บทที่ 7
ลู่เหยียนซินมองเห็นประกายความโกรธเสี้ยวหนึ่งในแววตาของเขา นางรีบลุกขึ้นและรีบพูดอย่างเอาใจว่า
"รู้แล้วๆ ท่านอ๋องไปพักผ่อนเถอะเพคะหม่อมฉันจะกลับเข้าข้างในแล้ว"
"ข้าก็ไม่ได้อยากจะอยู่นานเสียหน่อย"
พูดจบก็รีบก้าวท้าวเดินออกจากเรือนซินหยางมุ่งสู่เรือนใหญ่ทันที นางเบ้ปากให้กับกิริยาที่ดูเหมือนจะถือตัวของเขา
"เป็นอะไรของเขาทำเหมือนข้าอยากเข้าใกล้นักล่ะ”
หญิงสาวทำท่าทางล้อเลียนจนลืมไปว่าชิงอีกับลี่ถิงยังคงยืนอยู่ตรงนี้
“อะ เอ่อ” ลู่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบหยิบเอาแตงโมที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ในจานส่งให้ชิงอี
“เจ้าเอาไปกินดูสิหวานฉ่ำอย่าบอกใครเลยล่ะ”
“ให้ข้าน้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่มียาพิษหรอกน่าเจ้าวางใจได้ลี่ถิงก็กินบ่อยจริงหรือไม่” ท้ายประโยคนางหันไปมองสาวใช้ของตน ลี่ถิงพยักหน้าพลางยิ้มอย่างใสซื่อเป็นการยืนยันว่าผลไม้ตรงหน้าเขานั้นกินได้
“ขอบคุณพระชายาข้าน้อยทราบซึ้งน้ำใจของท่านมากพ่ะย่ะค่ะ”
“คำพูดหวานหูพวกนี้ไปได้มากจากไหนกันตรงข้ามกับเจ้านายของเจ้าเสียจริง”
“คะ คือว่า”
“ช่างมันเถอะถือเสียว่าไม่ได้ยินที่ข้าพูด เอาล่ะลี่ถิงไปกันเถอะข้าอยากอาบน้ำแล้วเหนื่อยจะแย่"
"เพคะพระชายา"
ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในเรือนทิ้งไว้เพียงชิงอีที่ทำหน้างุนงงกับคำพูดของลู่เหยียนซินและที่สำคัญสาวใช้ของนางก็ดูจะฟังเข้าใจอีกด้วย
‘พระชายาดูเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย’
วันรุ่งขึ้นลู่เหยียนซินถูกปลุกให้ไปอาบน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงสาวเหมือนคนที่นอนยังไม่เต็มตื่นดวงตายังคงปิดสนิทอีกทั้งริมฝีปากเรียวบางนั้นก็ยังคงหาวหวอดๆ ออกมาอย่างไม่เอียงอายเลยแม้เพียงนิด
“ลี่ถิงข้าต้องแต่งตัวเช้าถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“เตรียมตัวไว้เพคะพระชายา ท่านยังต้องกินอาหารก่อนเข้าวังอีกหากว่าท่านอ๋องต้องคอยนานเกรงว่าอาจจะถูกทำโทษอีก”
“ทำโทษๆ อะไรก็ทำโทษอยู่นั่นล่ะชีวิตของเขาตึงเกินไปหรือไม่นะ”
“พูดอะไรเพคะ ลุกขึ้นได้แล้ว”
“รู้แล้วน่า”
หญิงสาวอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตามสาวใช้คนสนิทอยู่ดี
ทางด้านเรือนฉางหมิงเมื่อเห็นว่าจวนจะสายแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นว่านางออกมาจากเรือนเสียที อ๋องฉินที่กำลังจะสั่งให้ชิงอีไปเรียกนางในเวลาไล่เลี่ยกันลู่เหยียนซินก็เดินออกมาพอดี
นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูหวานปักลวดลายดอกไม้สวยงามขับสีผิวขาวเนียนใส ที่เอวยังคาดเครื่องประดับสีเดียวกันทำให้เอวระหงยิ่งดูอรชรมากขึ้นดูอ่อนช้อยน่าหลงใหล มวยผมที่เกล้าขึ้นยังมีที่ปักผมรูปหางหงส์หยกดิ้นทองประดับอยู่เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ หวานใส แก้มแดงระเรื่อเมื่อโดนแสงแดดกลับสว่างใสมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที
“ไปกันได้หรือยังข้ามีงานต้องกลับมาทำต่อนะ”
“?”
‘เป็นเขาที่รอนางนานไม่ใช่หรืออย่างไรกัน นางมาช้ายังจะกล้าบ่นอีก’
อ๋องฉินส่ายหัวให้นางก่อนจะเดินนำหน้าไปยังหน้าประตูจวน ลู่เหยียนซินที่เดินตามออกมาก็หันซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นจะมีรถม้าอยู่เลยสักคัน
‘ไหนบอกว่ารีบ รถม้าสักคันก็ไม่เห็นจะเตรียมเอาไว้แล้วจะมาเร่งนางทำไมกัน’
ลู่เหยียนซินที่มัวแต่ชะเง้อคอมองหารถม้าอยู่นั้นไม่ทันได้สังเกตว่าชิงอีกำลังจูงอาชาประจำกายของอ๋องฉินมาทางด้านหลัง อ๋องฉินกระโดดขึ้นม้าพร้อมทั้งเอี้ยวตัวไปคว้าเอวบางของนางขึ้นมานั่งซ้อนด้านหน้าของตนเองด้วยความรวดเร็ว
“ว๊าย! ท่านจะทำอะไร”
ลู่เหยียนซินตื่นตะหนกตกใจเป็นอย่างมาก อยู่ๆ อ๋องบ้าผู้นี้ก็คว้าเอวนางขึ้นบนหลังม้าไม่บอกกล่าวอะไรสักคำ หัวใจจะวาย
“อยู่นิ่งๆ อยากตกม้าตายหรืออย่างไร”
“ข้านึกว่าพวกเราจะนั่งรถม้าไปเสียอีก”
“รถม้าช้าไปข้ารอเจ้าแต่งตัวนานจนเกินเวลาแล้ว ฝ่าบาทกับฮองเฮาจะรอนาน”
“แล้วเหตุใดท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า”
อ๋องฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายออกแรงส่งควบม้าไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด
คนทั้งคู่นั่งอยู่บนหลังม้าไร้การสนทนากันแผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกแกร่งของเขา ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดข้างพวงแก้มของนาง
- - - - - - -
เชิงอรรถ
[1] 1 หมู่ = 666 ตารางเมตร
