Ep.2 ทานตะวัน วาริรินทร์
Ep.2 ทานตะวัน วาริรินทร์
ณ ไร่เเสงตะวัน
มีชายเเละหญิงชราคู่หนึ่ง กับหลานสาวผู้อันเป็นที่รักของตาเเละยาย กำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่ที่ห้องครัว บรรยากาศในห้องครัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเเละรอยยิ้มของคนในนั้น.....
"ฮ่าๆๆๆ"
"ยายจ๋า ตาจ๋า วันนี้ตะวันต้องเเวะไปดูไร่นะจ๊ะ" เธอพูดด้วยอารมณ์ที่ยิ้มแย้มสดใส
ทานตะวัน วาริรินทร์ เด็กสาวที่มีหน้าตาเเละรอยยิ้มที่น่ารักสดใส ไร้เดียงสาสำหรับบางเรื่อง ห้าวนิดๆ ทะเล้นหน่อยๆ ใครเห็นก็ต้องรักต้องหลง เธอมีนิสัยที่ดื้อรั้น สู้คน ไม่อ่อนแอ ถึงจะเป็นผู้หญิงก็เถอะ
แต่ยังไงก็ตาม คนในหมู่บ้านทอฝันก็รักและเอ็นดูเธอกันทั้งนั้น เพราะเธอมีจิตใจที่ดี ชอบช่วยเหลือ และมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเสมอ
ทานตะวันเติบโตมาเป็นอย่างดี โดยมีตากับยายคอยดูแลมาตั้งแต่ยังเล็ก เพราะเธอไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่เท่าไหร่ เพราะท่านมักจะบินไปทำงานต่างประเทศบ่อยๆ เลยไม่ค่อยได้เลี้ยงดูเธอ
แต่เมื่อปีก่อน พอทานตะวันอายุได้ 21 ปี
บิดาเเละมารดาของเธอได้เสียชีวิตลงจากเหตุการรถค่ำที่ต่างประเทศ เธอจึงมีเเค่ตากับยายที่ดูเเลเธอมาจนถึงทุกวันนี้
แต่อย่างไรก็ตาม พ่อเเละเเม่ของเธอได้ทิ้งไร่เเสงตะวันเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เเละที่ดินที่อยู่เเถวนั้นประมาณ 20 ไร่ ไว้ให้เธอ เธอจึงต้องดูเเลทุกๆอย่างของท่านให้เป็นอย่างดี ไม่ให้ใครหน้าไหนมาเอาได้
“ไปคนเดียวหรอลูก? ” ผู้เป็นตาถามขึ้น
"จ๊ะ ตะวันว่าจะไปเชคดอกทานตะวันสักหน่อย" เสียงหวานสดใสเอ่ยตอบ
ไร่ทานตะวันที่อยู่ห่างจากบ้านเธอไม่ไกลหนัก เธอเป็นห่วงดอกทานตะวันที่เธอดูเเลมันมาตั้งเเต่เริ่มว่านเมล็ด จนออกดอก
"ไม่ได้ไปดูสามสี่วันเเล้ว ไม่รู้ว่าลูกๆรักของตะวันสุขภาพยังดีอยู่เปล่าจ๊ะตา" เธอพูดด้วยความห่วงใยที่มีต่อดอกทานตะวันของเธอ เปรียบเสมือนลูกหลานเลยก็ว่าได้
“เเล้วที่ร้านดอกไม้ละ? มีคนช่วยดูเเลยัง? ” ตาผู้อันเป็นที่รักของเธอ ยังไม่วายถามถึงร้านดอกไม้ของเธอ
ทานตะวันเธอไม่ได้มีเเค่ไร่และที่ดินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้อย่างเดียว แต่เธอยังเปิดร้านขายดอกไม้ขนาดไม่ใหญ่มากเเละไม่เล็กจนเกินไปเป็นของตัวเองด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบเเละใฝ่ฝันอยากจะทำมาตั้งแต่เด็กเเล้ว
"ตะวันฝากน้ำชา ให้ช่วยดูเเล้วจ๊ะ" เสียงหวานก็ตอบกลับกับผู้เป็นตา
น้ำชา คือ น้องที่อยู่ข้างบ้าน ทานตะวันเอ็นดูเธอเป็นอย่างมาก เสมือนเป็นน้องสาวแท้ๆคนหนึ่ง
“เเล้วไอ้เเฝดสองตัวเเสบนั้น มันหายหัวไปไหนละลูก?
เเฝดที่ว่าก็คือ เจย์กับโจ้ ลูกน้องของทานตะวันที่มีอายุไล่เลี่ยกัน พวกมันกำพร้ามาตั้งเเต่ยังเด็ก ตากับยายของทานตะวันเลยเลี้ยงมาจนโต เเละพวกเเฝด สองคนนี้เอง ที่คอยช่วยดูเเลเธอทุกๆอย่างมาตั้งเเต่ยังเด็ก
"ทำไมไม่มาช่วยในร้าน?" ผู้เป็นยายก็เลยถามขึ้นอย่างหงุดหงิด
"พอดี ตะวันให้พวกมันไปซื้อปุ๋ยในเมืองนะจ๊ะ"
เพราะเมื่อช่วงเช้าเธอสั่งให้สองเเฝดไปซื้อปุ๋ยในเมืองให้ เพื่อมาบำรุงดอกทานตะวันของเธอ
"เเต่ไม่เป็นไรจ๊ะยาย น้ำชาเป็นเด็กที่เก่ง น้องดูเเลร้านได้เป็นอย่างดีเเน่นอนจ๊ะ"
เธอทำท่าทางยกมือขึ้นมาตรงขมัดแล้วสะบัดมือออกไป ราวกับตัวเองเป็นทหาร บอกกับผู้ยายอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ถ้าอย่างนั้น ตากับยายก็โล่งอก งั้นไปไร่ก็ดูเเลตัวเองดีๆนะลูก” ความเป็นห่วงเป็นใยของตากับยายที่มีต่อหลานรักคนนี้
"เเน่นอนจ้าาาา ตากับยายก็รู้ ไม่มีอะไรมาทำร้ายตะวันได้หรอก ไม่งั้นเจอไอ้นี่เเน่ หึๆ" ทานตะวันหัวเราะในลำคออย่างสะใจ กับสิ่งที่ตัวเองคิด ก็ลองมาดิ มันได้ไปภพใหม่แน่!
และไอ้นี่ที่ว่า ก็ไม่มีอะไรมากกกก มันก็แค่ปืนลูกซองนั้นเอง ที่เธอเอาไว้ป้องกันตัว เเละไว้กำราบกับพวกที่ชอบมาหาควานซื้อไร่ของเธอ ปฏิเสธไปเเล้วว่าไม่ขาย เเต่พวกมันก็หน้าด้านหน้าทนซะเหลือเกิน เธอจึงพวกปืนคู่ใจกระบอกนี่ไปที่ไร่ด้วยตลอด...
“งั้น ตะวันขอตัวไปดูลูกๆของตะวันก่อนน่ะจ๊ะ” เสียงหวานเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสุข
“อย่าลืมเอาอาหารว่างไปกินด้วยน่ะลูก”
“อุ้ย เกือบลืมไปเลย แฮร่ๆๆๆ” เธอหัวเราะแห้งๆ ออกมากลบเกลื่อน
“ขอบคุณคร้าาา” และไม่ลืมขอบคุณผู้มีพระคุณของเธอ
หลังจากนั้น ทานตะวันก็วิ่งดุ๊กดิ๊กๆ ไปขึ้นรถจิ๊ปคันสีดำแถมยังเป็นรถสุดที่รักของเธอไม่ต่างจากดอกทานตะวันเลย
ผู้เป็นตากับยาย ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความแสบและทะเล้นของผู้เป็นหลานรัก หันมามองหน้ากันอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ คิดไปคิดมา ใครหนาที่จะมีความสามารถอันเหลือล้นมาครองหัวใจของหลานรักตัวแสบคนนี้ได้ คิดไปอย่างนั้นแล้ว ก็คงจะยาก โอ้ยยย หัวจะปวด!
ในขณะที่ขับรถจิ๊ปไปไร่เพราะไม่อยากเดินให้เสียเหงื่อเสียเเรง
"สวัสดีจ๊ะลุงมี ป้าเเก้ว" พอขับรถผ่านคนในหมู่บ้าน เสียงหวานได้เอ่ยขึ้น ยกมือไหว้ทักทายด้วยรอยยิ้มน่ารักสดใสตามวัย
"สวัสดีจ๊ะตะวัน ไปไร่หรอ?"
"จ๊ะ งั้นขอตัวน่ะจ๊ะ" ไม่ลืมส่งท้ายด้วยรอยยิ้มน่ารักสดใสของเธอ
"จ๊ะ"
“OMG” เสียงหวานตะโกนออกมาอย่างเหลือเชื่อ แววตาเปล่งประกายวิบวาบ
“ไม่อยากจะเชื่อเลย ลูกๆของฉันจะโตเร็วเเละงามได้ขนาดนี้เลยหรอเนี้ย” เธอพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง
หลังจากนั้น เธอก็ได้เดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านล่วงเลยไปได้ประมาณเกือบชั่วโมง เธอก็นั่งพักตรงต้นไม้ใหญ่ที่มีโต๊ะเก้าอี้จัดไว้อยู่แล้ว สำหรับนั่งเล่น กินข้าว และอื่นๆ
จากนั้นเธอก็หยิบเอาอาหารว่างที่ยายห่อไว้ให้ออกมารับประทานเป็นมือเที่ยง เพราะว่าท้องเธอเกิดประท้องให้เธอรีบกินอะไรก็ได้เข้าไปสักที ‘หิ้วจะแย่อยู่แล้ว’ และไม่นาน เธอก็รู้สึกง่วงเพราะความเหนื่อยล้าและเผลอหลับไปในที่สุด
