บทที่1 บทนำ ย้อนอดีต (มนตร์สะกดท่ามกลางความวุ่นวาย)
บทที่1 บทนำ ย้อนอดีต (มนตร์สะกดท่ามกลางความวุ่นวาย)
“ไค! มึงว่างใช่ไหม” เสียงของเคทดังขึ้นทันทีที่ไคเลอร์กดรับสาย
“ไม่ว่าง” ไคเลอร์ตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด สายตายังคงจับจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กที่เต็มไปด้วยแบบจำลองชิ้นงานวิศวกรรมสำหรับโปรเจกต์ปลายภาค
“กูยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้ทำอะไร”
“ถ้ามึงโทรมาตอนสองทุ่ม แปลว่าต้องมีเรื่องให้ใช้แรงงานกู”
“รู้ทันตลอด” เคทหัวเราะเบา ๆ
“พรุ่งนี้มึงช่วยไปถ่ายรูปน้องสาวกูให้หน่อยดิ๊ ธามมันติดธุระที่บ้านด่วนนะมึง”
“ไม่”
“มึงช่วยคิดสักนิดหนึ่งไอ้ไคล์”
“ก็ไม่อยู่ดี”
“ถือว่ากูขอร้องเถอะว่ะ น้องกูได้เป็นดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งเลยนะเว้ย”
“ยินดีด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องของกู” ไคเลอร์ยังคงปฏิเสธ เขาไม่ใช่คนที่จะยอมทำอะไรแบบนี้ เขาไม่ชอบความวุ่นวาย
“ไอ้ไค” เคทกดเสียงต่ำ รู้สึกความอดทนเริ่มจะหมด
“เสียใจด้วย กูไม่ได้ว่างขนาดนั้น” ไคเลอร์ตอบกลับอย่างไม่แยแสอะไรกับปัญหาของเพื่อน
“มึงจำตอนที่กูต้องทนโดนแม่มึงซักประวัติได้ไหม” เคทเอ่ยช้า ๆ เพื่อเตือนความจำ
“จำตอนที่กูต้องนั่งกินข้าวกับครอบครัวมึงทุกอาทิตย์ได้ไหม”
“แล้วมึงจำตอน...”
“เออ! กูไปก็ได้” คำตอบสั้น ๆ ของไคเลอร์ทำให้ปลายสายยกยิ้มพอใจ
ไคเลอร์ยอมอย่างเสียไม่ได้ นึกถึงตอนที่เคทเคยช่วยแกล้งเป็นแฟนปลอม ๆ เพื่อหลอกแม่ของเขานานเกือบปี แม้มันจะนานแล้วแต่ตอนนั้นเคทก็ต้องอดทนกับอะไรหลายอย่างมากอยู่เหมือนกัน
“ก็แค่นั้น เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นให้ พรุ่งนี้นะมึงห้ามสายเด็ดขาด” เคทพอใจกับคำตอบของไคเลอร์ เธอรีบกดตัดสายทันที กลัวว่าไคเลอร์จะเปลี่ยนใจ
ไคเลอร์ถอนหายใจยาวเหยียดแล้วละมือจากคอมพิวเตอร์ไปหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจเพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนจะต้องไปทำหน้าที่ช่างภาพจำเป็น
ณ. โรงเรียนมัธยมชื่อดัง
ท่ามกลางเสียงกระหึ่มของวงโยธวาทิตและไอร้อนที่ระเหยขึ้นมาจากขอบสนามฟุตบอลของโรงเรียนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก
ไคเลอร์ในชุดเสื้อยืดสีดำสวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ต กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ เดินเข้ามาพร้อมกล้องคู่ใจที่ห้อยอยู่บนคอ ร่างสูงที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร โดดเด่นจนหลายคนหันมอง
ไคเลอร์ยืนแยกตัวออกมาจากฝูงชนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นหางนกยูง ใบหน้าคมคายเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่คมซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดดสีเข้มที่ยิ่งขับให้กลิ่นอายรอบตัวดูนิ่งสนิทและเข้าถึงยาก ท่าทางนิ่ง ๆ ที่ดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใดทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างต้องเหลียวมอง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้เกินความจำเป็น
มือหนาข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างเกี่ยวสายคล้องกล้องราคาแพงเอาไว้หลวมๆ นัยน์ตาคมภายใต้กรอบแว่นกวาดมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความเบื่อหน่าย
ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนสนิทที่บังคับมา ป่านนี้เขาคงนั่งจิบกาแฟอยู่ในห้องแอร์เงียบ ๆ ไปแล้ว
“ไคเลอร์! ทางนี้!”
