บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 เข้าป่ากับหยางเชวียน

วันนี้เพราะมีหยางเชวียนมาด้วยทำให้หยางเสี้ยวกำลังตัดสินใจว่า จะไปที่ภูเขาอู๋หลงดีหรือไม่ เพราะการที่เขาเข้าป่าลึกไปทุกวันนั้นเขาไม่ได้บอกให้ใครรู้ ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปขุดผักป่าและวางกับดักที่ภูเขาซิ่วสือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของภูเขาอู๋หลง แต่หลังจากคิดไตร่ตรองรอบคอบแล้ว หยางเสี้ยวคิดว่าตัวเองสมควรจะพูดจาตกลงกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของตัวเองให้เข้าใจ

ตอนนี้ท่านลุงยังไม่กลับบ้าน ลำพังอาศัยแค่ท่านปู่คนเดียวคงจะไม่ได้ ป้าสะใภ้เจ็บป่วยอ่อนแอ ท่านย่าเองร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเช่นเดียวกัน หยางเสี้ยวคิดว่าที่ทุกคนร่างกายไม่แข็งแรงมักเจ็บป่วยอยู่เสมอนั้นอาจจะ เป็นเพราะขาดสารอาหาร เมื่อความเป็นอยู่ไม่ดีอาหารมีไม่เพียงพอ

เนื้อสัตว์คือสิ่งที่หายาก อาหารแต่ละมื้อไม่ผักป่าผัดกับน้ำเติมเกลือนิดหน่อยก็เป็นโจ๊กที่หาเม็ดข้าวไม่เจอ น้ำมันสำหรับทำอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ หายากสำหรับชาวบ้านยากจน ส่วนเกลือก็ราคาแพง แต่ที่แพงกว่าเกลือ ก็น้ำตาล ไม่ว่าจะอะไรล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น

“อาเสี้ยว มีอะไรหรือเปล่า ข้าเห็นเจ้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นานสองนาน แล้วนี่เราจะไปขุดผักป่าที่ไหนหรือ ทำไมเจ้าพาข้าเดินมาทางนี้ล่ะ เราไม่ได้จะไปที่ภูเขาซิ่วสือหรอกหรือ”

“พี่ใหญ่ ท่านรับปากข้าสักเรื่องจะได้หรือไม่ เก็บเป็นความลับของพวกเราสองคน”

“ได้สิ เจ้ามีเรื่องอะไรพูดมาได้เลย เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจ้าหรือ”

“คือพวกเราไม่ได้จะไปที่ภูเขาซิ่วสือ เพราะข้าเห็นว่าชาวบ้านทุกคนต่างไปหาของป่าที่ภูเขาซิ่วสือกันทั้งนั้น คนมาก อาหารน้อย แล้วเรายังจะได้อะไรกลับมาเล่า ท่านว่าหรือไม่”

“แล้วปกติเจ้าไปหาของป่าที่ไหนล่ะ แล้วที่เจ้าบอกว่าเจ้าไปวาง กับดักเอาไว้ ไม่ใช่ที่ภูเขาซิ่วสือหรอกหรือ”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิ ข้าไปที่ภูเขาอู๋หลงต่างหาก”

“อะไรนะ! ภูเขาอู๋หลง นั่นมันอันตรายมากไม่ใช่หรือ อาสะใภ้รู้เรื่องที่เจ้าไปที่ภูเขาอู๋หลงหรือไม่”

“ก็ไม่รู้น่ะสิ ถึงได้บอกให้ท่านเก็บเป็นความลับอยู่นี่ยังไงล่ะ”

“ทำไมเจ้าถึงได้กล้าเข้าไปในภูเขาอู๋หลงคนเดียวล่ะอาเสี้ยว นั่นมันอันตรายมากเลยนะ ข้าว่าเราอย่าไปเลยดีกว่า ภูเขาซิ่วสือถึงจะมีชาวบ้านไปหาผักป่าทุกวันแต่ก็ยังพอมีผักป่าให้พวกเราเก็บอยู่”

“สำหรับคนที่เคยตายมาครั้งหนึ่งอย่างข้าแล้ว ข้ากลัวว่าจะอดตายมากกว่า ท่านเชื่อข้าเถอะ ความจริงแล้วมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”

“อาเสี้ยว เจ้าพูดว่าเจ้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งเหรอ เรื่องจริงหรือเปล่า” หยางเชวียนเมื่อได้ฟังก็ตกใจจนหน้าซีด

“ตอนที่ข้าป่วยยังไงล่ะ ไม่ตายก็เหมือนตายนั่นล่ะ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้สติอยู่ตั้งหลายวัน หลังจากที่ข้าหายป่วย ข้าตั้งใจว่าจะทำทุกอย่างให้ครอบครัวของพวกเรามีอาหารกินอิ่มท้องไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่ว่าอะไร ที่สามารถกินได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะกินมันหรอกนะ คนเราหากอยากมีชีวิตรอดก็ย่อมต้องเข้มแข็งไม่ใช่หรือยังไง หากมัวแต่กลัวนั่นหวาดระแวงนี่ แล้วจะมีชีวิตรอดไปได้ยังไง ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าทำไมลูกชายของผู้ใหญ่บ้านไม่รวมกลุ่มกับชาวบ้านไปล่าสัตว์ แต่เขากลับไปล่าสัตว์ที่ภูเขาอู๋หลง แต่กลับพูดว่าภูเขาอู๋หลงนั้นอันตรายมาก มีสัตว์ป่าดุร้ายแล้วเหตุใดเขาจึงยังไป ล่าสัตว์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองเอาแต่พูดจาให้ชาวบ้านกลัว ท่านไม่คิดบ้างว่าเพราะอะไร ข้ามาคิด ๆ ดูแล้ว บนภูเขาอู๋หลงต้องมีของดีมากมายเป็นแน่ แต่ลูกชายผู้ใหญ่บ้านเอาแต่สร้างข่าวลือให้ชาวบ้านกลัว ชาวบ้านเองก็เชื่อ ในคำพูดของเขา ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดชาวบ้านจึงเชื่อในคำพูดของเขา”

“เพราะอะไรหรือ”

“เพราะเขาอาศัยว่าเป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านยังไงล่ะ อาศัย ความเชื่อถือที่ชาวบ้านมีให้กับพ่อของเขา ในเมื่อเขาเป็นถึงลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็ย่อมต้องเชื่อคำพูดของเขาอยู่แล้ว ท่านเองก็รู้ ชาวบ้านในหมู่บ้านของเราส่วนใหญ่เป็นคนซื่อสัตย์กันทั้งนั้น ส่วนใหญ่ทำไร่ทำนา ไม่ใช่พรานป่ามีฝีมือ ป่าที่ไหน ๆ ก็อันตรายเหมือนกันหมด แต่สำหรับภูเขา อู๋หลงข้าคิดว่ามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เอาล่ะตอนนี้ข้าให้ท่านตัดสินใจเองว่าจะไปต่อกับข้าหรือจะกลับไปหาผักป่าที่ภูเขาซิ่วสือ ส่วนข้ายืนยันคำเดิม ข้าจะไปที่ภูเขาอู๋หลง”

“ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า ลองดูสักตั้ง”

“นี่เป็นความลับระหว่างเราสองคน ข้าหวังว่าท่านจะรักษาสัญญา”

“ข้าย่อมต้องรักษาสัญญาอย่างแน่นอน เป็นเจ้าที่พูดถูก หากอยากมีชีวิตรอดต้องเข้มแข็ง ในฐานะลูกชายคนโตภาระบนบ่าย่อมมีมาตั้งแต่ลืมตา ดูโลกแล้ว เป็นเจ้าที่เตือนสติข้า ตลอดเวลาข้าเพียงตามอยู่ข้างหลังท่านพ่อกับท่านปู่เพียงเท่านั้น แต่เจ้าอายุน้อยกว่าข้าตั้งสองปี เจ้ากลับกล้าหาญและเข้มแข็งกว่าข้าเสียอีก”

“เอาล่ะเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวแดดจะร้อนมากกว่านี้ เมื่อไหร่ พวกท่านพ่อกับท่านลุงจะกลับมา ครั้งนี้พวกท่านพ่อเข้าป่าไปนานมากกว่าทุกครั้ง ท่านแม่ข้าเป็นห่วงมาก ถึงนางจะพยายามเข้มแข็งเพื่อพวกเราพี่น้อง แต่ข้ารู้ดีท่านแม่นอนหลับไม่สนิทสักคืน”

“ท่านแม่ข้ากับท่านปู่ท่านย่าเองก็เป็นห่วงท่านพ่อกับอารองเหมือนกัน ท่านปู่ท่านย่ากับท่านแม่ของข้าเองสุขภาพไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่”

“ต่อไปถ้าหากเรามีอาหารเพียงพอข้าเชื่อว่าทุกคนจะดีขึ้น ที่พวกเราเจ็บป่วยอ่อนแอ เพราะกินไม่อิ่ม ร่างกายขาดสารอาหาร ว่าแต่พี่ใหญ่เชวียนท่านเอาเสียมมาด้วยหรือไม่”

“ข้าเอาเสียมเล็กมาน่ะ”

“เสียมเล็กก็พอแล้ว”

“ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงได้วางกับดักเป็นล่ะ แถมเจ้ารู้อะไรหลาย ๆ อย่างมากมายทีเดียว”

“ก็ไม่ใช่ว่าข้าเคยตามท่านพ่อเข้าไปในเมืองอยู่หลายหนเหรอ ทั้งไปขายสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ ทั้งไปซื้อยาให้ท่านแม่ของข้า ตอนไปขายสัตว์ป่า ข้าบังเอิญพบนายพรานใจดีคนหนึ่งช่วยสอนข้าน่ะ ข้าตามท่านพ่อไปในเมืองสามครั้ง ท่านลุงนายพรานบอกว่าข้าอายุเท่าลูกชายของเขาเลยเข้ามา พูดคุยด้วยและได้สอนข้าตั้งหลายอย่างเลยล่ะ” หยางเสี้ยวแต่งเรื่องขึ้น อย่างแนบเนียน

“นายพรานคนนั้นใจดีมากเลยนะ ปกตินายพรานจะไม่สอนคนอื่นนอกจากลูกหลานของตัวเองหรอกนะ”

“เขาคงให้เพราะว่าข้าน่ารักน่าเอ็นดูน่ะสิ หรือท่านว่าไม่จริง ข้าออกจะหน้าตาดีขนาดนี้”

“มันก็จริง ในบรรดาพวกเราพี่น้องดูเหมือนว่าเจ้ากับอาเสียน จะหน้าตาดีจริง ๆ เพราะอาสะใภ้รองเองก็หน้าตาสะสวยถึงเพียงนั้น สวยกว่าท่านแม่ของข้าอีก”

“ของมันแน่อยู่แล้ว ท่านแม่ของข้าขึ้นชื่อว่าเป็นดอกไม้งามของหมู่บ้านเลยนะ”

เด็กชายทั้งสองเดินมุ่งหน้าเข้าไปในภูเขาอู๋หลง หยางเสี้ยวหวังว่า การที่เขาเข้าป่ามาในครั้งนี้จะต้องได้ของกินกลับไปแน่นอน จากความทรงจำของหยางเสี้ยวที่แห่งนี้มีมันเทศแล้วแต่ไม่มีใครปลูกเพียงแต่หาขุดตามป่าเขาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเผือกหรือมันเทศ ชาวบ้านเพียงหาขุดเอาตามป่าแต่ไม่มีใครคิดจะปลูกพวกมันขึ้นมา มิน่าล่ะถึงได้มีอาหารไม่พอกิน

“เราต้องเข้าไปลึกอีกมากเท่าไหร่หรืออาเสี้ยว”

“ข้าเองก็ไม่รู้ เพียงแต่เดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาของที่กินได้เจอนั่นล่ะ”

“พวกเราอุตส่าห์เข้าป่าลึกมาทั้งที แต่เสียดายข้าไม่รู้จักสมุนไพร สักชนิดเลย เจ้าล่ะอาเสี้ยวพอจะรู้เรื่องสมุนไพรบ้างหรือไม่”

“ข้าเคยเห็นสมุดภาพที่โรงหมอมาบ้าง จำได้อยู่สองสามอย่าง แต่ไม่ใช่ว่าพวกเราจะหาเจอได้ง่าย ๆ นะ”

“นั่นน่ะสิ เป็นอย่างที่เจ้าว่า โอ๊ะ อาเสี้ยวดูนั่นสิ นั่นมันเห็ดผึ้งหวานไม่ใช่หรือ ดอกใหญ่มากเลยล่ะ นานมากแล้วที่ไม่ได้กินเห็ดผึ้งหวานจิ๊ จิ๊ ภูเขาอู๋หลงนี่ช่างอุดมสมบูรณ์จริง ๆ แม้แต่ขนาดของเห็ดยังใหญ่กว่าภูเขาซิ่วสือมาก”

“ใช่ไหมล่ะ เพราะมีของป่ามากมายให้เก็บน่ะสิ แถมมีขนาดใหญ่กว่าด้วย ถ้าวันนี้กับดักของเจ้ามีไก่ฟ้าหรือว่ากระต่ายมาติดก็คงจะดีไม่น้อย จะได้เอาไปตุ๋นน้ำแกงกับเห็ดให้ท่านแม่กับท่านปู่ท่านย่าได้กิน”

“ท่านวางใจได้ จะต้องมีเหยื่อมาติดกับดักของข้าแน่นอน พวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวตอนขากลับค่อยไปตรวจดูกับดัก”

“ตกลง เรารีบไปกันเถอะ ข้าชักจะตื่นเต้นแล้วสิ ไม่รู้ว่าวันนี้พวกเราจะได้อะไรกลับไป ฝากน้อง ๆ บ้าง”

หยางเสี้ยวเดินนำหยางเชวียนเข้าไปในภูเขาอู๋หลงลึกกว่าเมื่อวาน วันนี้ในใจเด็กชายคาดหวังเอาไว้ว่าจะเจอผลไม้ที่กินได้ เพราะตั้งแต่เข้าป่ามาหลายวันเขายังไม่เจอผลไม้ป่าเลย ถ้ามีองุ่นก็คงจะดี ไม่ว่าจะเป็นลูกท้อ สาลี่อะไรก็ได้ขอให้มีเถอะ ชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านตอนนี้มันช่างแร้นแค้น เสียเหลือเกิน เดินมองนั่นนี้มาตลอดทางในที่สุดก็สมหวังเสียที

“อาเสี้ยว มีอะไรหรือเปล่า เหตุใดเจ้าหยุดเดินกะทันหันเช่นนี้เล่า”

“ข้าเหมือนจะเจอผลไม้ป่าน่ะสิ นั่นท่านดู” หยางเสี้ยวชี้ไปที่เถาองุ่น ที่มีองุ่นลูกสีดำอมม่วงอยู่เต็มไปหมด

“นั่นอะไร นั่นมันผูเถาพิษมันกินได้หรือ มันจะมีพิษหรือไม่”

“พี่ใหญ่เชวียน ท่านไม่รู้จักองุ่นรึ”

“นั่นเรียกองุ่นรึ ไม่ใช่ผูเถาพิษหรือ”

“เอ่อ ก็ผูเถานั่นแหละ แล้วทำไมถึงได้เรียกผูเถาพิษ มันมีพิษ? หรือว่ามีใครกินแล้วตาย? ใครบอกท่านว่ามันเป็นผูเถาพิษ?”

“ทุกคนในหมู่บ้านก็เรียกผูเถาพิษทั้งนั้นล่ะ ต่อให้ไม่มีอะไรจะกิน ก็ไม่มีใครกล้าเด็ดไปกินหรอก คนเฒ่าคนแก่สอนเอาไว้ว่าผลไม้อะไรที่มีสี เข้ม ๆ แบบนี้ล้วนแล้วแต่มีพิษทั้งนั้น มีครั้งหนึ่งมีคนเด็กในหมู่บ้านวิ่งไปเล่นในป่า พบผลไม้ลูกเล็กเรียวยาวตอนยังไม่สุกจะมีสีเขียวพอตอนสุกแล้วจะมี สีแดง เด็กคนนั้นเห็นว่ามันน่าอร่อย ด้วยความหิวจึงได้เก็บมากิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเขา”

“เกิดอะไรขึ้นกับเขายังงั้นหรือ”

“เด็กคนนั้น ปากบวมเป่ง แล้วมือที่สัมผัสโดนผลไม้นั่นก็แสบร้อน กินเข้าไปก็แสบร้อนในคอ หน้าตาดูไม่ได้เลย โชคดีที่เขาไม่ตาย ตั้งแต่นั้นมาผลไม้ที่มีสีสันสดใสสวยงามล้วนไม่มีผู้ใดกล้ากินอีก ผูเถานี่ก็เหมือนกัน มันดำอมม่วงขนาดนี้ย่อมมีพิษมาก”

หลังจากได้ฟังที่หยางเชวียนเล่า ผลไม้สีแดงลูกเรียวยาวนั่นน่าจะเป็นพริก การมาเกิดใหม่ในที่ห่างไกลเช่นนี้ทำให้หยางเสี้ยวได้รู้ว่าพืชผักผลไม้บางชนิดยังไม่มีใครรู้ว่ามันสามารถกินได้ เขาคงต้องเริ่มต้นปฏิวัติอาหารขึ้นมาใหม่เสียแล้ว อย่างองุ่นม่วงที่อยู่ตรงหน้านี้กลับถูกเรียกว่าองุ่นพิษ นี่ถ้าเจอแตงโมเปลือกข้างนอกเขียวแต่ข้างในสีแดง ชาวบ้านคงคิดว่ามันเป็นผลไม้พิษอีกแน่นอน

“พี่ใหญ่เชวียน นั่นมันไม่ได้เรียกว่าผูเถาสีม่วงหรอกหรือ ท่านเชื่อข้าหรือไม่ว่ามันไม่มีพิษ”

“เจ้าเคยกินแล้วหรือ อาเสี้ยว กินได้แน่รึ”

“ข้าย่อมต้องเคยกินมาแล้วสิ ถ้ามันมีพิษข้าจะยังมายืนอยู่ตรงนี้ ได้อีกรึ ท่านตามข้ามาก็พอ ขอข้าชิมดูก่อนหวานหรือไม่ บางครั้งก็เปรี้ยว ไม่อร่อย ลูกไหนที่ยังไม่สุกก็จะมีรสฝาด”

หยางเสี้ยวเดินไปเด็ดองุ่นใส่ปาก รสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวนิด ๆ อร่อยมากเลย วันนี้มีพวงที่สุกแล้วอยู่ 7-8 พวง ส่วนที่ยังไม่สุกเหลืออีกมาก วันหลังค่อยมาเก็บกลับไปก็แล้วกัน เด็กชายแบ่งองุ่นที่เก็บมาให้หยางเชวียนลองชิมดู เมื่อเห็นว่าลูกพี่ลูกน้องของตัวเองกินแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้กล้าเอาองุ่นใส่ปากเคี้ยว

“นี่มัน อร่อยมากเลยอาเสี้ยว ข้าไม่เคยกินผลไม้ที่อร่อยขนาดนี้เลย”

“ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่า ใครกันที่บอกว่ามันมีพิษ”

“ก็คนบ้านผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมเตือนว่ามันมีพิษน่ะสิ ตั้งแต่นั้นมา คนที่พบเห็นผูเถาในป่าก็ไม่กล้าเก็บแล้ว”

“ข้าว่าพวกเขาจะต้องโกหกชาวบ้าน ข้าว่าถ้าเอาไปขายในเมืองน่าจะเป็นผลไม้หายากราคาแพง ข้ารู้สึกว่าผู้ใหญ่บ้านนี่ไม่ใช่คนดีอะไร ไม่ใช่ว่าบอกชาวบ้านว่ามีพิษ แต่ตัวเองเก็บไปขายเสียเองหรอกนะ มิน่าเล่า ในหมู่บ้านของเราครอบครัวผู้ใหญ่บ้านถึงได้ร่ำรวยปานนั้น”

“จริงอย่างที่เจ้าพูดนะอาเสี้ยว พอมาคิด ๆ ดูแล้วเหมือนอย่างที่เจ้าพูดมาจริง ๆ ในหมู่บ้านของเราบ้านผู้ใหญ่บ้านร่ำรวยมากจริง ๆ”

“แล้วท่านลุงฟู่กุ้ยล่ะ ไม่รู้หรือว่าผูเถานี่ไม่มีพิษ ถ้าผู้ใหญ่บ้านออกมาบอกชาวบ้านว่ามันมีพิษ ท่านลุงฟู่กุ้ยน่าจะรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านโกหกนะ ท่านลุงฟู่กุ้ยเองก็รับของจากชาวบ้านเข้าไปขายในเมือง”

“ข้าว่าท่านลุงฟู่กุ้ยไม่รู้หรอก เจ้าจำไม่ได้หรือว่าท่านลุงฟู่กุ้ยเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านของเราเมื่อไม่นานมานี้ ยังไม่ถึงสองปีเลย เรื่องผูเถาพิษนี่ มันก่อนหน้านี้แล้ว ท่านปู่ยังเตือนพวกเราทุกครั้งที่เข้าป่าว่าอย่าได้เด็ดผลไม้ที่ไม่รู้จักมากินน่ะ เรื่องนี้มันตั้งแต่ข้าอายุ 6 ขวบแล้ว”

“ถ้าตอนนั้นท่าน 6 ขวบข้าเองก็เพิ่ง 4 ขวบ เรื่องสมัย 4 ขวบใครจะไปจำได้กันล่ะ”

“เสียดายที่มันยังไม่สุกอีกเยอะเลยนะอาเสี้ยว”

“จะเสียดายทำไม วันหลังค่อยมาเก็บกลับไป เรื่องนี้ท่านพี่เชวียน อย่าได้พูดออกไปเด็ดขาด เก็บไว้เป็นความลับของบ้านเรา เข้าใจหรือไม่”

“ข้าเข้าใจแล้ว รอท่านพ่อกับอารองกลับมา เราค่อยพาทั้งสองคน มาเก็บแล้วเอาไปขายในเมืองดีกว่า”

“ตกลง ตอนนี้พวกเราไปกันเถอะ นอกจากเห็ดกับผูเถาแล้ว เรายังต้องหาของกินอย่างอื่นด้วยนะ”

หยางเสี้ยวเดินเข้าไปในป่าด้วยความเบิกบานใจ ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านนี่มันเห็นแก่ตัวจริง ๆ เด็กชายคิดว่าน่าจะมีหลายอย่างที่ครอบครัวนี้กุเรื่องหลอกชาวบ้าน ภูเขาอู๋หลงอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ การอาศัยพึ่งพาป่าเพื่อดำรงชีพมันก็ถูกต้องแล้ว แต่คนพวกนี้กลับเห็นแก่ตัวเอง สักวันเขาจะต้องหาทางเปิดโปงครอบครัวผู้ใหญ่บ้านให้ได้ คนแบบนี้ไม่สมควรเป็นผู้นำ แต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถทำแบบนั้นได้ คงต้องรอให้ฐานะทางครอบครัวดีขึ้นและมั่นคงมากกว่านี้เสียก่อน ค่อยว่ากันอีกที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel