บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 ผู้ใดส่งมา

จางฟานอวี้ก้มมองก็เห็นว่าชุดที่ใส่อยู่ขาดเป็นรอยที่ช่วงเอวสูงขึ้นไปถึงใต้หน้าอก ถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดคนเคร่งขรึมพูดจาไม่เข้าหูคนฟัง จึงมีอาการขัดเขินเล็กๆ ออกมาให้เห็น

“ลูกตาเสียบ้านแกสิ ร่างฉันตอนนี้เพิ่งจะสิบแปดย่างสิบเก้าตึงทุกส่วน หน้าตาก็ออกจะน่ารัก ผิวก็ขาวราวหิมะแบบที่ผู้ชายชอบกันไม่ใช่รึไง”

โจวหลงเฉิงที่แม้จะห่างออกไปหลายช่วงตัว แต่ก็มิใช่ว่าเขาไม่ได้ยินสิ่งใด มุมปากถึงกับยกยิ้ม นึกขันว่าคนที่อุตส่าห์ช่วยมานั้นเป็นสตรีประเภทใด จึงได้อวดอ้างสรรพคุณของตนเองต่อบุรุษแปลกหน้า

เมื่อเห็นว่าหลงเฉิงคงไปหาของอีกสักพักใหญ่ ฟานอวี้จึงแกะเปียของตนเองออก แล้วยืนสะบัดผมไล่น้ำออกกลางแดด หากจะมีฉากผมสยายมัดใจชาย ผมนั้นก็ควรที่จะแห้งสนิทไม่จับตัวเป็นก้อนเสียก่อน

“เจ้าทำอันใด” เสียงสับสนของหลงเฉิงดังขึ้น

จางฟานอวี้ที่จริงจังกับการสะบัดหัวโยกตัว เหวี่ยงผมขึ้นหน้าขึ้นหลังถึงกับชะงักค้าง “ทำให้ผมแห้ง…” นางตอบช้าๆ หันหลังไปเผชิญหน้ากับโจวหลงเฉิง ด้วยสภาพหัวไม่เป็นทรง

“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจอย่างปลงตกดังขึ้น “เจ้าจะจับข้าให้ได้ใช่หรือไม่ ทั้งใส่อาภรณ์รัดรูป เปิดเผยเนื้อหนัง ปล่อยผมต่อหน้าบุรุษ”

“ใส่ร้ายกันเกินไปแล้ว เห็นว่าท่านเดินหายไป จึงจะอาศัยช่วงนี้ทำให้ผมแห้ง ใครจะคาดคิดเล่าว่าจะกลับมารวดเร็วเช่นนี้ ส่วนเรื่องอาภรณ์ขาด…มันความผิดข้าที่ใดกัน อาภรณ์นี้สำหรับใส่เข้าป่า ข้าอยู่ในป่าก็แต่งตัวเช่นนี้ตามธรรมเนียมบ้านข้า” ฟานอวี้กอดอกไม่พอใจ จำได้ขึ้นใจแล้วว่าเหตุใดชาติก่อนจึงได้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับองค์ชายผู้นี้ “อีกอย่างนะเจ้าคะ หัวฟูขนาดนี้มันปลุกเร้ากำหนัดท่านตรงที่ใด หรือคุณชายผู้นี้มีรสนิยมประหลาดเล่า”

“อ้อจริง ดูเหมือนสตรีไม่สมประดีเช่นนี้ ต่อให้แก้ผ้าก็คงไม่คิดพิศวาส ธรรมเนียมแต่งกายประหลาดเช่นนี้มันที่ใดเล่าจะพาไปส่ง อยากจะเห็นกับตานักว่าสตรีแคว้นใด หาญกล้าใส่อาภรณ์แนบชิดกับรูปร่างไม่เกรงใจเทวดาฟ้าดินเช่นนี้”

“อยากไปให้ตายก็ไม่มีปัญญาไปหรอกเจ้าค่ะ เมืองข้านั้น ห้ามบุรุษและคนคุณธรรมต่ำเข้าไป ข้ามันคนสารเลวจึงร่วงหล่นลงมา”

“อ้อ เมืองเช่นนั้นไม่เคยได้ยิน แต่เพราะไม่มีบุรุษจึงแต่งตัวตามใจอย่างนั้นหรือ”

“เจ้าค่ะ” ฟานอวี้สางผมไปพลาง “เห็นบีกินี่แล้วจะหนาว” ฟานอวี้พึมพำ

“บิกิ…บีกีนี่ อะไรของเจ้าอีก อาภรณ์ไว้ใส่ไปที่ใดของสตรีบ้านเจ้าเล่า”

“ได้ยินด้วย?”

“ผู้ใดก็ต้องได้ยิน หากไม่ได้หูพิการ หรือหูตึงจนไม่ได้ยินคนเดินกลับมาจนอวดผมต่อหน้าบุรุษแบบเจ้า”

“ถ้ามันลำบากมากก็ลืมไปเสียเถอะเจ้าค่ะ ตรงนี้มีแค่สองคนข้าไม่พูด ท่านไม่พูด ก็เสมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น” ฟานอวี้ไม่เถียงกับองค์ชายสามอีก และเริ่มสะบัดผมต่อ เพราะอย่างไรเขาก็เห็นความประหลาดของนางไปแล้ว หมดประโยชน์ที่จะแสดงต่อไป

“สตรีบ้านเจ้าปล่อยตัวง่ายดายนัก เห็นทีต้องนำมาอบรมใหม่” หลงเฉิงที่อ้าปากค้างด้วยสตรีตรงหน้ากล้า หันไปก้มๆ เงยๆ ไม่สนใจเขาจึงนึกฉุน “ไม่มีบุรุษแต่มีคำไว้เรียกขาน รู้ดีว่าห้ามบุรุษเห็นตอนปล่อยผม เจ้าแต่งเรื่องก็ต้องแสดงงิ้วให้สอดรับด้วย ข้าจะให้โอกาสเจ้าโกหกใหม่อีกครั้ง”

“อยากให้ความจริงเป็นอย่างไรก็แต่งเรื่องเอาเองสิเจ้าคะ บอกแล้วไม่เชื่อก็ไม่ใช่ปัญหาอันใดของข้า”

“เหตุใดเถียงไม่รู้ความเช่นนี้ ทำดีๆ หน่อย เจ้าเป็นสตรีนะ!”

“…” ฟานอวี้ทำทีว่าไม่ได้ยิน สะบัดหัวต่อในใจร้องเพลงจังหวะเร้าใจไปด้วย

“นี่! ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ! แม่นาง แม่นางหูตึง!” หลงเฉิงที่ทนไม่ไหวเข้าไปตะโกนใส่หูฟานอวี้ส่งท้าย “แม่นางใจง่าย!”

ปัก! จังหวะนั้นฟานอวี้กำลังสะบัดขึ้นศีรษะจึงกระแทกเข้าที่คางของหลงเฉิงเต็มแรง

“โอ๊ย! คางข้า”

“โอ๊ย! หัวๆๆๆ หัวข้า หูด้วย หูจะแตก ตะโกนมาได้” ฟานอวี้ร้องด่าทันที แต่ในจังหวะที่จะวิ่งเข้าไปทุบซ้ำ สายตาพลันเหลือบไปเห็นแสงวิบวับจากแนวต้นไม้

“หลงเฉิง! ระวัง!”

จางฟานอวี้ผลักโจวหลงเฉิงที่กุมคางของตนเองอยู่ให้ออกไปพ้นทาง จึงทำให้ตัวนางไม่อาจหลบออกจากระยะธนูได้ทันท่วงที หัวไหล่ถูกมุมแหลมของธนูดอกนั้นบาดเข้าจนได้เลือด

โจวหลงเฉิงปามีดสั้นออกไปปักเข้ากึ่งกลางใจของคนร้ายลอบสังหารได้พอดิบพอดี แต่มีดอีกเล่มหนึ่งกลับถูกยกจ่อเข้าที่คอของฟานอวี้ที่หมอบกุมแผลอยู่กับพื้น

“ท่าน…ท่านทำอันใด”

“เจ้ารู้นามข้าได้อย่างไร”

“ข้า…!?” จางฟานอวี้รู้ตัวดีว่าทำผิดพลาดครั้งใหญ่ จนมาถึงตอนนี้เขาและนางต่างยังไม่มีผู้ใดแนะนำชื่อเสียงเรียงนามให้กันฟัง

“นางนกต่อ! เกิดเปลี่ยนใจภายหลัง หรือนี่เป็นแผนระยะยาวของเจ้ากันแน่!” เขากดมีดลงไปจนมีเลือดซึมออกมาเป็นจุดเล็กๆ

“ไม่นะเจ้าคะ ไม่ใช่เช่นนั้น โอ๊ย!” ฟานอวี้เจ็บปวดจนน้ำตาไหลริน แผลที่ถูกลูกธนูนั้นแสบร้อนขึ้นมาเหมือนถูกไฟเผา “แสบ! โอ๊ย”

“ไม่รู้ว่าธนูของกบฏมีพิษหรือจึงได้กล้าเสี่ยงเอาตัวเข้าไปรับสร้างบุญคุณ” โจวหลงเฉิง ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องขู่ฆ่าจึงวางมีดสั้นลง เขากระชากเสื้อคลุมออก ก็เห็นว่าพิษนั้นคือพิษร้ายแรงอย่างที่คาดไว้ รอบปากแผลที่เล็กเพียงนิดเดียวกำลังเดือดพล่านด้วยความร้อนจากพิษที่ทำปฏิกิริยากับเนื้อมนุษย์

“เจ้าเป็นคนของผู้ใด พูดมา!”

“ข้า…”

“แม่นางผู้ปากกล้าเมื่อครู่ไปที่ใดเสียแล้วเล่า!” หลงเฉิงเริ่มกดปลายมีดลงลึกขึ้นอีก

จางฟานอวี้เจ็บจนมือเกร็งเล็บจิกเข้าที่แขนของหลงเฉิงอย่างแรง พยายามแข็งใจกล่าวคำตอบที่ฟังแล้วไม่ใช่การตั้งใจกวนประสาทอีกฝ่ายอย่างที่ผ่านๆ มา “ข้าได้ยินคน…เรียก ยามที่อยู่บนม้า หาได้เป็น…กบฏไม่ คนที่ขี่ม้าตาม เรียก…ท่าน เช่นนั้น”

“ข้าไม่ได้ยินผู้ใดเรียกสักครั้งเดียว”

“เรื่องนี้ไม่โกหก ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านตาย” ฟานอวี้จ้องมองไปในดวงตาของหลงเฉิง นางเริ่มมีสีหน้าซีดลง

“ช่วยฟานอวี้ด้วย พิษนี้เจ็บเหลือเกิน” พูดจบสติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนไป

โจวหลงเฉิงที่แม้จะไม่แน่ใจนักว่านางผู้นี้กล่าววาจาตามจริงหรือไม่ แต่คำที่บอกว่าไม่ต้องการให้เขาตายนั้น เขาเชื่อสนิทใจ ทั้งการปล่อยให้คนตายโดยที่ยังมิได้พิสูจน์ความผิดก็หาใช่วิสัยของเขา แม่นางนามว่าฟานอวี้จึงถูกแบกขึ้นหลัง เพื่อไปหายาถอนพิษจากร่างของนักฆ่าให้ทันท่วงที

โชคยังดีที่พลธนูลอบสังหารผู้นี้มียาอยู่ครบถ้วน และแผลมิได้ใหญ่จนน่าหวาดหวั่นจึงสามารถทาแผลได้โดยไม่ต้องพึ่งพายากินควบคู่เหมือนอย่างทั่วไป แต่เมื่อมีนักฆ่าย่อมหมายความว่าจุดนี้ไม่ปลอดภัย และเขาจำเป็นต้องหนีเสียแล้ว ผ้าคลุมชั้นนอกที่เคยให้แม่นางแปลกหน้าสวมกันโป๊ จึงต้องนำมาผูกร่างนางติดกับตัวเขาไว้ ไม่ให้เขาต้องเสียเวลาคอยจับร่างนี้ไม่ให้หงายหลังลงไประหว่างหาทางหลบในป่า

“แม่นางฟานอวี้ เจ้าอย่าใจเสาะตายไปก่อนเสียเล่า”

________________
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel