1| คนที่ถูกเลือก
๑
คนที่ถูกเลือก
ตึกสูงเฉียดฟ้าปรากฏเห็นร่างบางกำลังยืนร้องไห้อยู่ เสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วบริเวณบ่งบอกถึงความเสียใจมากมายมหาศาลของเธอ ขาเรียวยาวก้าวไปหยุดยืนริมขอบตึกอย่างหมิ่นเหม่ หากเธอขยับอีกเพียงนิดเดียวร่างของเธอคงได้ร่วงลงสู่พื้นเป็นแน่
"ฮึก~ คนใจร้าย"ลาวัลย์ตัดพ้ออย่างเสียอกเสียใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมเธอปลิวสยายไปตามแรงลม น้ำตารินไหลไม่ขาดสาย เปียกปอนไปทั้งใบหน้าและหัวใจของเธอ เธอเจ็บเสียยิ่งกว่าโดนมีกรีดกลางหัวใจโดยไม่ใช้ยาชาเสียอีก
ลาวัลย์เป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง หน้าตาจัดว่าสวยเลยทีเดียว วงหน้ารูปไข่รับกับคิ้วโก่งดั่งคันศร ปากกระจับสีระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตากลมโตที่รายล้อมไปด้วยขนตายาว บัดนี้ใบหน้าที่ถูกประทินโฉมมาอย่างสวยงาม กลับเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา รั้งเอามาสคาร่าและเครื่องสำอางหลุดลอกออกเลอะเต็มไปหมด
เพราะผู้ชายที่เธอรัก กลับทิ้งเธอไปแต่งงานกับคนอื่น!
เธออยู่ในชุดเจ้าสาวที่พร้อมจะแต่งงานกับคนที่เธอรัก หากงานมันไม่ล่มไปเสียก่อนเธอคงได้เป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดและมีความสุขที่สุดในวันนี้ ลาวัลย์มองที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ แหวนเพชรเม็ดโตที่เขาเคยสวมให้กับเธอ กลับมีผู้หญิงอีกคนสวมด้วยเช่นกัน!
ในเมื่อโชคชะตาเล่นตลกกับเธอแบบนี้ เธอก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป หญิงสาวมองลงไปยังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยรถราที่สัญจรไปมามากมาย ไม่ต้องบอกก็คงรู้ ว่าหากเธอตกลงไปร่างเธอจะเละสักแค่ไหน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอสนใจ เธอสนใจแค่ว่าเธอไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว
"ลาก่อน"เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางหลับตาลงช้า ๆ เธอพร้อมที่จะตายในตอนนี้แล้ว
ร่างระหงทิ้งตัวลงดิ่งสู่พื้นโดยเร็ว หัวใจเธอหล่นวูบเมื่อรู้สึกหวิว ๆ หากนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต ก็ขอให้ชาติไหน ๆ อย่าได้พบเจอกันอีกเลย
ทว่าไม่ทันที่ร่างของเธอจะแตะถึงพื้นเธอก็มองเห็นอะไรบางอย่างลาง ๆ ด้วยสายตาพร่ามัว ปีกใหญ่สยายอยู่ไกลลิบ ๆ หมอกควันบังตาจนแทบมองไม่เห็น ลาวัลย์พยายามเพ่งมองหากแต่ช่วงวินาทีที่รู้สึกว่าตัวเธอกำลังลอยขึ้นแทนที่จะตกลงไปข้างล่างหญิงสาวกลับสลบไปเสียก่อน
ผากัณฑ์ภพ
เปลือกตาเธอค่อย ๆ เปิดทีละนิด ก่อนที่ลาวัลย์จะหลับตาลงเช่นเดิมแล้วลืมตาใหม่อีกครั้ง ภายในห้อง ไม่ใช่สิ นี่มันไม่ใช่ห้องแต่กลับเป็นที่ใดที่หนึ่งซึ่งเธอไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน
"สวรรค์เป็นแบบนี้เหรอเนี่ย"หญิงสาวมองไปรอบ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ ถ้ำขนาดใหญ่มหึมาที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงามแต่รายล้อมไปด้วยสิ่งของมีค่ามากมาย ทั้งแจกันทอง ตะเกียงทอง ทุกสิ่งอย่างในถ้ำนั้นล้วนเป็นสีทองเกือบทั้งหมด
"ว้าว สวยจัง"ลาวัลย์เอ่ยอย่างหลงใหล คิดว่านี่คงเป็นสวรรค์ที่เธอได้เจอ เพราะเธอตายแล้ว หญิงสาวเดินสำรวจไปทั่วทั้งห้องถ้ำขนาดใหญ่นี้ มือเรียวเผลอหยิบทับทิมเม็ดงามสีชมพูขึ้นมาเชยชม
"ของมีค่าขนาดนี้ ทำไมวางเรี่ยราดอย่างนี้เนี่ย ถ้าเรายังไม่ตายจะเอาไปขายให้หมดเลย"ลาวัลย์เอ่ยพลางหัวเราะคิกอย่างนึกขัน ลืมความเศร้าโศกในโลกมนุษย์ไปหมดสิ้น
"เจ้าก็ซนเหมือนกันนะ"เสียงทุ้มเอ่ยจากด้านหลังทำให้ลาวัลย์ตกใจเผลอทิ้งทับทิมเม็ดงามลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ทว่าเธอกลับต้องตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อทับทิมเม็ดนั้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ กระจายไปทั่วพื้น
"ตายแล้ว!"ลาวัลย์ร้องเสียงหลง ยกมือขึ้นปิดปากอย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองเจ้าของเสียงนั้นในทันที เธอเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กว่าเธอมาก หากเทียบดูแล้วคงไม่ต่ำกว่า 200 เซนติเมตรเป็นแน่ ขนาดเธอสูงถึง 175 เซนติเมตรยังห่างจากเขาไปมากโข
บุรุษรูปงามยืนเอามือไขว้หลังพลางมองเธอเงียบ ๆ แววตาดุดันจนเธอรู้สึกกลัว จมูกโด่งโค้งงุ้มเป็นทรงหยดน้ำ ปากหยักยกยิ้มอย่างนึกขัน เธอจะไม่ตื่นเต้นขนาดนี้เลยหากผู้ชายคนนี้จะยอมใส่เสื้อผ้าดี ๆ เขาเปลือยอกท่อนบนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม หน้าท้องเป็นลอนน่าสัมผัส อีกทั้งผมยาวหยักศกสีดำขลับบ่งบอกว่าเขาดูแลตัวเองดีขนาดไหน เขาเหมือนเทพบุตรกึ่งซาตาน ด้วยเพราะแววตาที่ดุดันของเขาทำให้เธอกลัว
"ทำไมจ้องข้าแบบนั้น"สุวรรณกายเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปใกล้เธอมากกว่าเดิม ลาวัลย์ถอยร่นด้วยความหวาดระแวง
"ค..คุณเป็นใครคะ? พระอินทร์เหรอ หรือเทวดา หรือไม่ก็เป็นเทพคะ?"ลาวัลย์ถามอย่างที่ใจคิด หากนี่เป็นสวรรค์คงไม่แปลกที่เธอจะเจอกับเหล่าเทพเทวดานี่ เพราะถ้าเป็นนรก ทำไมเธอไม่เห็นรู้สึกร้อนเลย
"ไม่ใช่ทั้งสวรรค์แล้วก็นรก แล้วข้าก็ไม่ใช่เทพ..ไม่ใช่เทวดา หรือพระอินทร์อย่างที่เจ้าคิดด้วย"
"เอ๋? ไม่ใช่เลยเหรอคะ แล้วคุณเป็นใคร"ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดแล้วเขาจะเป็นใครกัน
"ข้าอยู่สูงกว่าพวกนั้น"
"แล้วเป็นใครละคะ"ลาวัลย์เริ่มชักสีหน้า ถามก็ไม่ยอมตอบเสียที ให้เธอเล่นทายใจกันอยู่นี่แหละ
"เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้"สุวรรณกายเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะก้มหยิบเศษทับทิมขึ้นมาไว้ในมือ เขาเพียงแค่กำมือแล้วแบออก ทับทิมเม็ดงามก็กลับสู่สภาพเดิม
"เฮือก!"ลาวัลย์ถึงกับเบิกตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ เธอถึงกับทรุดร่างลงที่พื้นอย่างหมดแรง "โอ้ย จะเป็นลม"
"ไม่ต้องแปลกใจ ยังมีอีกหลายอย่างที่เจ้ายังไม่เคยรู้"เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นึกขันสาวเจ้าที่ทรุดนั่งเหมือนกับจะเป็นลม นี่ถ้าหากหล่อนรู้ว่าเขาเป็นใครและที่นี่ที่ไหนหล่อนไม่หัวใจวายตายหรอกหรือ
"แปลกสิ ทำไมจะไม่แปลก ก็เมื่อกี้คุณ...คุณมีพลังพิเศษเหรอคะ"ลาวัลย์เบิกตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อคิดว่าเขาต้องมีพลังพิเศษแน่ ๆ เกิดมาไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้เลย มือเรียวยกขึ้นกุมอกข้างซ้ายที่เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง
"เดี๋ยวต่อไปเจ้าก็รู้เอง"
"หมายความว่าไงคะ?"หญิงสาวขมวดคิ้วคล้ายสงสัยด้วยเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
"เฮ้อ~ เด็กคนนี้เข้าใจยากจริง ๆ เอาล่ะ ข้าขอถามเจ้ากลับบ้าง เจ้าชื่ออะไร"เจ้าของร่างใหญ่เดินไปนั่งบนเตียงนอนที่เธอเพิ่งตื่นเมื่อสักครู่
"ลัล ลาวัลย์ค่ะ"ไม่รู้ทำไมเธอถึงเกรงกลัวแววตาเขาได้มากขนาดนี้ สุวรรณกายกระดิกนิ้วเรียกให้เธอเข้ามาใกล้ ๆ แต่ลาวัลย์ส่ายหัวอย่างไม่ยินยอม เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอตายแล้วจริง ๆ หรือ
"มาหาข้าลาวัลย์"ไม่รู้เพราะเกรงกลัวเขาหรือเพราะอะไรเธอถึงยอมคล้อยตามเขาง่ายดาย ร่างระหงเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะถูกรั้งข้อมือให้นั่งลงบนตักแกร่ง
"อ๊ะ!"เธอร้องอย่างตกใจ มองเขาด้วยแววตาตื่นกลัว
"ไม่ต้องกลัวข้า ข้าจะไม่มีวันทำร้ายเจ้า..เพราะเจ้าคือคนที่ถูกเลือก"
"ถูกเลือก?..ใครเลือก เลือกใครคะ?"เธอไม่เข้าใจอะไรเลย ยิ่งคุยยิ่งงงเข้าไปใหญ่
"ข้าถึงบอกว่าเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง เอาล่ะสาวน้อย ได้เวลากลับบ้านของเจ้าแล้ว แต่ก่อนอื่น..เรามีเรื่องต้องตกลงกันก่อน"เสียงทุ้มเอ่ยบอก กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
"ข้อตกลงอะไรคะ"
"เจ้าคือคนที่ข้าเลือก จากนี้ไปข้าจะอยู่ในชีวิตเจ้า ข้าให้อิสระแก่เจ้าเพียงเจ็ดวัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าจะเป็นของข้าไปตลอดกาล"
"หา!...ฉันงงไปหมดแล้ว ช่วยอธิบายอะไรที่มันเข้าใจง่าย ๆ หน่อยค่ะ"หญิงสาวเกาหัวแกรก ๆ อย่างงงงวย นี่มันอะไรกัน หรือเธอจะฝันไป
"เชษฐา พานางไปส่ง เฝ้าดูนางให้ดีอย่าให้คลาดสายตา รายงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับนางให้ข้าด้วย"สุวรรณกายเรียกบริวารที่ยืนเฝ้าหน้าปากถ้ำพร้อมกับเอ่ยคำสั่ง
"ขอรับท่าน"เชษฐารับคำสั่งพร้อมกับร่ายมนต์บางอย่าง ชั่วอึดใจลาวัลย์ก็หมดสติไปในที่สุด
"ดูแลนางให้ดี"สุวรรณกายเอ่ยกำชับอีกครั้ง
"ขอรับท่าน ข้าจะดูแลท่านหญิงให้ดีที่สุด"เชษฐาโค้งหัวเคารพก่อนจะอุ้มร่างบางที่นอนหมดสติไว้ในอ้อมแขน ปีกสีขาวกางออกก่อนจะเหินลงไปยังโลกมนุษย์
ตะวันลาลับขอบฟ้าเหลือเพียงความมืดสนิท โคมไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้นด้วยมือของลาวัลย์ เธอคลึงขมับเบา ๆ เมื่อรู้สึกปวดหัว
"นี่มันห้องของเรานี่นา กลับมาตอนไหนเนี่ย"ลาวัลย์มองไปรอบห้องที่คุ้นเคย สองเท้าก้าวลงพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ หญิงสาวเพ่งมองตัวเองในกระจกร่างกายเธอยังคงปกติทุกอย่างซ้ำยังใส่ชุดแต่งงานตัวเดิมอีกด้วย เมื่อครั้นหยิกแขนตัวเองก็รู้สึกเจ็บจนต้องร้องโอดโอย
"นี่เรายังไม่ตายจริง ๆ เหรอเนี่ย"เธอมองตัวเองอย่างเหลือเชื่อ ผู้ชายคนนั้นช่วยชีวิตเธอไว้ใช่หรือเปล่า ไวเท่าความคิดสองเท้าเดินออกไปเพื่อหาพ่อแม่ของเธอ
"ทุกคนไปไหนกันหมด"ลาวัลย์กดโทรศัพท์หาผู้เป็นแม่ ก่อนจะได้ใจความว่าพ่อของเธออยู่ที่โรงพยาบาล หญิงสาวรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
โรงพยาบาล
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลลาวัลย์ก็รีบไปยังห้องฉุกเฉิน เธอพบมารดาของเธอกำลังซบหน้าร้องไห้กับฝ่ามือ แข้งขาเธออ่อนแรงไปหมด ไม่มีแรงจะก้าวเดิน
"แม่คะ.."
"ลัล..ลัลหายไปไหนมาลูก ฮึก~ รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงลูกขนาดไหน"ลาวดี [ลา-วะ-ดี] เอ่ยถามบุตรสาวพลางหมุนตัวไปมาอย่างเป็นห่วงเป็นใย เมื่อเห็นว่าลาวัลย์ไม่ได้เป็นอะไรมากเธอก็โล่งอก
"หนูขอโทษค่ะแม่ แล้วพ่อเป็นยังไงบ้างคะ"ลาวดีปล่อยมือก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย
"พ่อเขา..เส้นเลือดในสมองแตก ฮือ ๆ อาการห้าสิบห้าสิบ ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไง ฮึก~"ลาวดีปิดหน้าร้องไห้อย่างใจหาย สามีจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ลาวัลย์นิ่งอึ้งด้วยเพราะทุกอย่างมันเป็นเพราะเธอเอง เพราะเธอคนเดียว หยาดน้ำใสใสไหลอาบแก้มนวลเธอทรุดนั่งลงพื้นพร้อมกับประนมมือกราบลงแทบเท้าของมารดา
"หนูขอโทษค่ะแม่ ฮึก~ หนูขอโทษ หนูผิดเอง ฮือ ๆ "ลาวัลย์ก้มหน้าร้องไห้อย่างสำนึกผิด เธอเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ เพราะเรื่องของเธอพ่อเธอจึงต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้
"ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร มันผ่านมาแล้ว แค่ลัลไม่เป็นอะไรแม่ก็ดีใจแล้ว"ลาวดีคว้าบุตรสาวเข้ามากอด เธอลูบหัวอย่างปลอบโยน แค่นี้ลูกสาวเธอก็รู้สึกเสียใจมากพอแล้ว
"หนูขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องขายหน้า หนูเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อ...."ความรู้สึกผิดมากมายถาโถมเข้ามาหาเธอ หากงานแต่งไม่ล่มพ่อกับแม่เธอก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจอย่างนี้
"ไม่ลูกไม่ ลัลไม่ได้ผิด ถ้าจะผิดก็ผิดที่ผู้ชายคนนั้น อย่าโทษตัวเองเลยนะลูก"ลาวดีจูบที่กระหม่อมบางอย่างรักใคร่ ลูกเจ็บเธอก็เจ็บด้วย สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้อยู่อย่างนั้น
