ตอนที่ 1
แสงอรุณสีทองจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ของชาวเมืองหลวงแคว้นต้าเว่ย เสียงระฆังบอกเวลาว่าถึงยามเหม่าแล้ว ดังแว่วมาจากหอระฆังหลวง ปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นมาทำมาหากิน
ทว่า ณ จวนอู่อันโหว หรือจวนของแม่ทัพผู้ปราบปรามความวุ่นวาย บรรยากาศกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าสนามรบ
เหล่าบ่าวไพร่ชายหญิงยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งอยู่บริเวณลานหน้าเรือนหอ ทุกคนก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง ตัวสั่นงันงกจนแทบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกัน สาเหตุของความหวาดกลัวนี้มิใช่ข้าศึกศัตรูที่ไหน แต่คือบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางเต็มยศสีดำสนิทปักลายกิเลนเหยียบเมฆสีเงินที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูเรือน
เว่ยฉือเซียว ท่านโหวหนุ่มเจ้าของจวนวัยยี่สิบเจ็ดปี เขามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่สลักเสลาจากหยกเย็น คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ เพียงแค่เขายืนนิ่ง ๆ จิตสังหารก็แผ่ซ่านออกมาจนนกกาไม่กล้าบินผ่าน
“ยามเหม่าสามเค่อ...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น “นางสายไปสามเค่อ”
เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทที่ติดตามฮูหยินมาจากสกุลซาง แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น นางกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองท่านเขยผู้เหี้ยมโหด เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “ทะ ท่านโหว ฮูหยินเพิ่งจะหลับไปเมื่อยามสามเจ้าค่ะ ฮูหยินเป็นคนหลับยาก...”
“หลับยาก?” เว่ยฉือเซียวทวนคำ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็น “เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงนางกรนเบา ๆ ตั้งแต่หัวยังไม่ทันถึงหมอนด้วยซ้ำ”
เสี่ยวซวงหน้าซีดเผือด หมดคำแก้ตัวแทนเจ้านาย
เว่ยฉือเซียวหมดความอดทน เขาเป็นคนเคร่งครัดเรื่องเวลาและระเบียบวินัยยิ่งชีพ ชีวิตของเขาคือตารางที่ถูกขีดเขียนไว้อย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวต้องมีเป้าหมาย ทุกเวลาต้องมีคุณค่า การแต่งงานครั้งนี้แม้จะเป็นสมรสพระราชทานที่ไม่อาจขัดขืน แต่เขาก็คาดหวังว่าสตรีจากตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างซางเหมียน บุตรีฮูหยินเอกแห่งจวนเสนาบดีกรมพิธีการ จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อม รู้ขนบธรรมเนียม และมีระเบียบวินัย
แต่ดูสิ่งที่นางทำ! เช้าวันแรกของการแต่งงาน นางกลับปล่อยให้สามียืนรอหน้าเรือน ส่วนตัวเองนอนกินบ้านกินเมือง!
“ถอยไป” เว่ยฉือเซียวสั่งสั้น ๆ ก่อนจะเดินอาด ๆ ตรงไปที่ประตูเรือนหอ มือแกร่งผลักบานประตูไม้จันทน์หอมแกะสลักเปิดออกเสียงดังสนั่นจนบ่าวไพร่ต่างพากันสะดุ้งตกใจ
ภายในห้องหอตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมราคาแพง กลิ่นลูกท้อผสมกลิ่นไม้กฤษณา ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม เครื่องเรือนทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ... ยกเว้นบนเตียงนอน
บนเตียงไม้แดงหลังใหญ่สลักลายมงคล มีก้อนดักแด้ขนาดใหญ่ขดตัวอยู่กลางเตียง ผ้าห่มนวมผืนหนาที่ทำจากไหมสวรรค์ถูกม้วนพันรอบร่างของคนด้านในจนแน่นหนา เหลือเพียงกลุ่มผมสีดำขลับที่แผ่สยายออกมาเล็กน้อย
เว่ยฉือเซียวเดินเข้าไปหยุดข้างเตียง มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหลือจะเชื่อ
“ซางเหมียน” เขาเรียกเสียงเข้ม
ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ก้อนดักแด้ยังคงนิ่งสนิท มีเพียงจังหวะการหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ
“ซาง-เหมียน!” เขาเพิ่มระดับเสียง
คราวนี้ก้อนดักแด้ขยับเล็กน้อย มีเสียงครางอู้อี้ลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม
“ไฟไหม้หรือเจ้าคะ ถ้าไฟไม่ไหม้ อย่าเพิ่งกวน...”
เส้นเลือดที่ขมับของเว่ยฉือเซียวปูดโปนขึ้นทันที เขาเอื้อมมือไปกระชากปลายผ้าห่มหวังจะดึงออก แต่ปรากฏว่านางเกาะเกี่ยวผ้าห่มไว้แน่น เขาต้องออกแรงกระชากอย่างเต็มแรงผ้าห่มถึงหลุดออกไปกองที่ปลายเตียง
เผยให้เห็นร่างบอบบางในชุดนอนสีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู ตัดกับเรือนผมสีดำยาว ใบหน้างดงามหมดจดแม้ไร้เครื่องประทินโฉม แก้มเนียนใสเจือสีเลือดฝาดจากการนอนเต็มอิ่ม ขนตายาวงอนเป็นแพทาบลงบนโหนกแก้ม
นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย สมกับคำร่ำลือว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งที่บุรุษทั่วเมืองหลวงหมายปอง แต่ทว่า... ท่าทางการนอนของนางนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์คุณหนูตระกูลใหญ่ยิ่งนัก
นางนอนคว่ำหน้า กอดหมอนข้างแน่น ขาข้างหนึ่งก่ายหมอน ขาอีกข้างห้อยลงมาเกือบตกเตียง น้ำลายยืดเล็กน้อยที่มุมปาก
เว่ยฉือเซียวรู้สึกเหมือนภาพฝันของคุณหนูผู้เพียบพร้อมพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
“ตื่นเดี๋ยวนี้!” เขาตะคอก
ซางเหมียนค่อย ๆ ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ดวงตาหงส์คู่สวยฉายแววงุนงงเล็กน้อย นางพยายามปรับม่านตามองภาพตรงหน้า จนกระทั่งเห็นบุรุษร่างยักษ์หน้าถมึงทึงยืนค้ำหัวอยู่
“ท่านพี่” นางส่งเสียงทักทายแหบพร่า น้ำเสียงเนือยนาบราวกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย “ท่านตื่นเช้าจัง หรือว่ายังไม่ได้นอนเจ้าคะ”
“ข้าตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นแล้ว” เว่ยฉือเซียวกัดฟันตอบ “และข้าก็รอเจ้าตื่นมาปรนนิบัติ แต่นี่มันยามใดแล้ว เจ้ายังกล้านอนอยู่อีกรึ กฎของตระกูลเว่ยฉือข้อที่หนึ่ง ภรรยาต้องตื่นก่อนสามี!”
ซางเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ สมองอันชาญฉลาดที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบิดาเริ่มทำงานอย่างเชื่องช้า
“ท่านพี่...” นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงคลอเคลียใบหน้า “ท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร ขยับตัวทีสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี เรื่องใส่เสื้อผ้าแค่นี้ ท่านทำเองย่อมรวดเร็วและประณีตกว่าข้าทำแน่ อีกอย่างข้าเพิ่งแต่งเข้าจวนวันแรก ยังไม่คุ้นชินกับเตียงนอน ร่างกายอ่อนเพลีย ท่านจะไม่เมตตาภรรยาเอกผู้น่าสงสารคนนี้หน่อยหรือเจ้าคะ”
การแต่งงานกับเว่ยฉือเซียวคือหายนะสำหรับนาง เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ แต่ในเมื่อหนีไม่ได้ นางก็ต้องใช้วิธีน้ำซึมบ่อทรายสยบความแข็งกร้าวของเขา
เว่ยฉือเซียวมองสตรีที่กำลังบิดขี้เกียจไปมาต่อหน้าเขา นางดูไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด ทั้งที่คนอื่นแค่สบตาเขาก็หัวหดกันหมดแล้ว
“อย่ามาเล่นลิ้น” เขาชี้หน้านาง “ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่ออาบน้ำแต่งตัว แล้วไปพบท่านแม่ที่เรือนใหญ่ หากช้ากว่านี้ ข้าจะลงโทษบ่าวไพร่ของเจ้าทั้งเรือน โบยคนละยี่สิบไม้!”
คำขู่ได้ผลชะงัด ไม่ใช่เพราะซางเหมียนกลัวบ่าวเจ็บ แต่ถ้านางไม่มีบ่าวไพร่ ผู้ใดจะช่วยนางหวีผม ผู้ใดจะช่วยจัดสำรับให้นาง นางจะลำบาก!
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซางเหมียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางขยับตัวไปที่ขอบเตียง หย่อนขาลงพื้น แล้วยื่นมือขาวผ่องทั้งสองข้างไปตรงหน้าสามี
เว่ยฉือเซียวผงะ “อะไร?”
“ดึงข้าขึ้นหน่อยเจ้าค่ะ” นางทำตาแป๋ว “เตียงนี้มีมนตร์ดำ มันดูดวิญญาณข้าไว้ ข้าลุกเองไม่ไหวจริง ๆ ”
“เจ้า!” เว่ยฉือเซียวอ้าปากค้าง เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นสตรีหน้าหนาเช่นนี้
“เร็วสิเจ้าคะ”
เว่ยฉือเซียวสบถในลำคอเบา ๆ แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ เขาคว้าข้อมือเล็กของนางแล้วออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย...
ทว่าซางเหมียนทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไป ทำตัวคล้ายไม่มีกระดูก ทำให้แรงดึงของเขาเหวี่ยงร่างบางปลิวเข้ามาปะทะอกแกร่งของเขาเต็มแรง
ตุ้บ!
ร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นแนบชิดกับแผงอกแข็งแกร่ง ใบหน้าของนางซุกอยู่ที่อกเสื้อของเขา กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาลอยเตะจมูกเว่ยฉือเซียวจนเขาเผลอสูดหายใจเข้าลึก
“อุ๊ย... อกท่านแข็งจังเลยเจ้าค่ะ” นางพึมพำ งึมงำอยู่กับอกเขา ไม่ยอมผละออก “เหมือนเอาหัวโขกกำแพงเมืองเลย”
เว่ยฉือเซียวตัวแข็งทื่อ หัวใจที่ไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดนอกจากกลองศึก กลับกระตุกผิดจังหวะวูบหนึ่ง ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วใบหน้าลามไปถึงใบหู
เขาผลักนางออกอย่างรวดเร็วราวกับนางเป็นของร้อน “ยืนให้ดี ๆ เป็นกุลสตรีประสาอะไร มาถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ”
ซางเหมียนเซไปด้านหลังเล็กน้อย นางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางยิ้มมุมปาก “ท่านพี่ ท่านเป็นสามีข้านะเจ้าคะ เราเพิ่งเข้าหอกันเมื่อคืน จะถูกเนื้อต้องตัวย่อมไม่ผิดผี หรือท่านอาย”
“เหลวไหล!” เว่ยฉือเซียวตวาดกลบเกลื่อนเสียงดัง ใบหูแดงก่ำ “รีบไปจัดการตัวเองเสีย ข้าจะไปรอที่หน้าเรือน!” พูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวเดินหนีออกจากห้องนอนไป ทิ้งให้ซางเหมียนมองตามตาปริบ ๆ
“คนอะไร ดุเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน” นางบ่นพึมพำ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวซวงที่เพิ่งโผล่หน้าเข้ามา “เสี่ยวซวง เอาน้ำล้างหน้ามา แล้วช่วยเลือกชุดที่ใส่สบายที่สุด ไม่ต้องรัดเอวมากนะ วันนี้ข้าต้องใช้พลังงานสู้รบกับแม่สามี ข้าต้องการหายใจสะดวก ๆ”
หนึ่งเค่อต่อมา
ซางเหมียนปรากฏตัวในชุดสีม่วงอ่อนปักลายดอกบัวขาว ดูเรียบง่ายแต่หรูหราขับผิวให้ผ่องใส ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเพียงครึ่งศีรษะปักปิ่นหยกขาวเนื้อดี ดูสุภาพไม่รุงรัง นางเดินนวยนาดออกมาจากเรือนด้วยท่วงท่าที่ดูเหมือนนางพญาจอมเกียจคร้านที่เดินช้าจนมดแทบจะเดินแซงได้
เว่ยฉือเซียวที่ยืนรออยู่นานแล้ว หันมามองภรรยาด้วยสายตาดุดัน “เจ้าเดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้รึ”
“ท่านพี่... กุลสตรีต้องเดินเหินอย่างสำรวม ก้าวย่างมั่นคงดุจภูผา จะให้วิ่งแจ้นเหมือนม้าศึกได้อย่างไรเจ้าคะ” นางยื่นมือไปให้เขา “ท่านเดินเร็ว ท่านก็จูงข้าสิเจ้าคะ ข้าจะได้เดินทัน”
เว่ยฉือเซียวมองมือนั้นสลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของนาง สุดท้ายเขาก็คว้ามือเนียนนุ่มนั้นมากุมไว้ แล้วออกเดินกึ่งลากกึ่งจูง ทำเอาซางเหมียนต้องซอยเท้าถี่ ๆ ตามเขาไปจนแทบสะดุดชายกระโปรง
“ช้าหน่อยเจ้าค่ะ ช้าหน่อย ข้าไม่ใช่ม้าศึกนะเจ้าคะ!”
