บทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษ
บทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษ
ป่าท้ายหมู่บ้านตระกูลมู่ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ป่าร้อยอสูร" นั้นขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย ทั้งสัตว์มีพิษและภูมิประเทศที่ซับซ้อน แต่สำหรับมู่หว่านชิงที่เคยบุกป่าอเมซอนมาแล้วในชาติก่อน ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ยังไม่มีใครค้นพบ
นางเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ สายตาคมกริบสอดส่องไปทั่ว ไม่นานนักนางก็หยุดชะงักที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่มีความชื้นสูง
"เจอแล้ว..."
ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นต้นพืชใบเขียวเข้มที่มีก้านใบสีแดงเรื่อๆ แทงยอดขึ้นมาจากดิน หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงมองว่าเป็นวัชพืชรกหูรกตา แต่สำหรับนาง นี่คือ "ซานชี" หรือโสมคนปลอม!
"สุดยอดสมุนไพรห้ามเลือดและสมานแผล... นี่มันของดีราคาแพงชัดๆ!"
มู่หว่านชิงแทบอยากจะก้มลงไปจูบใบไม้ พวกมันขึ้นกันเป็นดง แสดงว่าดินแถบนี้อุดมสมบูรณ์มาก นางรีบใช้ไม้แหลมขุดหัวสมุนไพรขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ได้มาเกือบสิบหัว ทั้งหัวสดและรากฝอย
"ด้วยเจ้านี่ อาการของเจ้าอาเหยียนน่าจะดีขึ้นเร็ววันเร็วคืน แล้วถ้าขุดไปขายในเมือง น่าจะได้เงินตั้งตัวไม่น้อย"
นอกจากสมุนไพรแล้ว โชคยังเข้าข้างเมื่อนางไปเจอรังไก่ป่าซ่อนอยู่ในพงหญ้าคา ภายในมีไข่ไก่ฟองเล็กๆ สีครีมอยู่ 5 ฟอง
"ลาภปากแล้ววันนี้!" นางห่อไข่ด้วยใบไม้ใหญ่อย่างทะนุถนอม ก่อนจะรีบเดินกลับกระท่อมด้วยฝีเท้าที่เบาลง เพราะความหิวเริ่มเล่นงานจนหน้ามืด
...
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม มู่หว่านชิงพบว่าบรรยากาศภายในดูตึงเครียดขึ้น เซียวเหยียนซานยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ใบหน้าของเขาซีดเผือกยิ่งกว่าตอนเช้า เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก และมือที่กำด้ามดาบเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดูเหมือนพิษในกายจะกำเริบหนักกว่าที่คิด
"อาเหยียน?" นางวางของลงแล้วรีบเข้าไปดูอาการ "ปวดแผลหรือ?"
"อย่า... เข้ามา..." เขาคำรามในลำคอเสียงต่ำ ลมหายใจหอบกระชั้น "พิษมัน... กำลังแล่นพล่าน... ข้าอาจเผลอทำร้ายเจ้า"
"ไร้สาระ! ถ้าข้ากลัวข้าคงทิ้งเจ้าไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"
มู่หว่านชิงไม่ฟังเสียงห้าม นางรีบนำหัว 'ซานชี' ที่ล้างสะอาดแล้วมาทุบให้ละเอียดด้วยก้อนหินจนเป็นเนื้อเละๆ ส่งกลิ่นฉุนเฉพาะตัวออกมา จากนั้นนางก็ถือถ้วยยาเดินเข้าไปหาเขา
"ถอดเสื้อออก" นางสั่งเสียงเข้ม
"เจ้า..."
"ข้าบอกให้ถอดเสื้อ ข้าจะได้พอกยาให้ หรือจะให้ข้าฉีกเสื้อท่านอีกตัว?"
แม่ทัพหนุ่มกัดฟันแน่น ยอมคลายมือออกจากดาบแล้วปลดสายคาดเอวออก สาบเสื้อเปิดกว้างเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นมากมาย บ่งบอกถึงประสบการณ์โชกโชนในสนามรบ
มู่หว่านชิงพยายามข่มใจไม่ให้มือสั่น (และไม่ให้หน้าแดง) นางแกะผ้าพันแผลเก่าออก บาดแผลดาบเริ่มมีหนองซึมเล็กน้อย นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด ก่อนจะโปะสมุนไพรบดละเอียดลงไปบนปากแผลโดยตรง
"อึก!"
