว่าแม่พิมพาไม่ใช่แม่แท้แท้ของเธอแต่ก็เลี้ยงดูเธอมาย่อมมีความรักความผูกพันบ้างสักนิด ซึ่งฉันคิดต่างนะเพราะถ้ามันยังหลงเหลือความเป็นคนอยู่ในใจผู้หญิงคนนั้นหน่อยหนึ่งหล่อนจะไม่ผลักใสไล่ส่งแล้วทำกับเธอแบบนี้เด็ดขาดขึ้นฉ่าย”
สิ่งที่อาคมพูดออกมานั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดค้านว่าเป็นเพียงคำกล่าวเท็จได้
เขาพูดถูกทุกอย่าง…
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอคือผู้หญิงของฉันขึ้นฉ่าย ฉันจะดูแลปกป้องเธอแล้วจะไม่มีวันยอมให้ใครมาข่มเหงรังแกเธอได้อีกเพราะคนที่จะทำแบบนั้นได้มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้น” ริมฝีปากอยากได้รูปยังคงตรงเฉียบเช่นเดิมแม้จะแอบกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์เจ้ากลวาบวับแวมแวมโผล่ออกมาให้เห็นยามเธอเผลอเล็กน้อยก็ตาม
“…”
“เธออยากเรียนหนังสือหรือเปล่า? ฉันหมายถึงเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ” อาคมเลิกคิ้วถาม “ฉันน่ะเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมืองใกล้ใกล้เพ้นท์เฮ้าส์แห่งนี้เนี่ยแหละ แล้วฉันก็มีทุนการศึกษาให้สำหรับเด็กที่ยากจนแต่ขยันขันแข็งและมีใจอยากเล่าเรียนศึกษาต่อจนจบชั้นปริญญาตรี ซึ่งมันเป็นทุนควบคู่กับทางมูลนิธิที่เค้าให้มาด้วยถ้าเธอสนใจฉันก็จะส่งชื่อของเธอไปให้ทางมหาวิทยาลัยพิจารณา”
อาคมโกหก มันไม่ได้มีทุนการศึกษาให้สำหรับเด็กยากจนแต่ขยันขันแข็งและมีใจอยากเล่าเรียนศึกษาต่อจนจบชั้นปริญญาตรีซึ่งเป็นทุนควบคู่กับทางมูลนิธิจริงๆหรอก… แต่หากเธอต้องการอาคมก็จะใช้เส้นสายและอำนาจอิทธิพลใหญ่โตของตัวเองยัดขึ้นฉ่ายจนได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนู้นแหละ
เพียงแค่เขาเอ่ยนิดเดียวทุกอย่างก็เป็นอันว่าจบสิ้น…
“มันมีทุนแบบนั้นจริงๆเหรอคะ” หญิงสาวจากที่กำลังร่ำไห้รีบยกฝ่ามือขึ้นมาปาดน้ำตาแบบลวกๆแล้วเอ่ยถามเขาด้วยดวงเนตรสุกใสเป็นประกายระยิบระยับ
“จริงสิ มหาวิทยาลัยนี้น่ะเปิดเรียนช่วงเดือนสิงหาคมนั่นก็คือประมาณเดือนหน้าเนี่ยแหละอีก 10 วัน แต่ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิมันเพิ่งมาถึงเขาก็เลยไล่ตามหาเพชรในตมกันให้ควัก ซึ่งจากที่ฉันดูท่าทีและภายนอกแล้วเธอเองมีคุณสมบัติทุกข้อตามที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการชนะ” อาคมพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังอย่างหนักแน่นเพื่อยืนยันว่าทุกประโยคที่กล่าวออกไปเป็นความสัตย์มิได้พูดปดมดเท็จ
“ฉันสนใจสิคะ ฉันน่ะอยากจะเรียนมหาวิทยาลัย อยากใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนเพื่อนเขาแต่เพียงแค่ฉันไม่มีโอกาส”
“เธออยากเรียนคณะอะไรล่ะ”
“คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นค่ะ ฉันอยากเป็นดีไซเนอร์ อันที่จริงฉันมีสมุดสเก็ตภาพที่ฉันออกแบบชุดต่างๆไว้หลายเล่มมากเลยนะคะ แต่เสียดายมันอยู่ที่บ้านฉันคงไม่ได้กลับไปเอามันแล้วล่ะ” พอพูดถึงประโยคเกือบท้ายสุดใบหน้าสดใสร่าเริงเมื่อครู่ก็ค่อยค่อยๆหุบยิ้มแล้วแปลเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าลง
“งั้นเดี๋ยวฉันจะลองส่งชื่อเธอไปที่ทางมหาวิทยาลัยให้พิจารณาทุนนี้ให้นะ ทุนนี้ดีมากมูลนิธิก็จะจัดสรรจ่ายค่าเล่าเรียนของเธอจนเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีทุกบาททุกสตางค์ไม่ว่าจะเป็นค่าหนังสือ ค่าหุ่น ค่าผ้าแล้วก็ค่าเครื่องแต่งกายต่างๆ เข้าใจง่ายง่ายว่าหน้าที่เธอมีแค่พาร่างกายไปให้ถึงคณะก็เท่านั้น”
“ค่ะ ฉันขอบคุณคุณมากเลยนะคะ” ขึ้นฉ่ายยกมือไหว้เขาในฐานะผู้มีพระคุณ ถึงแม้จะทราบแจ้งแก่ใจดีว่าของฟรีไม่มีในโลก
การที่เขาทำดีกับเธอย่อมมีผลประโยชน์ข้อเสนอแขวงหลังอยู่…
“ไม่เป็นไร”
ผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยเรื่อยแม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวหรือวนเวียนกับเรื่องอย่างว่า แต่… อาคมก็ทำให้ขึ้นฉ่ายรู้สึกอบอุ่นรู้สึกสบายใจทุกครั้งเวลาที่อยู่กับเขา
แม้นไม่เคยรู้เลยว่ามันจะเป็นเพียงความสุขจอมปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อหวังผลตอบแทนอะไรบางอย่างจากเธอหรือเปล่า… แต่เธอไม่ได้คิดถึงส่วนตรงนั้นเธอแคร์และใส่ใจเพียงแค่ทุกทุกอย่างที่เค้าทำให้เธอมาตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับจากมารดาอย่างพิมพามาก่อน
ทั้งสองก็เลยเปรียบเสมือนส่วนเติมเต็มของกันและกัน เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่หล่นหายไประหว่างทางเดินจนในที่สุดก็กลับมาประกบร่างจนสมบูรณ์แบบแล้วทำให้โลกนี้สดใสมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิมเป็นไหนๆ
“ขนมว่างมาแล้วค่ะคุณอาคม” หญิงสาวถือจานแบนแบบกระเบื้องออกมาจากห้องครัวในชุดเสื้อโอเวอร์ไซด์ตัวใหญ่โคร่งกับกางเกงขาสั้นอวดความขาวเนียน
“วันนี้เมนูอะไรอีกล่ะคุณแม่ค้า” อาคมใช้แขนแข็งแรงดึงเรือนร่างบอบบางลงมานั่งบนหน้าตักแกร่งกำยำ แล้วหอมเข้าที่แก้มนุ่มนุ่มฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว “สงสัยที่ฉันเลื่อนหมอตรวจสุขภาพทุกๆครึ่งปีมาตลอดคงจะเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ เพราะหากไปรอบนี้คงได้ถูกไอ้หมอบ่นยกใหญ่แน่แน่ว่าทำไมน้ำตาลในเลือดถึงสูงปรี๊ดขนาดนี้”
“เว่อร์เกินไปแล้วค่ะคุณอาคม”
“ฉันพูดจริงๆดังขึ้นฉ่าย ตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งสัปดาห์เนี่ยเธอก็ทำขนมหวานแทบทุกวันแล้วคนที่ต้องชิมและต้องกินมันคือฉัน… ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปฉันคงต้องทำคาร์ดิโอหรือไม่ก็เข้าฟิตเนสวันละ 1 ชั่วโมงเพื่อเผาผลาญพลังงานแหงๆเลยเพราะไม่งั้นคงได้เดินไม่รอดเป็นตาอ้วนพุงพลุ้ย” อาคมพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อปนกระเซ้าเย้าแหย่หญิงสาวเล่นในชนิดที่ว่าไม่เคยปฏิบัติและแสดงกิริยาเช่นนี้กับใครมาก่อนตั้งแต่จำความได้ “ว่าแต่วันนี้ทำขนมอะไรล่ะ”
“ขนมลูกชุบค่ะ ฉันน่ะอุตส่าห์ตั้งใจปั้นถั่วเหลืองมากเลยนะ” แน่นอนว่าขนมแต่ละชิ้นที่วางเรียงรายอยู่ในจานล้วนมีหน้าตาน่ารับประทานทั้งนั้น
อยู่กับขึ้นฉ่ายอาคมเจริญอาหารจนกระทั่งต้องกลับมาตายรังทุกๆตอนเย็น ทั้งทั้งที่เมื่อก่อนเลือกหากินเอาตามภัตตาคารหรูหรือไม่ก็อาหารสำเร็จรูปใส่ในโครเวฟรอุ่นซัก 5 นาที
“น่ากินเนอะ” อาคมพูดในขณะที่แววตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นกำลังจ้องมองใบหน้างดงามด้วยความหลงใหลและหมายจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
“งั้นก็ต้องกินเยอะเยอะนะคะ” เธอใช้ไม้จิ้มฟันเสียบลูกชุบรูปหนึ่งขึ้นมาเพื่อป้อนเขา
“…” อาคมอ้าปากกว้างแล้วครอบเพื่อรับประทานลูกชุบยาวเหยียดไปจนเกือบถึงข้อนิ้วข้อสุดท้ายของขึ้นฉ่าย “ที่ฉันพูดว่าน่ากินฉันหมายถึงเธอต่างหากล่ะขึ้นฉ่าย”
“…” เธอเงียบสนิท
“เมื่อไหร่เธอจะเมตตาฉันสักที ตั้งแต่ที่เธอมาอยู่กับฉันได้หนึ่งสัปดาห์ฉันก็ไม่เคยมีอะไรกับใครอีกเลยนะเพราะทุกครั้งที่เรียกเด็กเด็กพวกนั้นมาบำเรอหน้าของเธอก็จะลอยมาราวกับเธอทำเสน่ห์ยาแฝดใส่ฉันอย่างนั้นน่ะ เอ๊ะ! หรือเธอจะแอบหยอดใส่ในขนมที่ทำให้ฉันกินทุกๆวันหรือเปล่า” ฝ่ามือร้ายลูบโครงหน้าเรียวรูปไข่ลงมาเชยเชิดปลายคางมนให้แหงนหน้าขึ้นเพื่อเขาได้พิจารณาถี่ถ้วนดูริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มนี้
อาคมรักษาคำสัญญาที่มีให้เธอมาโดยตลอดนั่นก็คือเขาจะไม่บังคับขืนใจหรือแตะต้องเรือนร่างเย้ายวนเรือนร่างนี้ แม้นหลับนอนด้วยกันข้างกายทุกคืน อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือแต่เขากลับต้องกล้ำกลืนฝืนใจอย่างแสนสาหัสที่จะไม่ทำอะไรกระต่ายน้อยซึ่งมันควรจะโดนเสือร้ายอย่างเขาขย้ำตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้ามาในถ้ำ…
แต่เขายังรักษาคำพูดจนกว่าเธอจะเรียกร้องเอง
