บท
ตั้งค่า

2.ประตูเมืองเจี้ยน

“พี่เปียว...ท่านย่า ไม่หลับตา” นั่นคือภาพสุดท้ายที่จวี้ชิงหรานเห็น

“อย่าได้ห่วง เมื่อเราปลอดภัย พี่จะกลับมาจัดการเรื่องนี้ เสี่ยวหราน ข้ากับเจ้า ต้องไปให้ถึงเมืองข้างหน้า เราจะถูกทหารเสอ จับตัวไม่ได้เด็ดขาด เจ้าเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่”

จวี้ชิงหรานไม่ตอบ นางซุกหน้ากับแผ่นหลังเหลียงเปียว และน้ำตาอุ่นๆ ก็ไหลออกมาไม่หยุด แต่ดูเหมือนโชคร้ายไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ในขณะที่เหลียงเปียวให้จวี้อี้หรานขี่หลัง เหล่าสุนัขป่าล่าเนื้อที่ถูกฝึกมาอย่างดีของพวกทหารรับจ้าง ก็ออกไล่ล่าพวกเขา หมายจะกัดเนื้อหวานๆ ให้จมเขี้ยว

ในความโชคร้ายและหนทางที่มืดมิดของเด็กทั้งสองคน ท้องฟ้ายังฉายแสงสว่างให้เห็น เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาพอดี ฝ่ายนั้นคือคนสกุลอู๋ ซึ่งไท่ฮูหยินเบื่อความวุ่นวายในจวนแม่ทัพ นางหวังอยากมาใช้ชีวิตเงียบสงบสักพัก กับหลานๆ พร้อมกันนั้นก็ดูแลพวกเขาระหว่างที่ศึกษาศาสตร์ต่างๆ กับปรมาจารย์กู้ ผู้รอบรู้เรื่องวิชาหมากกล และแผนที่

“เสียงร้องของเด็กใช่หรือไม่ เทียนเอ๋อร์”

“มิผิดจากนั้นท่านย่า เพียงแต่เราช้าเกินไปแล้ว เกรงว่าหากไม่รีบไปให้ถึงจุดหมาย อาจถูกพวกทหารเสอลอบโจมตี”

ลิ้มซือเฟย เป็นทั้งลูกสาวแม่ทัพเทพอาชา และสามีนางคือ แม่ทัพไร้พ่าย มีหรือที่นางจะเกรงกลัวสิ่งใด หากช่วยเหลือคนได้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว

“หยุดรถเถิด ช่วยได้หนึ่งชีวิต ยังดีกว่า ไม่ทำสิ่งใด”

อู๋หยางเทียนไม่ชอบใจ แต่เขาฟังท่านย่าเสมอ ดังนั้นจึงบอกให้รถหยุด แล้วออกไปดู สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเบื้องหน้า

ยามนั้น สุนัขป่าหกเจ็ดตัวเตรียมกระโจนเข้าใส่เด็กชายร่างผอม และบนหลังเขามีแม่นางน้อย ที่ตัวสั่นจัด

“เป็นคนดีหรือร้าย ไฉนถึงถูกไล่ล่า หรือว่าขโมยของผู้อื่นมา”

เสียงอู๋หยางเทียน ทำให้เด็กหญิงหันไปมองเขา ในยามนั้น เหมือนว่าจวี้ชิงหรานได้พบกับเทพน้อย ผู้ที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือ ทว่าเป็นอึดใจต่อมา ที่เสียงของคนกำลังจะแตกเนื้อหนุ่มเอ่ยขึ้น

“หากยอมจ่าย 2 ตำลึงเงิน ข้าจะช่วยให้พวกเจ้าทั้งสองไม่ต้องถูกหมาป่ากัด!”

เมื่ออู๋หยางเทียนกล่าวเช่นนั้น จึงสร้างความโกรธแค้นต่อ

เหลียงเปียว

“บัดซบ เห็นอยู่ว่าพวกเราตกทุกข์ได้ยาก เหตุใดเจ้าถึงยังทำเรื่องไม่อายฟ้าดิน”

อู๋หยางเทียนยกยิ้มตรงมุมปากแล้วเอ่ยว่า “ข้ามีคติประจำใจเสมอ ช่วยผู้อื่นย่อมต้องได้ผลตอบแทน!”

