5 วิกฤตไลต์ผลิต
เสียงสัญญาณไซเรนสีแดงที่กะพริบถี่ ๆ อยู่เหนือประตูทางเข้าไลน์ผลิตอาหารแช่แข็งแผนก A ไม่ต่างอะไรกับเสียงระเบิดเวลาที่ดังสะท้อนอยู่ในหัวของ ‘ปูน’ ชายหนุ่มในชุดหมีสีกรมท่าเปื้อนคราบน้ำมันจาง ๆ ยืนกัดฟันกรอด สายตาคมกริบจ้องมองหน้าจอแสดงผลของระบบทำความเย็นส่วนกลาง หรือตู้ควบคุมระบบ Chiller ขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ตัวเลขอุณหภูมิกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขัดกับความเย็นที่ควรจะเป็น
“ช่างปูน! อุณหภูมิในห้องแช่เยือกแข็ง (Spiral Freezer) พุ่งขึ้นมาลบสิบสององศาแล้วนะ! มอเตอร์พัดลมคอยล์เย็นไม่ทำงานหรือยังไง!”
เสียงแผดโก่งคอของ ‘พี่สมชาย’ ผู้จัดการฝ่ายผลิตดังแทรกเสียงเครื่องจักรเข้ามา ชายหนุ่มรุ่นใหญ่หน้าตาดำเครียด เดินดิ่งเข้ามาหาปูนพร้อมกับสมุดจดบันทึกยอดการผลิตที่แทบจะถูกม้วนจนหักคามือ
“ผมกำลังไล่เช็กอยู่ครับพี่ชาย ตอนนี้ระบบควบคุมไฟฟ้าแรงสูง (MDB) ที่จ่ายไฟเข้าคอมเพรสเซอร์มันมีปัญหา กระแสไฟมันสวิงจนตู้คอนโทรลตัดการทำงานไปเอง” ปูนอธิบายด้วยน้ำเสียงพยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด ทั้งที่ในใจของเขาตอนนี้ร้อนรุ่มยิ่งกว่าเตาหลอม
“ปูน... พี่ไม่รู้หรอกนะว่าตู้ไฟหรือตู้ไหนมันพัง!” พี่สมชายตบโต๊ะเหล็กหน้าตู้อย่างแรงจนนอตที่วางอยู่สะเทือน “แต่ฝ่ายผลิตต้องการอุณหภูมิต่ำกว่าลบสามสิบห้าองศา! ออร์เดอร์กุ้งแช่แข็งตู้คอนเทนเนอร์ล็อตนี้ต้องส่งออกไปญี่ปุ่นภายในวันมะรืนนี้ ถ้าระบบทำความเย็นใช้การไม่ได้ภายในสองวัน กุ้งพรีเมียมสามสิบตันในห้องนั้นจะละลายกลายเป็นกุ้งเน่า! มูลค่าความเสียหายมันไม่ต่ำกว่าสิบล้านนะเว้ย! ถ้ารวมค่าปรับส่งสินค้าล่าช้าและโดนแบล็กลิสต์จากลูกค้าญี่ปุ่น... โรงงานเราพังแน่!”
คำว่า ‘สิบล้าน’ และ ‘โรงงานพัง’ ลอยมาค้ำคอผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุงวัยยี่สิบหกปีทันที
แรงกดดันจากฝ่ายผลิตมหาศาลจนปูนรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ มาทับอยู่ที่หน้าอก ในฐานะผู้ช่วยฯ หน้าใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งมาไม่กี่เดือน นี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา ถ้าเขาแก้ปัญหานี้ไม่ได้ภายใน 48 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งของเขาที่จะปลิวหายไป แต่ประวัติการทำงานของเขาจะยับเยินจนกู้ไม่กลับ
“ผมขอเวลาสองวัน... ผมจะซ่อมมันให้เสร็จทันเวลาครับพี่ชาย” ปูนรับคำเสียงหนักแน่น แววตามุ่งมั่นทว่าแฝงความตึงเครียด
“สองวันคือเส้นตายนะปูน! วันมะรืนนี้ตอนแปดโมงเช้า ไลน์ผลิตต้องรันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่งั้นแกกับฉันได้โดนเบื้องบนเรียกไปเฉ่งพร้อมกันแน่!” พี่สมชายทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินหน้าเครียดกลับเข้าไลน์ผลิตไป
เมื่อลับสายตาผู้จัดการฝ่ายผลิต ปูนก็แทบจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เหล็ก ตัวเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าสะสม ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมสั้นเกรียนของตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะหันไปหา ‘ช่างโต้ง’ ลูกน้องคนสนิทที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ
“พี่โต้ง... ตกลงมันพังที่จุดไหนแน่ ไล่สายไฟหมดหรือยัง?”
“หัวหน้าครับ... ผมว่าอาการนี้ไม่ได้เป็นที่สายไฟแล้วละครับ น่าจะเป็นที่ตัวMagnetic Contactor (สวิตช์แม่เหล็กไฟฟ้า) ในตู้ MDB หลักมันเสื่อมสภาพจนไหม้ แถมตัวบอร์ดควบคุม Chiller ก็รวนไปด้วย สภาพแบบนี้ลำพังทีมช่างซ่อมบำรุงในโรงงานเราที่มีแค่เครื่องมือพื้นฐาน ซ่อมเองไม่ไหวแน่ครับ อะไหล่เฉพาะทางของตู้ไฟแรงสูงขนาดนี้เราก็ไม่มีสต็อกไว้เลย” ช่างโต้งรายงานตามตรง
ปูนกำหมัดแน่น ของขาด อะไหล่ไม่มี แถมช่างในโรงงานก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกับระบบไฟแรงสูงขนาดนี้ สิ่งเดียวที่จะช่วยชีวิตโรงงานแห่งนี้ได้คือต้องหาบริษัทเซอร์วิสภายนอกที่มีวิศวกรเฉพาะทางเข้ามาด่วน
“บัดซบเอ๊ย... ทำไมต้องมาพังพร้อมกันตอนสัญญาซ่อมบำรุงเก่ากำลังจะหมดพอดีด้วยวะ” ปูนสบถออกมาอย่างหัวเสีย ชายหนุ่มเดินกระสับกระส่ายไปมาในออฟฟิศซ่อมบำรุงอันเงียบเหงา
เขาหันไปมองปฏิทินและแฟ้มข้อมูลบริษัทข้างนอก ตาคมกริบกวาดมองรายชื่อบริษัทต่าง ๆ อย่างใช้ความคิด ครึ่งวันแรกผ่านไปด้วยความพยายามของทีมช่างในโรงงานที่ลองงัดแงะโมดิฟายระบบเพื่อยื้อเวลา แต่อุณหภูมิก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ความเครียดเริ่มกัดกินใจของปูนจนแทบไม่ได้กินข้าวกลางวัน
สองวัน... เส้นตายสิบล้านบาทกุมชะตากรรมของเขาอยู่ ปูนทรุดตัวลงนั่งกุมขมับอยู่บนโต๊ะทำงานท่ามกลางกองพิมพ์เขียวระบบไฟฟ้า เขาพยายามโทรหาซัพพลายเออร์เจ้าอื่นเพื่อหาอะไหล่ด่วน แต่คำตอบที่ได้กลับมามีแต่คำว่า 'ไม่มีของ' หรือ 'ต้องสั่งล่วงหน้าสามวัน' ทั้งสิ้น
ทางตันสนิท... ช่างหนุ่มหมดปัญญาได้แต่นั่งรอคอยปาฏิหาริย์ในห้องทำงานที่อบอ้าวด้วยความหวังที่ริบหรี่ลงไปทุกที