เสียงแหลมตะโกนเรียกของ ‘เคท’ แหวกฝูงชนเข้ามาพร้อมกับร่างปราดเปรียวที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้าเขา ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดผสมความซาบซึ้งใจอย่างปิดไม่มิด
“กราบขอบพระคุณอย่างสูงที่ยอมมานะมึง กูไม่รู้จะหันไปพึ่งใครแล้วจริง ๆ” เคทยกมือไหว้ปลก ๆ อย่างรู้สึกเกรงใจ เธอรู้ว่าคนอย่างไคเลอร์ไม่ชอบอะไรแบบนี้แล้วนี่ยิ่งแดดร้อน ๆ และคนเยอะแยะแบบนี้ด้วยแล้ว
ไคเลอร์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่ลดแว่นกันแดดลงมาค้างไว้ที่ปลายจมูก โคลงศีรษะเล็กน้อยพลางถอนหายใจยาว สายตาที่มองเพื่อนสนิทเต็มไปด้วยความระอา
“คราวหน้ามึงก็จ้างช่างถ่ายรูปเอาเถอะ ลำบากเพื่อนฉิบหาย” น้ำเสียงของเขาเรียบต่ำ หงุดหงิด แสดงอารมณ์ชัดเจนว่าไม่ค่อยโอเค
“แล้วไหนล่ะ น้องสาวมึง? กูจะได้รีบถ่ายแล้วจะได้รีบกลับ”
“เออน่า มึงก็ทน ๆ หน่อยนะถือว่ากูขอร้อง นู่น! ขบวนพาเหรดเริ่มเคลื่อนแล้ว คนที่เดินนำหน้าสุดน่ะ” เคทชี้มือไปยังลู่วิ่งกลางสนามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สายตาทอดมองน้องสาวด้วยความภาคภูมิใจ
ไคเลอร์พ่นลมหายใจสั้น ๆ ก่อนจะยกกล้องขึ้นแนบดวงตา นิ้วเรียวยาวปรับหมุนวงแหวนโฟกัสอย่างชำนาญ ภาพฝูงชนที่พร่าเลือนค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีนิด จนกระทั่งเลนส์จับโฟกัสเข้าที่ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังเยื้องกรายอยู่กึ่งกลางสนาม
ในวินาทีนั้น นิ้วมือที่กำลังหมุนเลนส์กลับชะงักนิ่งไปโดยอัตโนมัติ
ท่ามกลางแสงแดดจ้า ร่างของ ‘ควีน’ ในชุดดรัมเมเยอร์สีขาวขลิบทองกลับโดดเด่นออกมาราวกับถูกตัดต่อ เส้นผมยาวสลวยถูกรวบตึงเป็นทรงสูงสง่างาม รับกับวงหน้าหวานหมดจดที่แม้จะแต่งแต้มเข้มกว่าปกติ แต่กลับไม่ได้ลดทอนความสดใสตามวัยของเธอลงเลยแม้แต่น้อย
จังหวะที่เธอตวัดไม้คทาขึ้นสูง แสงอาทิตย์ตกกระทบกับโลหะทรงกลมสะท้อนประกายวับวาวส่งให้ดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายระยิบระยับ รอยยิ้มเจิดจ้าที่ส่งตรงมาข้างหน้ามันเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันบริสุทธิ์และทรงพลัง จนสามารถสะกดสายตาของคนทั้งสนามได้ในพริบตา รวมถึงคนที่อยู่หลังเลนส์กล้องนี้ด้วย
ไคเลอร์ชะงักไปชั่วขณะ เสียงรอบตัวเหมือนค่อย ๆ เลือนหาย ไป เหลือเพียงภาพของเธอที่อยู่ตรงหน้าเขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยผ่านช่องมองภาพ โดยไม่รู้ตัวว่าสายตาของตัวเองหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่าทุกครั้ง
แชะ... แชะ...
เสียงกดชัตเตอร์รัวติดต่อกันสองครั้งไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณความรู้สึกที่สั่งการล่วงหน้าสมองไปไกลแล้ว
“เป็นไง... น้องกูสวยใช่ไหมล่ะ?” เคทเอ่ยชมน้องสาวพร้อมขยิบตาให้เพื่อนอย่างภูมิใจ
ไคเลอร์ค่อย ๆ ลดกล้องลงช้า ๆ นัยน์ตาคมกริบที่เคยฉายแววเบื่อหน่าย บัดนี้กลับนิ่งงันและจับจ้องไปยังเด็กสาวที่เพิ่งหันมาระบายยิ้มกว้างพร้อมโบกมือให้เคท เขาเงียบไปอึดใจใหญ่เพื่อสะกดก้อนเนื้อในอกที่เต้นผิดจังหวะให้กลับมาเป็นปกติ
ไคเลอร์กระชับสายกล้องในมือแน่นขึ้น แว่นกันแดดถูกผลักกลับขึ้นไปบดบังสายตาตามเดิม เพื่อซ่อนความหวั่นไหวของสายตาคู่คมไม่ให้ใครจับได้
“ก็งั้น ๆ” ไคเลอร์เอ่ยตอบเสียงเรียบ มุมปากหยักกลับยกขึ้นเพียงนิดจนแทบมองไม่เห็น
“...แต่กล้องกูน่าจะชอบน้องสาวมึงว่ะ”
