ตอนที่ 3 พ่อดุ
@เวลาต่อมา
"คนสวยคะ แม่เจียวไข่เสร็จแล้วค่ะมาทานข้าวกัน" เมยาวีเรียกคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอนห้าฟุตติดพื้นรอแม่ทำอาหารเย็นให้ทาน
"คุณพ่อไม่รักน้องมายด์เหรอคะคุณแม่" คำพูดที่ออกจากปากลูกสาวทำเอาเมยาวีชะงักไป จุกในอกเข้าใจในคำถาม และความเป็นแม่อีกนั่นล่ะต้องรีบเคลียร์ความเศร้าให้ลูกสาวทั้งที่ตัวเองเจ็บปวดกว่าลูกมาก
"รัก..สิคะลูก สงสัยคุณพ่อเพิ่งเลิกงานมาเหนื่อยๆ น่ะค่ะ แล้ววันนี้แม่ไม่ได้บอกคุณพ่อก่อนด้วยว่าเราจะไปหา เอาไว้วันหลังเราค่อยไปหาคุณพ่อใหม่นะคะ" เดินไปนั่งลงที่ข้างลูกสาวแล้วปลอบขวัญ เด็กน้อยก็พลิกตัวมากอดแขนแม่เอาไว้
"แต่น้องมายด์ไม่อยากไปเจอคุณพ่อแล้วค่ะคุณแม่" เด็กน้อยเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอ
"ทำไมคะลูก" มือเรียววางลูบบนศีรษะเล็ก เส้นผมเด็กนิ่มราวกับใยไหม "ไหนว่าอยากเจอคุณพ่อไงคะ" เพราะนอกจากเรื่องเงินยอมรับว่าสาเหตุหลักๆ ก็มาจากลูกสาว ปีนี้เมยาดาอายุสี่ขวบแล้ว รู้เรื่องราวมากขึ้นกว่าเก่า ช่างพูดช่างคุย ช่างจดจำเป็นไหนๆ วันนั้นลูกกลับจากโรงเรียนแล้วถามเธอออกมาว่าพ่อหน้าตาเป็นอย่างไร ความเป็นแม่แล้วบอกได้คำเดียวว่าพ่อของลูกหล่อมาก แต่ใครจะไปคิดว่านั่นจะทำให้เมยาดาอยากเจอเขาขึ้นมา ประจวบเหมาะกับเธอได้งานพอดีเลยอยากลองคุยกับเขาดู
"คุณพ่อดุคุณแม่.."
นั่นจึงทำให้เมยาวีชะงักไป คว้าลูกสาวเข้ามากอดแล้วยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนรีบเคลียร์ใจให้ชื้น
"น้องมายด์ไม่อยากไปเจอคุณพ่ออีกแล้วค่ะคุณแม่" เงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ตัวเอง
"โอเคค่ะโอเค งั้นเราจะไม่ไปเจอคุณพ่ออีกนะคะ" ให้คำมั่นสัญญากับลูก ต่อไปเธอจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้วหากว่าลูกยืนยันจะมีแค่เธอคนเดียว เราจะอยู่กันสองคนแม่ลูกแบบนี้ต่อไป
"ฮึกค่ะ"
"ไม่ร้องนะคะคนเก่ง เดี๋ยวไปทานข้าวกันดีกว่าจะได้ทำการบ้าน วันนี้มีการบ้านอะไรบ้างเอ่ย" พยุงลูกลุกขึ้นจากที่นอนแล้วพามานั่งลงที่พื้น เอาโต๊ะญี่ปุ่นขนาดเล็กมากาง ใช้เป็นทั้งโต๊ะทานอาหารและโต๊ะเขียนการบ้านไปในตัว
แล้วเด็กน้อยก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นใสแจ๋วทันที "คุณครูให้เขียนตัวเอฟค่ะ"
"โอเคค่ะ แล้วคุณแม่ต้องจับมือทำมั้ยคะวันนี้"
เด็กน้อยส่ายหัว "น้องมายด์ทำเองได้ค่ะ"
"เก่งที่สุดเลยค่ะลูกสาวแม่ งั้นรอแป๊บหนึ่งแม่ไปเอาข้าวมาให้นะคะ"
"โอเคค่า.."
แล้วเมยาวีก็เดินไปหยิบเอาข้าวไข่เจียวที่มีรวมอยู่ในจานเดียวกันพร้อมช้อนเอามาให้ลูกสาวทาน เมยาดาสามารถทานข้าวเองได้แล้ว
เธอจึงปลีกตัวไปทำงานบ้าง งานโพสต์ขายของออนไลน์กำไรประมาณวันละสามถึงห้าร้อยบาท
ของที่เมยาวีขายเป็นของกิฟต์ชอปน่ารักๆ เรียกได้ว่าเป็นสินค้าสิ้นเปลืองที่น้อยนักในยุคเศรษฐกิจแบบนี้จะมีคนซื้อ
ถ้าไม่ใช่ว่าลูกค้าประจำแล้วก็ถือว่ายาก ก็ตั้งแต่ที่มีเมยาดาอยู่ในท้อง จากนั้นเธอลาลูกเพจไปคลอด เวลาลูกหลับก็มานั่งทำงานต่อ ให้ใช้เงินเก็บเพียงอย่างเดียวกลัวว่าสักวันจะหมดไป
ค่าใช้จ่ายเริ่มมาหนักขึ้นเมื่อตอนที่เธอต้องเปลี่ยนเป็นนมเสริมให้ลูกเพราะเขาโตแล้ว และเด็กน้อยเริ่มกินอาหารที่หลากหลายได้แล้ว รู้จักขนมนมเนย ทำให้รายได้ที่ได้รับเริ่มสวนทางกับรายจ่าย
เงินเก็บที่มีสลับกับเงินที่ได้มาใหม่ใช้ไปเรื่อยๆ จวนจะหมด เฮือกสุดท้ายเธอเหลือเงินสดในกระเป๋าเพียงหนึ่งหมื่นบาท ในเวลานี้ใบหน้าพ่อของลูกจึงลอยมา
ห้าปีที่เธอเลี้ยงลูกมาโดยลำพัง เธอไม่เคยอยากให้เขามารับผิดชอบตั้งแต่แรก ไม่อยากให้เขามองว่าเธอจ้องจับจึงได้ก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว
แต่ในวันนี้มันไม่ไหว เธอไม่สามารถทำแต่งานออนไลน์ที่ให้ค่าตอบแทนน้อยได้ ทว่ารายจ่ายเพิ่มมากขึ้นทุกวันในเมื่อยังต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ไหนจะค่ากิจกรรมของทางโรงเรียนลูกที่เสริมขึ้นมา ถึงจะเรียนโรงเรียนรัฐบาล แต่ก็มีส่วนต่างในเรื่องอื่น ซึ่งลำพังรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาทมันไม่เพียงพอต่อชีวิตสองแม่ลูก
มาวันนี้เธอได้งานจากผับแห่งหนึ่งที่ลองไปสมัครดู ด้วยความที่เธอเคยมีประสบการณ์มาก่อนและรูปร่างยังได้อยู่ ทำให้เขาตอบรับเธอโดยง่าย เหลือแค่รอนัดวันเริ่มงาน
เรียกได้ว่าช่วงตั้งท้องเธอออกแค่ท้องจริงๆ น้ำหนักลงลูกทั้งหมด พอคลอดแล้วหุ่นจึงกลับมาเป็นปกติใช้เวลาไม่นาน หน้าตาเธอก็ถือว่าผ่าน อายุเธอเพียงยี่สิบสามปีเท่านั้น
จึงอยากขอให้พ่อของลูกช่วยดูแลแกในยามที่เธอไปทำงาน ให้อยู่เป็นเพื่อนน้องมายด์ ให้ลูกได้มีช่วงเวลากับพ่อตัวเองบ้างอย่างที่เด็กน้อยหวัง
ด้วยความเลี้ยงลูกคนเดียวมันยากมากที่เธอจะหางานทำ และต้องเป็นงานที่เข้าทำตอนแปดโมงเช้าแล้วเลิกก่อนสี่โมงเย็นทุกวัน เพราะฉะนั้นงานในผับยังเป็นที่ต้องการสำหรับเธอเสมอ
เธอขอแค่ตั้งตัวได้ เพราะรายได้จากผับคืนหนึ่งคงไม่ต่ำกว่าวันละหนึ่งพันบาท หากเธอกลับมามีเงินก้อนอีกครั้งก็จะไม่รบกวนเขาแล้ว
เธอมีความฝันอยากเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ด้วยความที่ทำเป็น กะเอาไว้ว่าหากมีลูกค้าประจำ หรือได้ทำส่งตามสถานที่ต่างๆ เธอจะมีเวลาทั้งทำงานและไปส่งลูกที่โรงเรียน มีเวลาไปรับแกกลับบ้านในทุกวัน
ด้วยความที่เป็นห้องเช่าราคาถูกจึงทำให้เสียงพูดคุยเล็ดลอดออกมาโดยง่าย ถ้อยคำจากสองแม่ลูกที่เปล่งออกมาจากในห้องพัก ทำให้คนที่ตามมาดูเงียบๆ อย่างอคิราห์เริ่มหวั่นใจ ได้ยินดังนั้นค่อยๆ พิงแผ่นหลังไปกับผนังห้องถอนหายใจออกมาแรงๆ
เขาได้ยินทุกอย่าง แม้กระทั่งเด็กน้อยคนนั้นเรียกเขาว่าพ่อ พยายามคิดว่าไม่ใช่ แต่ในเมื่อคนทั้งสองกลับมาถึงที่ห้องแล้วยังต้องมีอะไรให้เด็กตัวเล็กๆ แค่นั้นเรียกเขาว่าพ่อได้อีกถ้าคนเป็นแม่ไม่ทำให้แกปักใจเชื่อจริงๆ
แล้วยิ่งตอนที่เขาได้มองสบตาครั้งแรก ใจของเขาสั่นไหวไปแล้ว แต่เขาก็พยายามบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ในเมื่อเขาไม่ได้เตรียมตัวเรื่องนี้มาก่อน
แต่พอเห็นหยาดน้ำตาเต็มป้อของเด็กน้อยคนนั้นราวกับผิดหวังสุดๆ ทำให้เขาไม่อาจพาตัวเองขึ้นห้องไปพักผ่อนอย่างสบายใจแล้วเลือกขับรถตามมาอย่างเงียบๆ แทน
เมื่อบอกใจตัวเองได้แล้วว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ดีทำให้เขาเลือกที่จะเคาะประตู ไม่นานคนด้านในก็เปิดออกมา
"คุณ!" เมยาวีตกใจไม่คิดว่าเขาจะตามเธอมาถึงที่นี่
"ถ้าเธอบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของฉันจริงๆ พรุ่งนี้เราไปเจอกันที่โรงพยาบาลHตอนแปดโมงเช้าแล้วไปตรวจดีเอ็นเอกัน" บอกเสร็จจึงเดินจากมา หางตาเขาดันไปสบกับเด็กน้อยที่มองมานิ่งๆ แวบหนึ่ง
ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขาจริงๆ เขาคงไม่ใช่แค่มองผิวเผินอย่างเช่นวันนี้ เพราะเขาคงไม่ใจดำปล่อยให้ลูกมาตกระกำลำบากแล้วตัวเองมัวสุขสบาย เขาไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น เขาแค่ต้องการความแน่ชัดบางอย่างก็เท่านั้นเอง