“ฮ่าๆ ๆ เช่นนั้น อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ข้ากับน้องสาว ย่อมหาทางเอาตัวรอดได้”

ทั้งที่เหลียงเปียวกล่าวเช่นนั้น แต่สุนัขตัวใหญ่ ยังพุ่งเข้ามาหาเขา และชนอย่างแรงจนล้มหงายหลัง ส่วนอีกตัวหมายจะกัดที่ใบหน้าเหลียงเปียว หากเป็นตอนนั้นที่อู๋หยางเทียนขว้างกระสวยพุทราออกไป เพื่อสกัดมัน

“ครั้งนี้ข้าคิด 50 อีแปะ ก็แล้วกัน ราคาถูกเช่นนี้ หวังว่าจะมีจ่าย”

อู๋หยางเทียนยังไม่วายพูดก่อกวนคนที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน และจวี้ชิงหราน แม้จะเป็นเพียงแม่นางน้อย แต่รู้สึกได้ว่าคนตัวโตช่างไร้น้ำใจ

“ข้ากับพี่เปียว ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน” นางเอ่ยแล้วยื่นมือไปคว้ากิ่งไม้เล็กๆ เพื่อใช้มันตีสุนัขป่าที่แยกเขี้ยวขาวๆ ข่มขู่

และในช่วงที่น่าหวาดเสียว อีกร่างหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับอู๋หยางเทียนโผล่ออกมา ก่อนกระโดดเข้าไปร่วมวงด้านล่างเพื่อช่วยสกัดสัตว์เดรัจฉาน

“อย่าได้กังวล สกุลอู๋มิสิ้นคนดีหรอก” อู๋อี้ซานเอ่ยจบ ก็ใช้แส้ยาวที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อหวดไปข้างหน้า และเป็นเหตุใดเหล่าสุนัขร้องเสียงหลง

ยามนั้นดวงตากลมโตของจวี้ชิงหรานมองไปที่อู๋อี้ซาน และแม่นางน้อยปลื้มใจเหลือเกินที่คนผู้นี้ยื่นมือช่วยเหลือ

“ข้าไม่มีเงินให้ท่าน” จวี้ชิงหรานเอ่ย แม่นางน้อยถูมือเล็กๆ ซึ่งชื่นด้วยเหงื่อไปมา

“อย่ากังวล บุญคุณสิบปีทดแทนไม่สาย หากวันใดได้เจอกันอีก หวังว่าเจ้าจะจำ อู๋อี้ซานผู้นี้ได้”

แม่นางน้อยยิ้มกว้าง และบอกอีกฝ่ายว่า

“นี่พี่เปียว ส่วนข้าชื่อ เสี่ยวหราน น้ำใจผู้มีพระคุณพวกข้าจะไม่ลืม”

ประตูเมืองเจี้ยนอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อยทั้งสองคน ทว่ามันไม่ได้เปิดต้อนรับผู้ใดง่ายๆ นอกจากต้องมีหนังสือผ่านทาง หรือไม่ก็คือเป็นการลงทะเบียน โดยมีคนในเมืองรับรอง คนผู้นั้นต้องมีหลักแหล่งแน่ชัด มีงานทำและเสียภาษี

ดังนั้นยามนี้ ด้านนอกจึงมีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ คนพิการนั่งๆ นอนๆ อยู่ตามมุมต่างๆ ฝ่ายเหลียงเปียวกับจวี้ชิงหรานที่เพิ่งมาถึงก็พบความผิดหวังครั้งใหญ่ อีกทั้งพวกเขาหิวจนตาลาย เหลียงเปียวยามนี้เหมือนจะเป็นไข้ ตัวร้อนจี๋ ดวงตาแดงก่ำ

“อย่ากังวล ท่านป้าคังอยู่ในเมืองนี้ บิดาส่งข่าวมาหลายวันแล้ว อย่างไรนางคงกำลังออกตามหาเรา เสี่ยวหราน เชื่อพี่นะ”

เด็กหญิงไม่อยากร้องไห้ และยามที่นางหันไปเห็นผู้อื่นที่อยู่บริเวณนั้น ต่างแสดงสีหน้าอย่างคนสิ้นความหวัง ขณะเดียวกันแม่นางน้อยพบว่า มีกลุ่มคนแต่งตัวดี แต่สายตากับท่าทางของพวกเขาร้ายเหลือเกิน บางครั้งเห็นว่าชายอ้วน ที่มักทำจมูกขยุกขยิก ใช้เท้าเขี่ยร่างที่นอนอยู่บนพื้น เพื่อตรวจสอบว่าเป็นหรือตาย

“ไป ไปจับหน้าเด็กคนนั้นเงยมาให้ข้าดูดีๆ สิ” พ่านถู ซึ่งเป็นนายหน้าค้าทาสสั่งลูกน้องตน

เมื่อได้ยินอย่างนั้น เหลียงเปียวแม้ยังเด็กแต่เขาเข้าใจโลกมาก ยามอยู่กับบิดานับว่าเป็นเด็กที่เก่ง กล้าหาญ ทั้งยังเห็นโลกมามิน้อย

“ห้ามแตะต้องตัวน้องสาวข้า”

“ไอ้หนู อย่าเสียงดัง รู้หรือไม่ ข้าคือคนเดียวในเมืองนี้ ที่จะใจดีกับเจ้า ให้ทั้งข้าว และเสื้อผ้า”

เหลียงเปียวมองนายหน้าค้าทาส ก่อนถุยน้ำลายลงพื้น การแสดงออกนั้น สร้างโทสะให้แก่กลุ่มคนดังกล่าว

“ข้าเห็นเจ้าแวบแรก ก็เข้าใจได้เลยว่า ต้องการสิ่งใด เตือนไว้ก่อน เราสองคนไม่ใช่พวกไร้หัวนอนปลายเท้าที่ใครจะมาซื้อขายได้ง่ายๆ”

“โอ้ มีความรู้เสียด้วย อย่างนี้สิดี เด็กผู้หญิงให้ไปอยู่รับใช้เมียข้า ส่วนเจ้าไปทำงานในซ่องเป็นโสเภณีชายดีหรือไม่ พวกขันที และขุนนางบ้าตัณหา ชอบเหลือเกินเด็กชายที่ดื้อรั้น และอวดเก่งเช่นเจ้า”

ด้วยมีพิษไข้ในร่างกาย และยังหิวจนแสบท้อง เหลียงเปียวเลยไม่ใคร่จะมีแรงตอบโต้คนเหล่านั้น แต่เขายังเสียงดังสุดกำลังตน

“ท่านป้ากำลังออกมารับข้ากับน้องสาว หากพวกท่านไม่อยากเดือดร้อน เรื่องลักพาตัวผู้อื่นไปขาย จงไปให้พ้นๆ เสีย”

นายหน้าข้าทาสยกยิ้มเหี้ยม สายตาเขาไม่ได้จับจ้องเหลียงเปียว หากมองที่แม่นางน้อย มองแล้วประทับใจ เด็กหญิงคนนี้หากขายให้คหบดีคงได้ 30 ตำลึงเงินเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าเป็นพวกขุนนางที่ต้องการสาวใช้ไว้บำเรอลูกชาย อาจได้มากถึง 50-100 ตำลึงเงินเลยทีเดียว

“โอ้ เช่นนั้นข้าขออภัยคุณชายน้อยที่ล่วงเกิน” นายหน้าค้าทาสเอ่ยจบ จึงบุ้ยใบ้ให้คนของตนมอบของกินกับเหลียงเปียว มันเป็นหมั่นโถว และขนมแป้งทอดไส้ถั่วเหลือง

“ถือเสียว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของข้า”

คราแรกเหลียงเปียวไม่อยากรับ แต่เขาเห็นว่ารอบๆ กายมีคนได้ของกินพวกนี้ ดังนั้นจึงรับไว้อย่างเสียมิได้ กระทั่งนายหน้าค้าทาสก้าวห่างออกไป เสียงเล็กๆ ของจวี้ชิงหรานก็เอ่ยถาม

“น้องหิว พี่เปียว น้องกินหมั่นโถวได้ไหม!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel