บทที่ 5 : วิถีพรานตาบอดและไก่ป่ารสเลิศ
บทที่ 5 : วิถีพรานตาบอดและไก่ป่ารสเลิศ
หลังจากป้าสะใภ้ตัวแสบจากไป ความเงียบก็กลับคืนสู่กระท่อมอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่เจือไปด้วยความขัดเขินเล็กน้อย
มู่หว่านชิงกระแอมไอเบาๆ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "เอาล่ะ ในเมื่อไล่ตัวปัญหาไปได้แล้ว เราก็ต้องมาจัดการปัญหาปากท้องต่อ... หัวมันที่ขุดมาเมื่อเช้าหมดเกลี้ยงแล้ว มื้อเย็นยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง"
นางหันไปมอง 'สามีหมาดๆ' ที่นั่งพิงผนังอย่างสบายอารมณ์ "นี่... ท่านจอมยุทธ์ ท่านบอกว่าเป็นพรานป่าใช่ไหม? ถึงจะตาบอด แต่หูยังดีอยู่หรือเปล่า?"
เซียวเหยียนซานกระตุกยิ้มมุมปาก "หูข้าย่อมดีกว่าคนปากมากแถวนี้แน่นอน"
"ปากดี!" นางค้อนขวับ "ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้น เราจะไปหาเนื้อกินกัน! ข้าไม่อยากกินผักกินหญ้าแล้ว ร่างกายนี้ต้องการเนื้อสัตว์!"
...
ทั้งสองเดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าสู่ชายป่าร้อยอสูร มู่หว่านชิงเดินนำหน้า คอยใช้ไม้แหวกหญ้านำทาง ส่วนเซียวเหยียนซานเดินตามหลัง โดยจับชายแขนเสื้อของนางไว้เพื่อไม่ให้หลงทาง
"ตรงนี้มีรอยคุ้ยเขี่ย..." มู่หว่านชิงก้มลงดูร่องรอยบนพื้นดิน "น่าจะเป็นไก่ป่า หรือไม่ก็กระต่าย"
"ห่างไปห้าสิบก้าว" จู่ๆ เซียวเหยียนซานก็กระซิบเสียงแผ่วเบา หยุดเดินกะทันหัน
"หือ?" มู่หว่านชิงทำหน้างง
"มีเสียงการเคลื่อนไหว... น้ำหนักเท้าเบามาก น่าจะเป็นไก่ป่า" เขาอธิบายโดยไม่ขยับปาก "มันกำลังคุ้ยเขี่ยใบไม้แห้ง"
มู่หว่านชิงเพ่งสายตามองไปที่พุ่มไม้ทิศทางนั้น นางเห็นเพียงความว่างเปล่า "ท่านมั่วหรือเปล่า? ข้าตาดีๆ ยังไม่เห็นอะไรเลย"
"เก็บก้อนหินมาให้ข้า... สองก้อน" เขาสั่งเสียงเรียบ ยื่นมือออกมา
มู่หว่านชิงแม้จะสงสัยแต่ก็ยอมก้มลงหยิบหินก้อนขนาดพอดีมือส่งให้เขา เซียวเหยียนซานรับหินไป กำไว้ในมือแน่น เขาเอียงคอเล็กน้อยเพื่อฟังเสียง ใบหูขยับจับทิศทางลมและเสียงกรอบแกรบที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปทันที จากคนป่วยที่เดินตามหลังต้อยๆ กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ กล้ามเนื้อแขนภายใต้เสื้อผ้าเนื้อหยาบเกร็งตัวขึ้น...
ฟุ่บ!
ก้อนหินก้อนแรกพุ่งออกจากมือเขาด้วยความเร็วที่ตามองแทบไม่ทัน แหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ตามด้วยก้อนที่สองที่ปาตามไปติดๆ เพื่อดักทางหนี!
กะต๊าก!!! ตุบ!
เสียงไก่ร้องลั่นด้วยความตกใจ ก่อนจะเงียบเสียงไปพร้อมกับเสียงวัตถุหนักๆ ตกกระแทกพื้น
มู่หว่านชิงอ้าปากค้าง นางรีบวิ่งแหวกพงหญ้าเข้าไปดูจุดที่หินตก ภาพที่เห็นทำให้นางต้องกลืนน้ำลาย... ไก่ป่าตัวอ้วนพีขนสวยงาม นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ที่หัวของมันมีรอยยุบจากแรงกระแทกของหินก้อนแรกอย่างแม่นยำราวจับวาง!
"สุดยอด..." นางพึมพำ หันกลับไปมองชายตาบอดที่ยืนปัดมือไปมาเหมือนเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยเสร็จ "นี่ท่าน... ตาบอดจริงหรือเปล่าเนี่ย!? หรือว่าแอบมองลอดผ้าออกมา?"
"ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็นพรานป่า" เซียวเหยียนซานตอบหน้าตาย "รีบเก็บมาเถอะ ก่อนที่กลิ่นเลือดจะล่อสัตว์อื่นมา"
...
เย็นวันนั้น กลิ่นหอมของไก่ย่างตลบอบอวลไปทั่วบริเวณหน้ากระท่อม
มู่หว่านชิงแสดงฝีมือการทำอาหารขั้นเทพ นางถอนขนไก่และควักเครื่องในไปล้างที่ลำธารอย่างสะอาดหมดจด จากนั้นใช้สมุนไพรที่หาได้ในป่าอย่าง 'ขิงป่า' และ 'ตะไคร้หอม' มาทุบแล้วยัดเข้าไปในท้องไก่เพื่อดับคาวและเพิ่มความหอม
นางไม่มีเครื่องปรุงรสหรูหราอย่างซีอิ๊วหรือน้ำมันหอย มีเพียงเกลือหยาบๆ ที่เหลืออยู่ก้นไหในครัว นางทาเกลือให้ทั่วหนังไก่ แล้วเสียบไม้ย่างบนกองไฟอ่อนๆ
หนังไก่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง น้ำมันจากหนังไก่หยดลงบนถ่านไฟดัง ฉ่า... ฉ่า... ส่งกลิ่นหอมไหม้นิดๆ ที่ยั่วน้ำลายจนท้องร้องประท้วงระงม
"หอมมาก..." เซียวเหยียนซานที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกลยังต้องเอ่ยปากชม
"รอเดี๋ยวนะ หนังกำลังกรอบได้ที่เลย" มู่หว่านชิงหมุนไม้ไก่อย่างพิถีพิถัน "เสียดายไม่มีน้ำผึ้ง ถ้าได้ทาตอนใกล้สุกนะ จะอร่อยจนแสงออกปากเลยล่ะ"
เมื่อไก่สุกได้ที่ นางฉีกน่องไก่ชิ้นโตที่มีควันร้อนๆ ลอยกรุ่นส่งให้เขา "เอ้า! ค่าแรงพรานป่า"
เซียวเหยียนซานรับน่องไก่ไป เป่าเบาๆ แล้วกัดลงไปคำแรก กร๊อบ... เสียงหนังไก่กรอบแตกในปาก ตามด้วยความนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อไก่ด้านใน รสชาติเค็มปะแล่มของเกลือผสมกับกลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรป่า กระจายไปทั่วลิ้น
แม่ทัพหนุ่มผู้เคยกินอาหารเลิศรสในวังหลวงมามากมาย กลับรู้สึกว่าไก่ย่างเสียบไม้ธรรมดาๆ นี้... อร่อยล้ำเลิศกว่าอาหารในวังเสียอีก
"เป็นไง? ฝีมือฮูหยินของท่าน" มู่หว่านชิงยักคิ้วถาม ขณะแทะปีกไก่อย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย
"พอใช้ได้..." เขาตอบสงวนท่าที แต่ปากเคี้ยวไม่หยุด "ไม่เสียแรงที่ข้าออกแรงล่า"
"แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับมื้อแรก" มู่หว่านชิงมองดูไก่ในมือด้วยแววตามุ่งมั่น "อาเหยียน พรุ่งนี้ถ้าท่านไหว เราจะเข้าป่ากันอีกรอบ ข้าเห็นเห็ดหูหนูขึ้นเต็มขอนไม้ผุ และยังมีสมุนไพรอีกหลายตัวที่ขายได้"
"เจ้าจะเอาไปขาย?"
"ใช่! เราจะกินแต่ของป่าไม่ได้ ข้าต้องการข้าวสาร ต้องการเสื้อผ้าใหม่ให้เราสองคน และต้องการเครื่องมือทำกิน" นางวางกระดูกไก่ลงแล้วเช็ดปาก "อีกสามวันจะมีตลาดนัดในตัวอำเภอ ข้าจะเอาสมุนไพรกับของป่าไปขาย ท่านต้องไปกับข้าด้วย"
"ไปทำไม?"
"ไปเป็นเบ๊... เอ้ย! ไปเป็นคนแบกของไงล่ะ" นางยิ้มกริ่ม "ในเมืองคนเยอะ อันตราย มีบุรุษหน้าตาดี เดินคุมเชิง ย่อมดีกว่าข้าเดินไปคนเดียว อีกอย่าง..."
นางขยับเข้าไปใกล้เขา จ้องมองใบหน้าด้านข้างที่กระทบแสงไฟ "ข้าอยากจะซื้อยามาพอกตาให้ท่านด้วย ข้าไม่อยากมีสามีตาบอดไปตลอดชีวิตหรอกนะ ใช้งานไม่สะดวก"
คำพูดทีเล่นทีจริงของนาง ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเซียวเหยียนซานกระตุกวูบไหวอีกครั้ง นางไม่ได้คิดจะทิ้งเขาเมื่อได้เงิน... แต่กลับวางแผนอนาคตที่มีเขาอยู่ด้วย
"ตามใจเจ้า..." เขาตอบเสียงเบา ยกมือขึ้นแตะผ้าปิดตา "แต่ถ้าเข้าเมือง ข้าต้องหาหมวกสานมาใส่ปิดบังใบหน้า ศัตรูของข้าอาจปะปนอยู่ทุกที่"
"ไม่มีปัญหา! เดี๋ยวข้าสานหมวกให้ท่านเอง รับรองว่าหล่อระเบิด!"
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองคนนอนหลับในกระท่อมด้วยความอิ่มท้องและอุ่นใจกว่าคืนแรก แม้หนทางข้างหน้าจะยังลำบาก แต่มู่หว่านชิงรู้แล้วว่า... นางไม่ได้สู้เพียงลำพัง นางมี 'อาวุธลับ' ที่ทรงอานุภาพที่สุดอยู่ข้างกายแล้ว