ร่างกายของเซียวเหยียนซานกระตุกเกร็ง ความแสบร้อนแล่นพล่านในวินาทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นวาบที่แทรกซึมลงไปในเนื้อเยื่อ บรรเทาความปวดร้าวที่กัดกินเขามาตลอดทั้งคืนให้ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
"นี่มัน... สมุนไพรอะไร?" เขาถามเสียงพร่า
"ซานชี... ของดีจากป่าหลังบ้านท่านเอง" มู่หว่านชิงพันผ้าผืนใหม่ให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "มันช่วยห้ามเลือด ลดบวม และขับหนอง พอกไว้สักสองสามวันแผลน่าจะเริ่มแห้ง ส่วนเรื่องพิษ... ข้าคงต้องหาทางอื่น แต่ตอนนี้ระงับอาการปวดไปก่อน"
เมื่อพันแผลเสร็จ นางก็ถอยออกมาเตรียมอาหาร นางก่อไฟต้มไข่ไก่ป่า 3 ฟอง และเผามันเทศที่เหลือ
"กินซะ" นางยื่นไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้วส่งให้เขา "คนป่วยต้องการโปรตีน... เอ้อ ข้าหมายถึงเนื้อหนังมังสา ท่านกินไข่ไป 2 ฟอง ข้ากินฟองเดียวพอ"
เซียวเหยียนซานรับไข่ต้มอุ่นๆ มาถือไว้ ความอบอุ่นนั้นส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของเขา สตรีผู้นี้... ทั้งที่ตัวเองผอมโซจนตัวแทบปลิวลม แต่กลับแบ่งอาหารที่ดีที่สุดให้เขาที่เป็นแค่คนแปลกหน้า
"เจ้า..." เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "เจ้าเป็นแค่ลูกสาวชาวนาจริงๆ หรือ?"
มู่หว่านชิงชะงักมือที่กำลังจะส่งไข่เข้าปาก "ทำไมท่านถามแบบนั้น?"
"ชาวนาทั่วไปไม่รู้จักสมุนไพรแก้พิษบาดแผลลึกซึ้งเช่นนี้... และชาวนาทั่วไป ก็ไม่มีท่าทางมั่นใจโดยไม่เกรงกลัวข้าเช่นเจ้า" ดวงตาภายใต้ผ้าปิดตาหันมาจ้องหน้านางเขม็ง ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ "เจ้าไปเรียนรู้วิชาพวกนี้มาจากไหน?"
มู่หว่านชิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ 'ฉลาดเกินไปแล้วพ่อคุณ' นางแสร้งทำหน้านิ่ง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ตอนเด็กๆ ข้าเคยแอบไปดูหมอสมุนไพรเฒ่าในหมู่บ้านปรุงยา ข้าความจำดี จำอะไรได้แม่น ก็แค่ครูพักลักจำ... ส่วนเรื่องไม่กลัวท่าน หึ! คนที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างข้า จะไปกลัวอะไรกับคนตาบอดขาสั่นอย่างท่านกันเล่า"
นางโกหกหน้าตาย แต่ดูเหมือนคำตอบนั้นจะฟังดูสมเหตุสมผล (หรืออย่างน้อยเขาก็หาข้อจับผิดไม่ได้)
เซียวเหยียนซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดไข่ต้มเข้าปาก มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มจางๆ "ปากคอเราะร้าย... นายหญิงมู่ หากข้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าคงต้องขอประลองฝีปากกับเจ้าสักยก"
"รีบหายเข้าเถอะ ข้ามีงานรอให้ท่านทำอีกเพียบ!" นางสวนกลับทันควัน
บรรยากาศในกระท่อมผ่อนคลายลง ความเงียบที่เคยอึดอัดเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงบที่น่าประหลาด ทว่า... ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งดังมาจากทางหน้ากระท่อม พร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกที่คุ้นหูเจ้าของร่างเดิมจนน่าสะอิดสะเอียน
"นังตัวซวย! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย!"
มู่หว่านชิงจำเสียงแหลมสูงนี้ได้แม่น มันคือเสียงของ 'ป้าสะใภ้รอง' ญาติห่างๆ ที่จ้องจะฮุบที่ดินผืนนี้มานาน!
นางเอกสาวถอนหายใจยาว วางมันเผาในมือลง "เฮ้อ... ยังกินไม่อิ่ม ก็มีมารมาผจญเสียแล้ว"
นางหันไปมองเซียวเหยียนซานที่นั่งนิ่ง แต่ดูเหมือนมือของเขาจะขยับไปจับด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ "อาเหยียน นั่งเฉยๆ ทำตัวให้ดูน่ากลัวเข้าไว้ เดี๋ยวข้าจัดการเอง"
หญิงสาวยิ้มเย็น ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่น งานนี้ไม่ต้องถึงมือแม่ทัพทมิฬหรอก... แค่สกิลการแสดงของนางก็เหลือเฟือแล้ว!
