บทที่ 5 : องครักษ์ปีศาจในคราบคนตาบอด
บทที่ 5 : องครักษ์ปีศาจในคราบคนตาบอด
เช้าวันรุ่งขึ้น ตรอกฉางเล่อที่เคยเงียบเหงากลับคึกคักผิดหูผิดตา
ข่าวลือเรื่อง "สบู่หยกขาว" ที่ใช้แล้วผิวนุ่มหอมฟุ้งแพร่กระจายไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสาวใช้และแม่บ้านที่ต้องซักล้างเป็นประจำ หน้าร้านค้าเก่าซอมซ่อของจั๋วชิงเหยาจึงมีลูกค้ามายืนต่อแถวรอตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันขัน
"ใจเย็นๆ เจ้าค่ะ! ทุกคนได้ของแน่นอน เข้าแถวให้เป็นระเบียบนะเจ้าคะ!"
เสี่ยวเถาตะโกนจนเสียงแหบเสียงแห้ง เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก แต่มือก็ยังหยิบกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ลูกค้าและรับเงินมือเป็นระวิง ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นตะกร้าเงินเริ่มเต็ม
จั๋วชิงเหยายืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง คอยสังเกตการณ์และจดบันทึกยอดขายลงในสมุดบัญชี มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
‘กระแสตอบรับดีกว่าที่คิด Lot แรก 500 ชิ้นคงหมดก่อนเที่ยง ต้องเร่งผลิตเพิ่ม... และต้องเตรียมขยายไลน์สินค้าเป็นแชมพูสระผมกับครีมทาหน้า’
ที่มุมห้องด้านใน เฮ่อเหลียนเจิงนั่งนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ฟังเสียงความวุ่นวายภายนอกด้วยความสงบ เขาไม่ได้ออกไปช่วยขายของเพราะดวงตาที่มองไม่เห็นอาจจะเป็นภาระ แต่เขาก็รับหน้าที่สำคัญคือการ "ฟัง"
ประสาทสัมผัสของเขาตื่นตัวเต็มที่ แยกแยะเสียงฝีเท้าลูกค้า เสียงเหรียญกระทบกัน และ... เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินตรงดิ่งมาด้วยเจตนาไม่ดี
"หลีกไป! หลีกไปให้หมด!"
เสียงตะโกนหยาบคายดังขึ้นที่หน้าร้าน พร้อมกับร่างชายฉกรรจ์สามสี่คนในชุดนักเลงหัวไม้ แหวกฝูงชนเข้ามา ชนลูกค้าที่เป็นหญิงสาวจนล้มระเนระนาด
"ว้าย!" "พวกเจ้าเป็นใครกัน! ไร้มารยาทสิ้นดี!"
หนึ่งในนักเลงที่มีรอยบากที่หน้าแยกเขี้ยวข่มขู่ "หุบปาก! วันนี้ข้ามาคิดบัญชีกับร้านหน้าเลือดนี่!"
จั๋วชิงเหยาหุบสมุดบัญชีลงทันที ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย นางเดินออกมาเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเลงอย่างไม่เกรงกลัว
"ร้านข้าค้าขายสุจริต ไม่ทราบว่าไปโกงท่านตั้งแต่เมื่อใด?"
"สุจริตกับผีน่ะสิ!" นักเลงรอยบากตะคอก พลางโยนกระบอกไม้ไผ่ที่แตกหักลงบนพื้น "สบู่ของเจ้าทำเมียข้าหน้าแหก! ผื่นขึ้นเต็มตัว คันคะเยอไปหมด ไหนคุยโวว่าเป็นสูตรลับสมุนไพร นี่มันยาพิษชัดๆ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ลูกค้า บางคนเริ่มลังเลและมองสินค้าในมือด้วยความหวาดระแวง
จั๋วชิงเหยาเหลือบมองกระบอกไม้ไผ่บนพื้นแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นแผนใส่ร้าย "พี่ชาย... สบู่ของข้าเพิ่งวางขายเมื่อวาน และสบู่สูตรนี้เน้นซักผ้าและถูตัว หากเมียท่านเอาไปล้างหน้าจนแพ้ ก็น่าแปลกใจนัก... อีกอย่าง กระบอกไม้ไผ่นั่น เนื้อไม้สียังสดใหม่ ไม่ใช่ไม้ไผ่รมควันที่ร้านข้าใช้... ท่านไปซื้อของปลอมมาจากที่ใดหรือเปล่า?"
คำพูดที่ฉะฉานและจับผิดได้อย่างแม่นยำทำให้นักเลงรอยบากหน้าเสียไปชั่ววูบ แต่เขาก็รีบกลบเกลื่อนด้วยความกักขฬะ
"อย่ามาเล่นลิ้นนังตัวดี! หลักฐานคาตาขนาดนี้ เจ้าต้องชดใช้! จ่ายค่าเสียหายมา 50 ตำลึงทอง ไม่อย่างนั้นข้าจะพังร้านเจ้าให้ราบ!"
"50 ตำลึงทอง?" จั๋วชิงเหยาแค่นหัวเราะ "ปล้นกันกลางวันแสกๆ เลยหรือ... ข้าไม่จ่าย และถ้าพวกท่านยังไม่ไสหัวไป ข้าจะแจ้งทางการ!"
"แจ้งทางการงั้นรึ? ฮ่าๆๆ รู้ไหมว่าพี่ชายข้าเป็นใคร!" นักเลงหัวเราะร่า ก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้อง "เฮ้ย! พังร้านมัน! สั่งสอนนังแม่ม่ายปากดีนี่ซะ!"
"หยุดนะ!" เสี่ยวเถาถลามาร่างมาขวางหน้านายหญิงด้วยความกลัว แต่ก็ถูกลูกน้องนักเลงผลักจนกระเด็นไปกระแทกผนัง
"โอ๊ย!"
"เสี่ยวเถา!" จั๋วชิงเหยาร้องเสียงหลง ความโกรธพุ่งพล่าน นางคว้าไม้กวาดข้างตัวเงื้อขึ้นสู้ "พวกสารเลว! อย่าเข้ามานะ!"
นักเลงรอยบากแสยะยิ้มหื่นกาม "ฤทธิ์เยอะนักนะแม่คุณ หน้าตาก็สวย มาเป็นเมียข้าขัดดอกดีกว่ามั้ง!"
มือหยาบกร้านพุ่งเข้ามาจะคว้าข้อมือจั๋วชิงเหยา นางเบี่ยงตัวหลบได้หวุดหวิดแต่ก็เสียหลักเซถลา
ในวินาทีที่ฝ่ามือของนักเลงกำลังจะฟาดลงบนใบหน้านางนั้นเอง...
ฟึ่บ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางหน้าจั๋วชิงเหยาด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน
หมับ!
มือแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าข้อมือของนักเลงรอยบากเอาไว้กลางอากาศ หยุดการโจมตีได้อย่างชะงัด
"ใคร... ใครวะ!" นักเลงรอยบากพยายามดึงมือกลับแต่ไม่เป็นผล ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหินผา
ผู้ที่ยืนขวางอยู่คือชายหนุ่มร่างสูงในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นปิดสนิท มีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะบางส่วน แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างเขากลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก
"รังแกสตรี... ช่างน่าไม่อาย"
เสียงทุ้มต่ำของเฮ่อเหลียนเจิงดังขึ้น เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
"ไอ้บอดนี่! อยากตายรึไง!" นักเลงอีกสองคนเห็นท่าไม่ดี รีบชักมีดสั้นออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เฮ่อเหลียนเจิงพร้อมกัน
"อาเจิงระวัง!" จั๋วชิงเหยากรีดร้อง
แต่สำหรับแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ แม้ดวงตามองไม่เห็น แต่ประสาทหูของเขาจับทิศทางของคมมีดได้แม่นยำยิ่งกว่าตาเห็น
เฮ่อเหลียนเจิงไม่ขยับเท้าแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เอียงศีรษะหลบคมมีดแรกอย่างฉิวเฉียด แล้วใช้สันมือกระแทกเข้าที่ข้อมือของนักเลงคนนั้นจนมีดร่วงหล่น
กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อมือหักดังลั่นพร้อมเสียงร้องโหยหวน
ในจังหวะเดียวกัน เขาหมุนตัวใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของนักเลงคนที่สอง ร่างนั้นลอยกระเด็นไปกระแทกแผงขายของจนพังยับ
เร็ว! แรง! และแม่นยำ!
นักเลงรอยบากที่ถูกจับข้อมืออยู่หน้าซีดเผือด ขาสั่นพับๆ "จะ... เจ้าเป็นใคร! ปล่อยข้านะ!"
เฮ่อเหลียนเจิงบิดข้อมืออีกฝ่ายเบาๆ จนร่างนั้นบิดเร่าลงไปคุกเข่ากับพื้น เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูนักเลงด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจยมทูต
"กลับไปบอกเจ้านายของเจ้า... ว่าอย่าได้มาระรานที่นี่อีก มิเช่นนั้น ครั้งหน้าสิ่งที่หักจะไม่ใช่แค่ข้อมือ... แต่จะเป็นคอของเจ้า"
ผลั่ก!
เขาสะบัดมือนั้นทิ้งราวกับขยะ นักเลงรอยบากกระเสือกกระสนลุกขึ้น วิ่งหนีหางจุกตูดไปพร้อมกับลูกสมุน ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องของชาวบ้านที่มุงดู
เฮ่อเหลียนเจิงยืนนิ่งอยู่กลางร้าน ลมหายใจหอบเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี เขายกมือขึ้นคลำทาง "เถ้าแก่เเนี๊ยะ... ท่านปลอดภัยหรือไม่?"
จั๋วชิงเหยายืนตะลึงงัน นางมองแผ่นหลังกว้างของลูกจ้างตาบอดด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงเฝ้าบ้าน... นี่มัน 'ราชสีห์' ชัดๆ!
นางรีบวิ่งเข้าไปพยุงเขา "ข้าไม่เป็นไร... แต่เจ้านั่นแหละ แผลฉีกหรือเปล่า? ทำไมถึงทำอะไรบ้าบิ่นแบบนี้!"
เฮ่อเหลียนเจิงชะงักเมื่อสัมผัสถึงมือเล็กที่จับแขนเขาไว้ด้วยความเป็นห่วง ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านในอก
"ข้ากินข้าวของท่าน รับเงินของท่าน... ปกป้องท่านคือหน้าที่ของข้า" เขาตอบเสียงเบา แกล้งทำเป็นเจ็บแผลนิดหน่อยเพื่ออ้อนขอคะแนนสงสาร (สัญชาตญาณเจ้าเล่ห์เริ่มทำงาน)
จั๋วชิงเหยาถอนหายใจ พลางพยุงเขาไปนั่งพัก "เก่งมากอาเจิง... ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นวรยุทธ์ด้วย ดูท่าข้าจะเก็บของดีได้จริงๆ เสียแล้ว"
นางหันไปมองข้าวของที่เสียหาย เสี่ยวเถาที่ฟกช้ำ และลูกค้าที่เริ่มทยอยกลับมา
"เอาล่ะ!" จั๋วชิงเหยาประกาศก้อง "วันนี้ร้านปิดครึ่งวันเพื่อซ่อมแซม! พรุ่งนี้เปิดใหม่ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ 'ปลอบขวัญ' ลดราคา 50%!"
แม้ปากจะบอกว่าลดราคา แต่ในสมองของจั๋วชิงเหยากำลังคำนวณอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์วันนี้... ศัตรูเปิดเผยตัวตนแล้ว ตระกูลหวังสินะ? แต่ขอบคุณที่ส่งนักเลงมา... เพราะมันทำให้สบู่ข้าดังยิ่งกว่าเดิม แถมยังได้เห็น 'บอดี้การ์ดส่วนตัว' แสดงฝีมือโชว์สาวอีกต่างหาก
นางมองเฮ่อเหลียนเจิงที่นั่งนิ่งให้เสี่ยวเถาทำแผล รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม
"อาเจิง... เย็นนี้ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า เรื่อง 'สัญญาจ้าง' ฉบับใหม่... ข้าว่าเราต้องคุยกันยาวแน่ๆ"
ในมุมมืดของจิตใจจั๋วชิงเหยา... แผนการใช้งานท่านแม่ทัพ (ที่นางยังไม่รู้ว่าเป็นแม่ทัพ) ให้คุ้มค่าตัว กำลังจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น!
