7 อยากจีบหรือแค่อยากรู้จัก
พิมมาดาพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา เธอแสร้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง ทั้งที่ในใจสั่นระรัวดั่งกลองรบ เมื่อสัมผัสได้ว่าสายตาคมกริบคู่นั้นยังคงวนเวียนอยู่แถวเรียวขาและเนินอกของเธอไม่เลิกรา
“พี่ว่าฉลามตั้งใจขับรถจะดีกว่านะ” หญิงสาวเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด ทว่ากลับมีความแหบพร่าแฝงอยู่จนคนฟังรู้สึกวูบวาบ
“ผมขอโทษครับ...” ฉลามตอบพลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเสียงหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์หนุ่มฉกรรจ์
“ก็พี่ทั้งสวยทั้งหุ่นดีขนาดนี้... ขนาดผมใส่แว่นตาดำปกปิด พี่ก็ยังจะรู้ทันผมอีกนะครับ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้พิมมาดาหน้าร้อนผ่าว ผิวขาวเนียนละเอียดขึ้นสีระเรื่อจนเห็นได้ชัด เธอหันกลับมามองสบตาเขาผ่านเลนส์สีเข้ม แววตาของเธอวาววับด้วยมาดผู้จัดการสาวที่พยายามจะคุมเกม
“พี่ผ่านมาหมดแล้วฉลาม... เธอคิดอะไรอยู่พี่รู้หมดแหละ อยู่ที่ว่าพี่จะพูดหรือเปล่า” ฉลามยกยิ้มกริ่มที่มุมปาก มือหนาที่กุมพวงมาลัยบีบกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของเขาไม่ได้ดูเกรงกลัวต่อคำขู่ของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่กลับดูคึกคะนองเหมือนนักล่าที่เจอเหยื่อที่มีเขี้ยวเล็บ
“รู้หมดเลยเหรอครับ?” เขาแกล้งลากเสียงยาวพลางลดความเร็วรถลงเล็กน้อยเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดเธอในพื้นที่จำกัดนี้ให้นานขึ้น
ภายในรถเอสยูวีที่ยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้า ความเงียบถูกทำลายลงด้วยถ้อยคำสารภาพที่หนักแน่นและดิบเถื่อนจนคนฟังถึงกับใจสั่นสะท้าน ฉลามจงใจละสายตาจากท้องถนนเพียงชั่วครู่เพื่อหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่เขาปรารถนา
“งั้นผมขอบอกพี่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง... ผมโคตรชอบพี่เลย เมื่อไหร่พี่จะยอมให้ผมจีบซะทีครับ?”
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มีเสน่ห์เหลือร้าย ราวกับค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้าใส่กำแพงน้ำแข็งที่พิมมาดาพยายามสร้างขึ้นจนแตกละเอียด ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคยเม้มแน่นขยับเผยอออกเล็กน้อย ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก ความเยือกเย็นในฐานะผู้จัดการธนาคารผู้สุขุมมลายหายไป สิ้นเหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถูกมวลความต้องการของชายหนุ่มคุกคามจนหน้าร้อนฉ่า
“จะพูดอะไร... เกรงใจลูกพี่บ้าง” เธอกระซิบตอบเสียงพร่า พยายามใช้อ้างถึงเจ้าเอยเพื่อเรียกสติทั้งของเขาและของเธอเอง
“เจ้าเอยหลับไปแล้วครับ...” เขาปรายตาไปทางกระจกหลังก่อนจะเห็นเด็กน้อยพิงศีรษะหลับสนิทไปกับเบาะหนัง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจให้แหบพร่ากว่าเดิม
“ตอนนี้... มีแค่ผมกับพี่เท่านั้น” ผิวเนื้อของพิมมาดาสั่นสะท้าน ความร้อนวูบวาบแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาสู่กึ่งกลางกายสาวอย่างห้ามไม่ได้ มือหนาของฉลามละจากพวงมาลัยมาวางแหมะลงบนหน้าขาเนียนของเธอ แรงกดเบา ๆ ทว่าเน้นย้ำทำเอาเธอเกร็งตัวจนอกอวบกระเพื่อมไหว
“ปล่อยนะฉลาม... ตั้งใจขับรถไป” แม้จะปากจะดุ แต่ขาเรียวกลับไม่ได้ขยับหนีสัมผัสสากระคายที่กำลังลากไล้ช้า ๆ อยู่บนหน้าขาของเธอ
“ผมก็กำลังขับอยู่นี่ไงครับ... แต่ถ้าพี่ไม่อนุญาตให้ผมจีบดี ๆ ผมอาจจะเปลี่ยนจากจีบเป็นทำอย่างอื่นแทน จนพี่ตั้งตัวไม่ติดก็ได้นะ” สายตาของเขาที่ตวัดกลับมามองเธออีกครั้งนั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหายและเย้ายวน พิมมาดารู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ ของเด็กหนุ่มอีกต่อไป แต่มันคือเกมเดิมพันที่ใช้ร่างกายและหัวใจเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน และเธอก็กำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความเร่าร้อนนี้อย่างราบคาบ
ไม่นานนักเสียงของเด็กน้อยที่งัวเงียตื่นก็เอ่ยขึ้นถาม
“ถึงไหนแล้วคะพี่ฉลาม”
“ครึ่งทางแล้วครับเจ้าเอย”
“เจ้าเอย... คุณแม่ใจร้ายจังเลยครับ รู้ทันพี่ไปหมดทุกเรื่องเลย” เขาหันไปฟ้องเด็กน้อยที่กำลังสนุกกับการมองวิวข้างทางเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่เริ่มจะร้อนระอุเกินไป
“คุณแม่ไม่ใจร้ายหรอกค่ะพี่ฉลาม คุณแม่แค่ชอบดุเวลาเจ้าเอยซน... พี่ฉลามซนเหรอคะ?” เสียงใสไร้เดียงสาของลูกสาวทำให้พิมมาดาถึงกับนิ่งอึ้ง ขณะที่ฉลามหลุดขำออกมาอย่างชอบใจ
“ใช่ครับ... พี่ซนมาก โดยเฉพาะมือ”
“วันหลังพี่ก็อย่าซนสิคะ” สายตาที่เขาส่งมาหาพิมมาดาหลังจากพูดจบนั้นมันเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ทำให้อวัยวะภายในช่องท้องของเธอเบียดเสียดมวนคว้าง ความสัมพันธ์ที่ฉาบหน้าด้วยสถานะพี่น้อง กำลังจะถูกแผดเผาด้วยไฟรักที่ฉลามจงใจจุดขึ้น และพิมมาดาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า... เธออยากจะดับมันจริง ๆ หรืออยากจะปล่อยให้มันมอดไหม้ไปพร้อมกับเขาในทริปนี้กันแน่