บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3

ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาจวนอู่อันโหวจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา ไอแดดร้อนระอุทำให้แมกไม้ในสวนเหี่ยวเฉาลงเล็กน้อย แม้แต่เสียงจักจั่นที่มักจะส่งเสียงระงมในช่วงฤดูร้อนยังดูเหมือนจะเงียบเสียงลง เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ หรือบางทีพวกมันอาจจะเกรงกลัวต่อไอสังหารที่เจ้าของจวนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานเมื่อช่วงเช้าตรู่

ทว่าภายในเรือนอันกว้างขวางของจวนอู่อันโหว บรรยากาศกลับเย็นสบายราวกับอยู่กันคนละมุมโลก

อ่างเคลือบลายครามใบใหญ่สี่ใบภายในบรรจุก้อนน้ำแข็งก้อนโต ถูกวางไว้ตามมุมห้องทั้งสี่ทิศ ไอเย็นจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งผสานกับกลิ่นหอมเย็นของเครื่องหอมที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง ช่วยขับไล่ความอบอ้าวของฤดูร้อนออกไปจนหมดสิ้น

บนตั่งไม้จันทน์หอมราคาแพงที่ปูทับด้วยเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด ร่างบอบบางของซางเหมียนนอนเอกเขนกอยู่อย่างเกียจคร้าน นางสวมชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ปล่อยผมยาวสยายเต็มแผ่นหลังโดยไม่เกล้าขึ้น สองเท้าเปลือยเปล่าพาดอยู่บนหมอนอิงทรงกลม มือข้างหนึ่งถือพัดกลมลายภาพวาดทิวทัศน์ขยับโบกไปมาอย่างเนิบนาบ ส่วนมืออีกข้างกำลังหยิบองุ่นลูกโตเข้าปาก

เสี่ยวซวง สาวใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่ง คอยปอกเปลือกองุ่นและเอาเมล็ดออกให้อย่างรู้ใจและคล่องแคล่ว

"ฮูหยินเจ้าคะ นี่ก็ยามอู่แล้ว ท่านจะไม่ลุกไปตรวจดูบัญชีเรือนหรือจัดการงานบ้านบ้างหรือเจ้าคะ" เสี่ยวซวงเอ่ยถามด้วยความกังวลใจเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปทางประตู "บ่าวได้ยินมาว่าพ่อบ้านใหญ่รอพบท่านอยู่ที่ห้องบัญชีตั้งแต่ยามซื่อแล้วนะเจ้าคะ"

ซางเหมียนเคี้ยวองุ่นที่หวานฉ่ำอย่างมีความสุข ก่อนจะกลืนลงคอแล้วถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่ทุกข์ร้อน

"เสี่ยวซวงเอ๋ย เจ้าช่างไม่เข้าใจสัจธรรมของชีวิต การรีบร้อนทำงานในยามที่อากาศร้อนเช่นนี้จะทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก ส่งผลเสียต่อผิวพรรณ หน้าจะแก่เร็ว เจ้าอยากให้ฮูหยินของเจ้าหน้าเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรหรือไร"

"บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ" เสี่ยวซวงรีบปฏิเสธ "บ่าวเพียงแต่เกรงว่าหากท่านโหวทราบเรื่อง..."

"เช่นนั้นก็จงวางใจ พ่อบ้านใหญ่เป็นคนเก่าคนแก่ของสกุลเว่ยฉือ เขาดูแลจวนนี้มาตั้งแต่ที่อู่อันโหวคนก่อนยังมีชีวิตอยู่ ข้าเป็นเพียงสะใภ้ใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้ามาได้วันเดียวจะไปรู้เรื่องอันใด หากข้าเข้าไปก้าวก่ายชี้นิ้วสั่งการสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะทำให้ระเบียบที่เขาวางไว้เสียกระบวนการได้ สู้ให้เขาทำไปตามเดิมน่ะดีแล้ว ข้าเพียงแค่นั่งเป็นกำลังใจอยู่ห่าง ๆ ก็พอ นี่เรียกว่าการบริหารคนอย่างชาญฉลาด เข้าใจหรือไม่" ซางเหมียนกล่าวจบก็พลิกตัวตะแคงข้าง จัดท่าทางให้สบายที่สุดพลางหยิบหนังสือประโลมโลกหน้าปกวาดรูปบัณฑิตหนุ่มรูปงามขึ้นมาเปิดอ่าน

ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงกระแอมไอที่จงใจให้ได้ยินอย่างชัดเจน

หญิงชรานางหนึ่งเดินเข้ามาในเรือน นางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มดูเป็นระเบียบเรียบร้อย มวยผมสีดอกเลาถูกเกล้าตึงไม่มีหลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว ใบหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเข้มงวด นางคือแม่นมฟาง แม่นมและผู้ดูแลอาวุโสที่เคยเลี้ยงดูเว่ยฉือเซียวมาตั้งแต่ยังเป็นทารก มีอำนาจในเรือนหลังนี้รองจากฮูหยินผู้เฒ่าและท่านโหวเท่านั้น

แม่นมฟางกวาดสายตามองภาพฮูหยินเอกที่นอนเอกเขนกกินแรงบ่าวไพร่ด้วยแววตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง

"คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ" แม่นมฟางย่อกายลงเล็กน้อยพอเป็นพิธี "บ่าวได้ยินสาวใช้หน้าห้องเรียนว่าฮูหยินตื่นนอนแล้ว จึงรีบมาดูความเรียบร้อย มิทราบว่าฮูหยินจะเริ่มตรวจบัญชีครัวเรือนและจัดเวรยามบ่าวไพร่เมื่อใดเจ้าคะ งานเหล่านี้คั่งค้างมาตั้งแต่เช้าแล้ว บ่าวไพร่รอรับคำสั่งอยู่เจ้าค่ะ"

ซางเหมียนลดหนังสือลงเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาหงส์คู่สวยที่ทอประกายใสซื่อบริสุทธิ์ นางไม่ลุกขึ้นนั่งตามมารยาทที่ควรจะเป็น แต่กลับยิ้มหวานหยดย้อยให้แม่นมฟาง

"อ้อ แม่นมฟางนั่นเอง ข้ากำลังบ่นถึงท่านอยู่พอดีเชียว"

แม่นมฟางชะงัก สีหน้าแปลกใจระคนสงสัย "บ่นถึงบ่าวหรือเจ้าคะ"

"ใช่แล้ว" ซางเหมียนพยักหน้าหงึกหงัก "ท่านพี่ เคยเล่าให้ข้าฟังว่าแม่นมฟางเป็นผู้มีพระคุณยิ่ง เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ เป็นผู้ที่มีระเบียบและรอบคอบที่สุดในจวนอู่อันโหว หากไม่มีแม่นมฟาง จวนนี้คงวุ่นวายยิ่งกว่านี้ ข้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก"

คำเยินยอนั้นทำให้สีหน้าบึ้งตึงของแม่นมฟางคลายลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกเกือบจะเป็นรอยยิ้ม แต่ยังคงท่าทีเคร่งขรึมไว้อยู่ "ฮูหยินชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเพียงทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่เรื่องงานบ้านนั้น..."

"นั่นปะไร!" ซางเหมียนตบเข่าเสียงดัง "ข้าเป็นห่วงว่าแม่นมฟางจะเหนื่อยเกินไป แต่ครั้นข้าซึ่งเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาจะไปแย่งงานท่านทำ ก็เกรงว่าบ่าวไพร่จะสับสน ท่านเป็นถึงเสาหลักของเรือนหลัง ข้าจึงคิดว่าระยะแรกนี้ ข้าควรศึกษางานจากท่านก่อน รบกวนแม่นมฟางช่วยจัดการธุระต่าง ๆ แทนข้าไปก่อนเถิด ข้าเชื่อมือท่านมากกว่าเชื่อมือตัวเองเสียอีก"

แม่นมฟางขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนเข้ามุม แต่คำพูดของซางเหมียนนั้นยกย่องนางจนตัวลอย หากนางปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองไร้ความสามารถ

"แต่ว่า... ท่านโหวสั่งกำชับไว้ว่าให้ฮูหยินดูแลฝึกฝนงานบ้านงานเรือนนะเจ้าคะ"

"ท่านพี่เป็นห่วงข้า กลัวว่าข้าจะเบื่อหน่ายจึงหาอะไรให้ข้าทำ" ซางเหมียนเอ่ยแทรกหน้าตาเฉย "แต่ท่านพี่เป็นบุรุษ ย่อมไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของงานหลังบ้านเท่าแม่นมฟาง ท่านคงไม่อยากเห็นข้าทำบัญชีเละเทะจนท่านพี่ต้องโมโหใช่หรือไม่ หากบัญชีผิดพลาดแม้แต่ตำลึงเดียว ท่านพี่จะต้องพิโรธเป็นแน่"

"แน่นอนว่าไม่เจ้าค่ะ" แม่นมฟางรีบตอบ ผู้ใดจะอยากให้ท่านโหวโมโหกันเล่า เวลาท่านโหวโกรธ จวนแทบแตก บ่าวไพร่หน้ามืดตามัวกันไปหมด

"เช่นนั้นก็ฝากแม่นมฟางด้วยนะ ข้ารู้ว่าท่านทำได้ดีที่สุด ส่วนข้า... ข้าจะคอยตรวจสอบความเรียบร้อยของ เอ่อ รสชาติอาหารว่าง เพื่อให้มั่นใจว่าท่านพี่จะได้รับประทานแต่ของอร่อย นี่ก็ถือเป็นการแบ่งเบาภาระอย่างหนึ่งใช่หรือไม่"

แม่นมฟางอ้าปากค้าง พูดไม่ออกเพราะนางถูกแววตาใสซื่อที่ห่อหุ้มด้วยรอยยิ้มหวานเชื่อมของสตรีตรงหน้าเล่นงานจนไปไม่เป็น สุดท้ายหญิงชราผู้เคร่งครัดก็ได้แต่ถอนหายใจ ย่อกายรับคำสั่ง

"หากฮูหยินเห็นสมควรเช่นนั้น บ่าวจะไปจัดการให้เจ้าค่ะ" แม่นมฟางเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจัดการงานบ้านด้วยตัวเองตามเดิม พลางบ่นพึมพำตลอดทางว่า "เสียแรงที่เป็นลูกฮูหยินเอก ขี้เกียจสันหลังยาวเสียจริง"

เมื่อคล้อยหลังแม่นมฟาง ซางเหมียนก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่ไปกับตั่งอีกครั้งอย่างหมดแรง "เสี่ยวซวง นวดขาให้ข้าที เมื่อครู่เกร็งไปหน่อยตอนใช้สมองหลอกล่อคนแก่ เฮ้อ การเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพนี่เหนื่อยจริง ๆ ใช้พลังปราณไปตั้งสองส่วน"

เสี่ยวซวงนวดน่องขาให้นายหญิงพลางลอบยิ้มขำ "ฮูหยินเจ้าคะ ท่านนี่ช่างลื่นไหลยิ่งกว่าปลาไหลในโคลนตมจริง ๆ เจ้าค่ะ บ่าวล่ะนับถือใจท่านยิ่งนัก"

เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามโหย่ว ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มแดงฉาบไปทั่วท้องนภา นกกาบินกลับรัง เสียงฝีเท้าควบม้าดังกึกก้องมาแต่ไกล ก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าประตูจวนอู่อันโหว เว่ยฉือเซียวเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าศึกสีนิลตัวโปรด เขาส่งบังเหียนให้บ่าวรับใช้ชายที่รีบวิ่งเข้ามารับ

"ท่านโหวกลับมาแล้ว!" บ่าวชายร้องบอก บ่าวไพรบริเวณใกล้เคียงที่ได้ยินก็รีบหยุดงานที่ทำแล้วลุกขึ้นคำนับเจ้านาย

เว่ยฉือเซียวพยักหน้ารับรู้ ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าแววตาฉายความเหนื่อยล้าเล็กน้อยจากการฝึกทหารและสะสางราชกิจในวังหลวงมาตลอดทั้งวัน เสื้อคลุมสีดำที่สวมใส่มีฝุ่นจับเล็กน้อยจากการเดินทาง

สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือความเงียบสงบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และน้ำชาร้อน ๆ สักถ้วยจากภรรยาที่ควรจะยืนรอรับเขาอยู่หน้าประตูเรือนเพื่อรอปรนนิบัติ

ทว่า... เมื่อเขาเดินเข้ามาถึงเรือน กลับพบเพียงความว่างเปล่า

ไม่มีข้ารับใช้ยืนต้อนรับ ไม่มีภรรยายืนยิ้มหวานรอรับเสื้อคลุม มีเพียงความเงียบสงัดและลมเย็น ๆ ที่พัดผ่าน

คิ้วเข้มของเว่ยฉือเซียวขมวดเข้าหากันทันที เขาเดินก้าวเท้าเร็ว ๆ เข้าไปในห้องโถงกลาง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเส้นเลือดข้างขมับของเขาเต้นตุบ ๆ ราวกับจะระเบิดออกมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel