บทที่ 6 อย่าได้ล้ำเส้น
บทที่ 6 อย่าได้ล้ำเส้น
หลังผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หนังสือเชิญจากวังรองก็ถูกส่งไปยังจวนสกุลตง ตงหย่าถงจึงได้ก้าวเข้าสู่วังรองในฐานะ “ผู้ถูกพิจารณาดูตัว” อย่างเป็นทางการท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน
องค์ชายรองหมิงหลงอันเป็นผู้เรียกพบด้วยตนเอง ทั้งสอบถามเรื่องหน้าที่ราชการ ความเห็นต่อการคลังของแผ่นดิน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสกุลตงกับขุนนางฝ่ายต่างๆ
ตงหย่าถงตอบได้สุขุม ไม่โอ้อวดเกินควร ท่าทางมั่นคงสมฐานะบุตรชายคนโตของเสนาบดีคลัง
หมิงลี่ถิงนั่งอยู่ด้านข้างตลอดเวลา นางแทบไม่ปิดบังความสนใจที่มีต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
ยามตงหย่าถงกล่าวอันใดน่าสนใจ นางจะยิ้มรับก่อนผ่อนน้ำเสียงตอบกลับอย่างอ่อนโยน บางคราวยังยื่นชาและของว่างให้ด้วยตนเอง ราวกับเกรงว่าแขกคนสำคัญจะถูกละเลย
“ไม่ค่อยเห็นน้องเจ็ดหัวเราะมากมายเช่นนี้ คุณชายตงคงจะพูดคุยถูกเส้น ไว้พรุ่งนี้ก็มารับองค์หญิงออกไปเที่ยวเล่นผ่อนคลายเสียหน่อย เปิ่นหวางอนุญาต”
“จริงหรือเพคะ เสด็จพี่รองใจดีเกินไปหรือไม่”
“หรือเจ้าไม่อยากไป” หมิงหลงอันหันมองน้องสาว
หมิงลี่ถิงทำท่าทีเอียงอายเล็กน้อย แสร้งก้มหน้าไม่ตอบรับ ด้วยตนเองเป็นสตรีหากออกหน้ามากเกินไปย่อมไม่มีความเหมาะสม
“หน้าแดงไปหมดเช่นนี้ พรุ่งนี้คุณชายก็จัดรถม้ามารับด้วยแล้วกัน”
องค์หญิงเจ็ดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แสร้งให้ชายแขนเสื้อตกลงบนตักตงหย่าถง เมื่อเอื้อมมือหยิบขนมที่อยู่ห่างออกไป
ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของเสิ่นเฟยโจว
องครักษ์หนุ่มยืนเงียบอยู่ด้านหลังองค์หญิงเจ็ด สีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม เพียงแต่สายตาที่ทอดมองหมิงลี่ถิงกลับเย็นลงทีละน้อย
เมื่อการสนทนาสิ้นสุด ตงหย่าถงก็ถวายความเคารพก่อนถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ทันทีที่ประตูตำหนักปิดลง องค์ชายรองจึงวางถ้วยชาลงช้าๆ
“ทั้งชาติตระกูล หน้าตา ความสามารถ ล้วนไม่มีสิ่งใดให้ติ” เขาหันไปมององครักษ์เสิ่น “เจ้าสืบดูแล้วเป็นเช่นไร มีข่าวไม่ดีหรือไม่”
เสิ่นเฟยโจวเงียบไปครู่หนึ่ง หลายวันที่ผ่านมา เขาให้คนตรวจสอบสกุลตงแทบทุกด้าน แม้แต่บัญชีการค้าก็ยังแอบตรวจดูแล้ว แต่มันกลับขาวสะอาดเกินไป
สะอาดจนไม่มีข้ออ้างให้ขัดขวาง “ยังไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”
หมิงลี่ถิงที่กำลังเล่นพัดอยู่จึงยกยิ้มบาง “ได้ยินหรือไม่พี่รอง องครักษ์เสิ่นยังหาจุดด่างพร้อยไม่พบ”
แต่เฟยโจวกลับกล่าวต่อทันที “มิได้ กระหม่อมคิดว่าเขาก็ยังไม่เหมาะสม” บรรยากาศในตำหนักเงียบลงเล็กน้อย
องค์ชายรองเลิกคิ้ว “เหตุใด”
“สกุลตงเพิ่งตั้งตัวได้เพียงห้ารุ่น ต่อให้ก้าวขึ้นมาเป็นสกุลใหญ่รวดเร็วเพียงใด ก็ยังมิใช่สกุลดั้งเดิม”
หมิงหลงอันพยักหน้าเบาๆ “ที่เจ้าคิดก็มีส่วนจริง”
หมิงลี่ถิงช้อนตามองคนพูดช้าๆ สีหน้าที่เคยผ่อนคลายจางหายไปทันที
“เช่นนั้นลี่ถิงขอตัวก่อนเพคะ” นางลุกขึ้นทันทีโดยไม่ปิดบังความไม่พอใจ
เมื่อก้าวพ้นประตูมาจนถึงเขตตำหนักองค์หญิงเจ็ด เสียงของเสิ่นเฟยโจวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“องค์หญิงทรงกริ้ว เพราะกระหม่อมทูลความจริงตามที่คิดอ่านหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หมิงลี่ถิงชะงักฝีเท้า นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขาจะถามสิ่งที่เห็นชัดอยู่แล้วไปเพื่ออะไร
หญิงสาวหันกลับมา สีหน้าชัดเจนขึ้นหลายส่วน “เหตุผลเพียงเท่านี้ก็ไม่เหมาะสม เช่นนั้นใต้หล้านี้คงไม่เหลือผู้ใดให้ตบแต่งแล้ว”
“หากไม่ดีที่สุด ก็ไม่ควรแต่งพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงคือคนสำคัญ กระหม่อมย่อมเป็นห่วง อย่าใจร้อนรีบเจาะจงเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ประโยคนั้นทำให้สายตาของหมิงลี่ถิงเย็นชาขึ้นทันที เพราะเหตุการณ์คืนนั้นทำให้นางต้องรีบหาสามี หากว่านางตั้งครรภ์ขึ้นมาจะรอนานไปก็คงตบตาผู้ใดไม่ได้ องค์หญิงเจ็ดเดินย้อนกลับไปหาเขาช้าๆ จนเหลือระยะเพียงคืบ
“เจ้าสั่งเปิ่นกงได้หรือ ว่าควรหรือไม่ควรทำอันใด” ลมหายใจของทั้งสองอยู่ใกล้กันจนแทบปะทะ ก่อนองค์หญิงเจ็ดจะกระซิบเสียงเบา “หรือว่า…เจ้าหึง”
เสิ่นเฟยโจวจ้องนางนิ่ง จากนั้นก็ก้มลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงต่ำตอบกลับ “หากกระหม่อมตอบว่าใช่ องค์หญิงจะหยุดพบเขา จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเรื่องซุกซ่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หมิงลี่ถิงยังไม่ทันตอบ เขาก็กล่าวต่ออีกประโยคให้ได้ยินเพียงสองคน
“อย่างไรเสีย กระหม่อมก็เป็นสามีคนแรกขององค์หญิง”
ดวงตาของนางแข็งค้างไปชั่วขณะ “เจ้าไม่มีสิทธิ์” เสียงขององค์หญิงเจ็ดนิ่งเรียบกว่าทุกครั้ง “อย่ามายุ่งเรื่องของเปิ่นกงอีก”
“องค์หญิง…” เสิ่นเฟยโจวกดเสียงต่ำ
“อย่าได้ล้ำเส้น”
ประโยคนั้นราวกับมีดคมที่ตัดทุกอย่างให้ขาดออกจากกัน เสิ่นเฟยโจวเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะลงช้าๆ “พ่ะย่ะค่ะ เป็นกระหม่อมที่ไม่ดูที่ต่ำที่สูง จึงกล่าวเรื่องมิบังควร”
“รู้ก็ดี”
หมิงลี่ถิงหันหลังกลับทันที ก่อนเอ่ยกับนางกำนัลเสียงเรียบ
“คราวหน้าหากจะรับนัดผู้ใด ให้เลือกวันที่เป็นวันหยุดขององครักษ์เสิ่น” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันใดเป็นเขา เปิ่นกงจะอยู่แต่ในตำหนัก”
“เพคะ”
คณะนางกำนัลรีบติดตามองค์หญิงเจ็ดออกไปทันที เหลือเพียงเสิ่นเฟยโจวที่ยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาตำหนัก สีหน้าของเขาเรียบเฉยดังเดิม ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่ส่งผลใดเลย แต่กำมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกลับแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน
.
.
.
เมื่อมาถึงวันหยุดขององครักษ์เสิ่น หมิงลี่ถิงที่ออกจากวังรองมาอย่างเงียบงัน ด้วยรถม้าของสกุลตงที่มารับ เพื่อไปเลือกผ้าไหมที่หอการค้ากลับบังเอิญเห็นเสิ่นเฟยโจวอยู่กลางตลาดด้านตะวันตก
และคนที่เดินอยู่ข้างเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคุณหนูเมิ่ง องค์หญิงเจ็ดชะงักทันที นางขมวดคิ้วน้อยๆ เป็นเหตุให้คุณชายตงสังเกตเห็น
“กระหม่อมก็มิทันได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าผ้าเหล่านี้คงไม่อาจเทียบกับผ้าที่คัดเลือกจากในวัง เช่นนั้นกระหม่อมขอพาองค์หญิงไปชมทิวทัศน์นอกเมืองดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ตามใจคุณชายเถิด” เมื่อไม่ได้มีเสิ่นเฟยโจวอยู่ดู นางก็มีเพียงท่าทีเรียบเฉยให้ มิได้เข้าหาอย่างเช่นยามที่อยู่ในวังรองอีก
ตงหย่าถงขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ก็คิดว่าอาจเป็นเพราะอยู่ด้านนอกองค์หญิงเจ็ดจึงต้องรักษากิริยา ท้ายที่สุดทั้งสองก็มาหยุดที่ศาลาริมทะเลสาบนอกเมือง
ใต้เงาหลิวอ่อนพลิ้ว ข้างศาลาชมทิวทัศน์มีสตรีและบุรุษผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมิ่งฟางซินและเสิ่นเฟยโจวเองก็มาพลอดรักกันไกลถึงเพียงนี้เชียว หมิงลี่ถิงมองภาพตรงหน้านิ่ง ทั้งสองยืนสนทนาเงียบๆ ไม่ได้ใกล้ชิดจนเกินงาม แต่ก็ไม่ห่างเหิน เสิ่นเฟยโจวในเวลานั้นต่างจากตอนอยู่กับนางอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่ได้เย็นชา นิ่งเฉย เหมือนองครักษ์เสิ่น เขาในยามนี้เหมือนยามที่เป็นเพียงพี่เฟยโจวที่หอบหิ้วอาหารไปให้นางในวังไม่มีผิดเพี้ยน
ภาพนั้นทำให้หมิงลี่ถิงกำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ในเมื่อเจ้ามีคนที่รักที่ชอบอยู่” นางพึมพำกับตัวเอง “แล้วจะมาห้ามข้าเหมือนว่าหึงหวงด้วยเหตุใด”
“องค์หญิงเจ็ดกล่าวอันใดพ่ะย่ะค่ะ” ตงหย่าถงเอ่ยถามย้ำเพราะเสียงลมตีทำให้ได้ยินไม่ชัดเจนนัก
“ด้านโน้นน่ะ กำลังมองว่าใช่องครักษ์เสิ่นกับคุณหนูเมิ่งหรือไม่”
“เห็นจะใช่เพคะ” นางกำนัลเอ่ยตอบแทน
องค์หญิงเจ็ดพยักหน้าเบาๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแสนใจดี “ไปเชิญทั้งสองมาล่องเรือด้วยกันเถิด”
นางมองผืนน้ำกว้างเบื้องหน้า“หากเปิ่นกงลงทะเลสาบ เพื่อความปลอดภัยย่อมไม่มีผู้ใดร่วมล่องเรือได้อีก หากปล่อยให้มาเสียเที่ยว แม่นางน้อยเมิ่งคงเสียใจไม่น้อย”
นางกำนัลรับคำแล้วรีบไปเชิญคนทันที ไม่นานนัก เสิ่นเฟยโจวและเมิ่งฟางซินก็ขึ้นมาบนเรือที่องค์หญิงเจ็ดประทับรออยู่
บรรยากาศในช่วงแรกยังถือว่าสงบเรียบร้อย เมิ่งฟางซินเป็นฝ่ายชวนพูดคุยเสียมากกว่า เพราะบุรุษทั้งสองมิใช่คนพูดมาก ส่วนองค์หญิงเจ็ดก็มิได้ชมชอบจะเอาใจใคร หน้าที่รักษาบรรยากาศไม่ให้อึดอัดจึงเป็นของฟางซินไปโดนปริยาย
“ได้ยินว่าองค์หญิงเจ็ดทรงให้โอกาสคุณชายตงมากเป็นพิเศษ” นางยิ้มอ่อนตัดสินใจจะยืมมือองค์หญิงเจ็ดจัดการพี่สาวต่างมารดาเสียเลย “เห็นทีจะทรงโปรดบุรุษที่มีอนาคตไกลเหมือนพี่สาวหม่อมฉัน”
หมิงลี่ถิงแย้มยิ้มบาง พลางทอดสายตามองผิวน้ำ “ชอบบุรุษเช่นไร เปิ่นกงก็ยังไม่แน่ใจนัก” องค์หญิงหยุดเล็กน้อย “แต่ที่รู้แน่คือตนเองไม่ชอบบุรุษเช่นไร”
“เช่นไรหรือเพคะ”
องค์หญิงเจ็ดยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ“บุรุษที่ให้ความสำคัญกับสตรีหลายคนไปพร้อมกัน”
บรรยากาศบนเรือเงียบลงทันที แต่หมิงลี่ถิงยังคงยิ้มอยู่
“วันนี้บอกสตรีผู้หนึ่งว่าสำคัญ พรุ่งนี้กลับไปดูแลอีกผู้หนึ่ง สุดท้ายก็ทำเหมือนตนเองมีใจเมตตาต่อทุกคน” สายตาของนางเหลือบมองเสิ่นเฟยโจวเพียงชั่วครู่เท่านั้นก็เพียงพอให้เขารู้ตัวว่าถูกว่ากระทบ มิใช่พูดแบบทั่วไป
“บุรุษเช่นนี้ เปิ่นกงรู้สึกรังเกียจที่สุด”
