บทที่ 1 อนาตาเซีย 2
“เอ่อ...…เด็กๆอนาตาเซียหายไปไหน”
ผู้ดูแลถามและมองไปยังเด็กทุกคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของตนด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ขาดเพียงอนาตาเซียคนเดียวเท่านั้น
“พวกเราไม่เห็นอนาตาเซียตั้งแต่เมื่อตอนบ่ายแล้วครับ ก่อนหน้านี้ผมเห็นเธอเดินเล่นอยู่คนเดียวตรงม้านั่งที่สนามหญ้า” เสียงเด็กคนชายคนหนึ่งตอบ
“ถ้าคนไม่ครบก็ยังทานข้าวไม่ได้นะเด็กๆ พวกเธอก็รู้กฎใช่ไหม ต้องตรงต่อเวลา”
ขณะที่ผู้ดูแลกำลังกล่าวเตือนเด็กอยู่นั้นเด็กคนหนึ่งได้หันไปพบกับเด็กสาวรูปร่างคุ้นเคยกำลังเดินตรงมายังห้องอาหาร ส่งผลให้เด็กๆร้องออกมาด้วยความดีใจ
“นั่นไง ! อนาตาเซียมาแล้ว” เด็กหญิงนั่งอยู่บนเก้าอี้กล่าวและชี้ไปยังประตูทันที
“อนาตาเซียทำไมเธอมาช้าอีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าทำให้ทุกคนต้องรอทานอาหารค่ำช้าไปด้วย” ผู้ดูแลกล่าวตำหนิและแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาทันที “รีบมานั่งที่เตรียมตัวทานอาหารค่ำ ทานเสร็จแล้วไปหาฉันที่ห้องทำงาน”
“ค่ะ”
ห้องทำงาน
“ทำไมเธอชอบออกไปข้างนอกคนเดียวแล้วกลับมาตอนหัวค่ำทุกวัน เธอคงไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีมาใช่ไหม” ผู้ดูแลพูดด้วยความสงสัยและคาดเดาคำตอบ “เฮ้อ !!! มีเด็กกำพร้าหลายคนที่อยู่ที่นี่แล้วชอบลักเล็กขโมยน้อย จริงๆ ตอนนี้เธอก็อายุมากพอสมควรสำหรับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเรา เพราะเธอสามารถรับผิดชอบชีวิตด้วยเองได้แล้ว ตอนนี้ทางเรากำลังจะส่งตัวเธอออกไปจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพร้อมกับเด็กคนอื่นๆ ที่อายุเท่าๆกับเธอ เราจะหางานให้พวกเธอทำเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวฉะนั้นอย่าสร้างเรื่องอะไรให้เดือดร้อนมาถึงที่นี่ก็แล้วกัน” ผู้ดูแลกล่าว เตือน “เอาล่ะ เธอไปได้แล้ว”
“ค่ะ”
อนาตาเซียกล่าวและเดินออกจากห้องของผู้ดูแลด้วยท่าทีเศร้าใจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมหลายคนมักจะตัดสินคนจากประสบการณ์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหลายคนรู้สึกกดดันที่ต้องพบกับสถานการณ์แบบนี้ หลังจากที่สาวน้อยถูกผู้ดูแลอบรมเสร็จเรียบร้อยเธอตรงไปห้องนอนของตัวเองและพักผ่อนทันที
ในความเป็นจริงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามอเฟรนด์ไม่ได้เป็นสถานที่ใหญ่มาก ดังนั้นเด็กที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงจะต้องนอนแยกกันอยู่คนละฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็นของผู้หญิงและฝั่งขวาเป็นของผู้ชาย ภายในห้องมีเตียงนอนคนละเตียงยาวไปจนสุดทางและในหนึ่งห้องบรรจุคนได้ 30 คน แบ่งฝั่งละ 15 เตียง โดยการหันปลายเตียงเข้าหากัน เพราะสถานที่ค่อนข้างแคบอีกทั้งยังเก่าและทรุดโทรมมาก ทางภาครัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เต็มที่ ดังนั้นความเป็นอยู่ของทุกคนจึงค่อนข้างลำบากและไม่ค่อยสบายนัก ยิ่งสุขอนามัยไม่ต้องพูดถึง ลำพังเงินเดือนผู้ดูแลก็ได้มีมากและเงินช่วยเหลือเด็กก็น้อยนิด สภาพชีวิตของเด็กที่นี่จึงค่อนข้างขัดสนและอยู่เพื่อมีชีวิตรอดเท่านั้น
ดินแดนแห่งเวทมนตร์(โลกเวทมนตร์)
กระทรวงช่วยเหลือพ่อมดแม่มดกำพร้าหรือผู้ไม่รู้ว่าตนเป็นพ่อมดแม่มด เจ้าหน้าที่ในกระทรวงมีหน้าที่ช่วยเหลือสายเลือดแห่งดินแดนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งเวทมนตร์เพื่อกลับไปฝึกพลังของตนให้แข็งแกร่งและร่วมมือกันพัฒนาดินแดนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ขณะนั้นเองหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินตรงไปหาพนักงานของตนและมอบหมายหน้าที่ให้แก่เขาและเธอเพื่อไปตามสายเลือดของดินแดนกลับทันที
“แลนดา ปีนี้มีเด็กหลายคนอยู่รวมกับมนุษย์ประมาณ 50 คน การพาสายเลือดดินแดนแห่งเวทมนตร์กลับมาเป็นหน้าที่ของเธอ”
หญิงสาวผู้ดูแลกระทรวง (ภูติสันติแห่งดินแดนแห่งเวทมนตร์)กล่าวกับตัวแทนในกระทรวง ในที่นี้เธอมีอำนาจสูงสุดและสามารถตรวจจับพ่อมดแม่มดในโลกมนุษย์นี้ได้โดยใช้ความสามารถพิเศษของตน
“อีกอย่างนะแลนดา จำเอาไว้ว่า เด็กๆทุกคนจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเรียนรู้การใช้พลังอย่างถูกต้อง ฉะนั้นเธอต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนวันเปิดภาคเรียน อย่าลืมเอาประวัติพื้นฐานครอบครัวให้พวกเขาดูเพื่อที่เขาจะได้รู้ความเป็นมาของตัวเอง ถึงยังไงตอนนี้ทางกระทรวงได้มีการดูแลพ่อมดแม่มดกำพร้าค่อยข้างดีฉะนั้นไปทำหน้าที่ให้ดีล่ะ เข้าใจใช่ไหม”
“ค่ะ ภูตสันติ” แลนดาตอบแล้วเดินจากไป
ในดินแดนแห่งเวทมนต์มนุษย์ที่มีสายเลือดของเผ่าพันธุ์ผู้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งเวทมนต์ อาจเป็นพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งที่มาจาก ดินแดนนี้ ขอแค่มีสายเลือดของเผ่าพันธุ์แห่งนี้เด็กเหล่านั้นก็จะถูกส่งตัวไปยังดินแดนแห่งเวทมนตร์ทันทีเมื่อถึงวัยอันสมควร โดยเมื่อถึงเวลานั้นเด็กทุกคนจะต้องมาดินแดนแห่งเวทมนตร์เพื่อเรียนรู้การใช้พลังของตัวเองและควบคุมมัน
