บทที่ 5
บรรยากาศในคฤหาสน์คืนนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ววิสกี้ดังกังวานอยู่ในห้องโถงมืดสลัว อธิป นั่งรออยู่บนโซฟาตัวยาว ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันแฝงความหงุดหงิด หลังจากส่งมินตราแล้ว เขานั่งทบทวนตัวเองต่อการปล่อยให้มินตราผู้แสนดีต้องเสียใจ เพราะเขาจัดการเรื่องที่ค้างคาไม่จบ มันเลยระคายสมองอยู่แบบนี้
เสียงประตูที่เปิดออกทำลายความเงียบสงัดของคฤหาสน์ นิริน ก้าวเข้ามาในโถงบ้านท่ามกลางแสงไฟที่สลัว ร่างระหงเดินอย่างไม่สนใจสิ่งใด ไม่กระทั่งชายตามองชายหนุ่มที่นั่งดื่มอยู่ จังหวะที่จะเดินผ่านไปนั้นเอง เสียงน้ำแข็งที่แกว่งกระทบแก้ววิสกี้ก็หยุดลง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของอธิปที่ลุกขึ้นจากโซฟา เดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยย่างก้าวที่ดูคุกคาม กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เธอบอกได้ทันทีว่าเขาดื่มมาหนักแค่ไหน
"ไปไหนมา" เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้
"คุยงานค่ะ"
นิรินตอบสั้นๆ และพยายามจะเดินเลี่ยงขึ้นบันได แต่อธิปกลับคว้าต้นแขนเธอไว้ กระชากดึงเข้าหาตัวเอง จนตัวของเธอแนบชิดกับอกแกร่งของเขา
"คุยงานหรือไปอ่อยไอ้ธันวามันกันแน่"
อธิปกระซิบชิดใบหู มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามเอวบางอย่างถือดี เขาต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบ ใช่แล้ว คือกำราบนิรินให้อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเหมือนก่อน ไม่ให้ออกไปทำเรื่องที่ชวนหงุดหงิดได้อีก บางทีการให้ความหวานกับเธอบ้าง ก็อาจทำให้เรื่องมันกลับมาง่ายขึ้น แค่เรื่องง่ายๆ ในคืนหนึ่งเท่านั้น
อธิปเชื่อมั่นว่านิรินจะใจสั่นเหมือนทุกครั้ง เพราะที่ผ่านมา เพียงแค่เขาสะกิด เธอก็พร้อมจะทอดกายให้เขาอย่างถวายหัวยินดีจนเก็บไว้ไม่อยู่ เที่ยวเฝ้ารอเลยด้วยซ้ำ
"ไม่ต้องแกล้งทำเป็นเล่นตัวหรอกริน ฉันรู้ว่าเธอโหยหาสัมผัสจากฉันใจจะขาด"
ชายหนุ่มกดจมูกลงที่ซอกคอหอมกรุ่น เตรียมจะมอบบทรักที่เขาคิดว่าเธอโหยหา เพื่อกำราบพยศผู้หญิงที่เริ่มจะควบคุมยากคนนี้
อธิปขยับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนนิรินแทบจะจมหายไปกับแผ่นอกกว้าง เขาสูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมละมุนเคล้ากลิ่นน้ำหอมหรูที่เหมาะสมกับเธอ ความเงียบและแสงไฟสลัวในคฤหาสน์ยิ่งทำให้เขาย่ามใจ มือหนาที่ซุกซนเริ่มเลื่อนต่ำลงมายังสะโพกมน บีบเคล้นอย่างถือดีในสิทธิ์ที่เขาเชื่อว่าตัวเองยังถือครองอยู่เต็มเปี่ยม
ตลอดการสัมผัส นิรินนิ่งค้างอยู่ในอ้อมแขนใหญ่ อธิปกลับตีความว่านั่นคือความเคลิบเคลิ้ม
"ทำไม มือสั่นเลยเหรอ"
เขาพึมพำชิดผิวเนื้ออ่อนบริเวณต้นคอ พลางขบเม้มเบาๆ อย่างหยั่งเชิง ยอมรับว่าตัวเขาก็เริ่มร้อนกรุ่นต่อกายสาวหอมหวานนี้เช่นกัน
"ที่ผ่านมาฉันละเลยเธอไปหน่อย แต่คืนนี้ฉันจะ 'ชดเชย' ให้จนเธอลุกไปทำงานไม่ได้เลยล่ะ"
ความลำพองใจทำให้อธิปไม่ได้สังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของนิริน มันไม่ใช่แววตาของหญิงสาวที่ขัดเขิน แต่มันคือความชิงชังที่เข้มข้นจนเกือบจะเป็นความสะอิดสะเอียน ดวงตาคู่สวยหลับตาลงนิ่งๆ สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อสะกดอารมณ์คลื่นไส้ที่พลุ่งพล่านขึ้นมา เมื่อสัมผัสถึงกลิ่นเหล้าผสมกับกลิ่นไออุ่นจากตัวผู้ชายที่เคยทำร้ายหัวใจเธอจนตายไปครั้งหนึ่ง
ภาพค่ำคืนสุดท้ายของลมหายใจฉายในเปลือกตาเธอ
“ว่าง่ายแบบนี้แหละ ดีแล้ว”
อธิปเห็นเธอไม่ขัดขืน จึงยิ้มย่ามใจก่อนจะค่อยๆ จับปลายคางมนเชิดขึ้น เขาก้มลงหวังจะปิดปากอิ่มที่มักจะใช้เถียงเขาในช่วงหลัง ด้วยจุมพิตที่เขาเชื่อว่าเป็น ‘รางวัล’ ชั้นเลิศ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะสัมผัสลงมา นิรินก็ลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้นวาวโรจน์และเย็นเยียบจนอธิปชะงักงัน
"รู้ไหมคะคุณอธิป"
นิรินเอ่ยเสียงเรียบ ต่ำ และนิ่งสงบจนน่าขนลุก
"เมื่อก่อนฉันอาจจะเคยโง่จนนึกว่าสัมผัสของคุณคือสวรรค์ แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่คุณแตะต้องตัวฉัน ฉันกลับรู้สึกเหมือนถูกเข็มสกปรกทิ่มลงบนผิวหนัง"
อธิปขมวดคิ้ว มือที่กุมเอวเธออยู่ขยับรัดแน่นขึ้นด้วยความไม่พอใจ
"นิริน! อย่ามาเล่นสงครามประสาทกับฉัน"
"ฉันไม่ได้เล่นค่ะ ฉันกำลังพูดเรื่องจริง" นิรินเหยียดยิ้มเย็น ยิ้มที่แสดงถึงความรู้สึกดั่งที่พูดออกมา พลางใช้มือเรียวค่อยๆ แกะมือหนาออกจากเอวทีละนิ้วอย่างใจเย็น
"เก็บความกระสันของคุณไว้เถอะค่ะ เพราะต่อให้คุณจะเปลือยกายอ้อนวอนตรงหน้าฉันในตอนนี้ ฉันก็ไม่มีวัน 'โหยหา' อะไรจากคุณอีก นอกจากอิสรภาพที่จะไปให้พ้นจากที่นี่!"
เธอจ้องตาเขาอย่างท้าทาย ไร้ซึ่งความกลัว ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ ไร้ซึ่งความรักล้นปริ่มที่เขาเคยรู้จัก
