บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เทียนหลง

บทที่ 3 จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เทียนหลง

เสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องในหัวทำเอาเยว่เหมยลี่ชะงักค้าง น้ำตาที่กำลังไหลพรากเหมือนจะไหลย้อนกลับด้วยความตกใจ

"คะ...ใคร? ใครพูด?"

เย่วเหมยลี่ละล่ำละลักถาม พลางหันซ้ายแลขวาด้วยความหวาดระแวง แต่ในห้องโถงที่สว่างจ้านั้นมีเพียงป้าสะใภ้หน้าเลือด ลุงใหญ่ที่เป็นใบ้ชั่วคราว และ...ความว่างเปล่า

"ใครพูดอะไรของแก? ผีเจาะปากมาพูดหรือไง นังตัวทุน!"

ป้าสะใภ้จางตะคอกกลับ พลางขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

"รีบไสหัวออกไปพร้อมกับขยะในมือแกซะ! ก่อนที่ฉันจะให้เจ้าหย่งลงมาลากคอแกออกไป!"

แต่เสียงปริศนานั้นไม่สนใจเสียงก่นด่าของป้าสะใภ้ มันยังคงวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและหงุดหงิดขั้นสุด ราวกับแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับโลกที่ต้องมาเดินตลาดนัดของมือสอง

"โอ๊ย...ปวดตา! ปวดตาจริงๆ! ดูเสื้อผ้าที่ยัยป้านั่นใส่สิ! ดอกโบตั๋นสีบานเย็นบนพื้นเขียวมะนาว? นี่มันรสนิยมของมนุษย์หรือสลิ่มบูดกันแน่? ยุคสมัยนี้มันตกต่ำถึงขนาดที่ความงามทางศิลปะตายไปพร้อมกับราชวงศ์แล้วรึไง?"

เย่วเหมยลี่ก้มมองแหวนในมือที่กำแน่น ความเย็นเยียบของมันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านเข้ามาตามฝ่ามือ

"นะ...นาย...นายอยู่ในนี้เหรอ?" เธอถามเสียงสั่นในใจ

"เพิ่งรู้ตัวเรอะ! สมองช้าจริงนังหนู" เสียงนั้นตอบกลับทันควัน

"เอ้า! มัวยืนบื้อทำไม เขาไล่ราวกับหมูกับหมา ก็รีบลุกขึ้นสิ ขืนนั่งดมพื้นหินขัดเคลือบแว็กซ์ราคาถูกนั่นต่อไป ปอดเธอได้พังตามแม่เธอไปอีกคนแน่"

คำว่า แม่ ดึงสติเหมยลี่กลับมาทันที ความโกรธแค้นที่ถูกเหยียบย่ำเมื่อครู่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แววตาที่เคยมองญาติผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นชา

ป้าสะใภ้จางเห็นท่าทางแปลกๆ ของหลานสาวก็นึกหมั่นไส้

"มองอะไร! ยังไม่รีบไปอีก จะรอให้ฉันเอาน้ำร้อนสาดไล่รึไง!"

นางง้างเท้าจะเตะเย่วเหมยลี่ซ้ำเพื่อระบายอารมณ์

"บังอาจ!"

เสียงคำรามในหัวเย่วเหมยลี่ดังสนั่นจนเธอสะดุ้ง

"ถึงยัยเด็กนี่จะเป็นทาสที่ดูโง่เง่าไปหน่อย แต่ก็เป็นทาสของข้าเทียนหลง มารผู้ยิ่งใหญ่! ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง!" (เปลี่ยนเจ้าของใหม่เป็นทาส)

ทันใดนั้น แหวนหยกในมือเย่วเหมยลี่ก็ส่องแสงวาบสีเขียวมรกตที่คนทั่วไปมองไม่เห็น พลังงานบางอย่างพุ่งปราดออกไปที่พื้นใต้เท้าป้าสะใภ้

พรืด!

"ว้ายยยย!"

ป้าสะใภ้จางที่กำลังง้างเท้าเตะ จู่ๆ ก็เหมือนเหยียบเปลือกกล้วยที่มองไม่เห็น ร่างท้วมๆ ของนางเสียหลักหมุนคว้างกลางอากาศเป็นลูกข่าง แขนขาปัดป่ายไปมาอย่างน่าขบขัน ก่อนจะ...

โครม!

ร่างยักษ์ล้มฟาดลงไปบนกองเปลือกเมล็ดแตงโมที่นางคายทิ้งไว้เกลื่อนพื้น เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ! หน้าผากที่โบกแป้งหนาเตอะกระแทกเข้ากับขาโต๊ะไม้แดงอย่างจัง

"โอ๊ย! หลังฉัน! เอวฉัน! โอ๊ยยย หน้าฉัน!"

ป้าสะใภ้ร้องโหยหวน เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาเปรอะเปื้อนแป้งขาวๆ บนหน้าจนดูเหมือนตัวตลกในคณะละครสัตว์ ลุงใหญ่เยว่ที่นั่งดูทีวีอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยงจนบุหรี่ร่วงใส่เป้ากางเกง

"อ๊าก! ร้อนๆๆ!" ลุงใหญ่กระโดดเหยงๆ ตบเป้ากางเกงตัวเองพัลวัน ความโกลาหลเกิดขึ้นในพริบตา

เย่วเหมยลี่ยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า นี่มัน...กรรมตามสนองเหรอ? หรือว่าเป็นฝีมือของ...

"ฮ่าๆๆๆ! ท่าสวย! ให้คะแนนท่ายาก 10 เต็ม 10! แต่คะแนนหน้าตาเอาไปติดลบ!"

เสียงหัวเราะสะใจดังลั่นในหัวเย่วเหมยลี่

"เห็นไหมนังหนู? กับคนพรรค์นี้ ไม่ต้องเปลืองแรงด่า แค่ใช้ 'ฮวงจุ้ย' จัดการนิดหน่อย ชีวิตมันก็บรรลัยแล้ว...ไป! รีบหนีออกมาตอนที่พวกมันกำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่นี่แหละ!"

คำสั่งนั้นเฉียบขาดจนเย่วเหมยลี่ขยับขาไปเองโดยไม่ทันยั้งคิด เธอกำแหวนแน่นแล้ววิ่งฝ่าสายฝนออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที ทิ้งเสียงร้องโอดโอยของสองผัวเมียที่ดังระงมไว้เบื้องหลัง

...

ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำจนมองทางแทบไม่เห็น เย่วเหมยลี่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตจนมาถึงศาลาริมทางเก่าๆ ที่หลังคารั่วเป็นหย่อมๆ เธอทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจแฮกๆ เนื้อตัวเปียกปอนหนาวสั่นจนฟันกระทบกัน กลิ่นดินโคลนและกลิ่นฝนคละคลุ้งไปทั่ว

แต่ทว่า...ความหนาวเย็นจากภายนอกกลับเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนที่กำลังลุกไหม้อยู่ในกำมือขวาของเธอ

เย่วเหมยลี่ก้มมองมือตัวเองด้วยสายตาหวาดหวั่น หัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนกลองเพล ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เพราะความกลัวที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะ ในยุคนี้... ยุคแห่งวิทยาศาสตร์และการปฏิรูปสี่ทันสมัย พรรคสอนให้เชื่อมั่นในสองมือและมันสมอง ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจถูกกวาดล้างว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นสิ่งตกค้างจากยุคเก่าที่ต้องกำจัดทิ้ง

‘ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ...’ เย่วเหมยลี่คิดในใจ มือสั่นระริก

‘ฉันคงเครียดเกินไป จนหูแว่วไปเอง...ใช่ มันต้องเป็นภาพหลอนเพราะอดข้าวแน่ๆ’

"นะ... นาย...นายเป็นตัวอะไรกันแน่?"

เธอตัดสินใจถามออกไปเสียงสั่น เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังสติดีอยู่

ทันใดนั้น สิ่งที่อยู่ในมือก็ตอบคำถามด้วยการกระทำที่ท้าทายกฎวิทยาศาสตร์ทุกข้อ! สภาพของแหวนที่ดูเหมือนก้อนหินสกปรกเมื่อครู่ ค่อยๆ เกิดรอยร้าว เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เศษดินโคลนและเปลือกนอกที่หยาบกร้านกะเทาะร่วงกราวลงพื้น เผยให้เห็นเนื้อหยกสีเขียวจักรพรรดิที่งดงามและใสกระจ่างราวกับหยดน้ำบริสุทธิ์ เนื้อหยกนั้นไม่ได้แค่งามหยดบ่งบอกความเป็นหยกจักรพรรดิที่ประเมินค่ามิได้ แต่มันเรืองแสง แข่งกับความมืดมิดของค่ำคืน

เย่วเหมยลี่ถอยกรูดจนหลังชนเสาศาลา ขนลุกซู่ไปทั้งตัว นี่มันไม่ใช่ภาพหลอนแล้ว!

"ข้าคือ เทียนหลง จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกผนึกมานับพันปี"

เสียงทุ้มต่ำนั้นดังขึ้นในสมองโดยตรง ไม่ผ่านหู เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและทรงอำนาจ

"ข้าคือผู้ควบคุมโชคชะตา เจ้าแห่งศาสตร์ฮวงจุ้ยและการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม...แต่ตอนนี้ ข้าเป็นแค่ผู้อาศัยในแหวนเกรดต่ำที่มีสภาพไม่ต่างจากรูหนู!"

แน่นอนสิแม้ว่าหยกชิ้นนี้จะเป็นหยกจักรพรรดิ แต่เขาเป็นใคร!!! เขาคือจอมมารเทียนหลงผู้ยิ่งใหญ่นะ แต่เพราะมีเหตุผลไม่ม่อาจจะบอกใครได้ ทำให้เขาจำเป็นต้องถูกขังอยู่ในหยกชิ้นนี้...

"จอมมาร?" เย่วเหมยลี่กลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

"ผีสาง... ปีศาจ... มันไม่มีจริงนี่! ครูหวัง สอนว่าทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้!"

"ฮ่ะ! พิสูจน์?" เทียนหลงแค่นหัวเราะ

"งั้นเจ้าก็พิสูจน์ซะสิ ว่าเสียงในหัวเจ้านี้มาจากคลื่นวิทยุช่องไหน?"

"แล้วนายต้องการอะไรจากฉัน? ฉันไม่มีเงิน! ฉันจนขั้นสุด ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ฉันไม่มีอะไรให้หลอกนะ!" เย่วเหมยลี่ตะโกนลั่นแข่งกับเสียงฝน

"พลังงาน!" เทียนหลงตอบเสียงเข้ม จริงจัง

"ข้าหลับมานานจนแบตเตอรี่แทบหมดเกลี้ยง ข้าต้องการพลังวิญญาณเพื่อฟื้นฟู และเจ้า...แม่สาวดวงซวย คือแหล่งพลังงานฉุกเฉินที่ข้าคว้าได้พอดี"

"มะ... ไม่เอา! ออกไปนะ!"

เย่วเหมยลี่พยายามจะขว้างแหวนทิ้ง

แต่ช้าไปแล้ว! ฉับพลัน ความร้อนจากแหวนก็พุ่งปรี๊ดจนเย่วเหมยลี่ร้องจ๊าก

"โอ๊ย!"

ภาพตรงหน้าทำเอาเธอแทบสิ้นสติ เนื้อหยกแข็งๆ เมื่อครู่ บัดนี้ ละลาย กลายเป็นของเหลวสีเขียวข้นคลั่ก ราวกับสารพิษที่มีชีวิต มันเลื้อยพันรอบนิ้วเธอ ก่อนจะซึมหายวับเข้าไปในผิวหนังหลังมือขวา!

"นายทำอะไรกับมือฉัน!"

เย่วเหมยลี่กรีดร้องด้วยความสยดสยอง เธอก้มลงมองมือตัวเอง พยายามใช้มือซ้ายถูไถเช็ดออกอย่างบ้าคลั่ง เหมือนคนพยายามปัดไฟออกจากตัว

"ออกไปนะ! ออกไปจากตัวฉัน!"

"ทำสัญญาไงล่ะ! เลิกแหกปากได้แล้ว! ไม่เคยอ่านหนังสือหรืออย่างไร พันธสัญญานะ..โง่จริง!!"

เขาเป็นจอมมาร เขาจะด่าใครจะทำไม!!

เมื่อความเจ็บปวดแสบร้อนจางลง เย่วเหมยลี่หอบหายใจตัวโยน น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวผสมความตื่นเต้น เธอรีบยกมือขวาขึ้นดูใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทาง หวังลึกๆ ว่ามันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น... หรือถ้าจะมี ก็ขอให้มัน ปังหน่อยเถอะ!

ในนิยายกำลังภายในที่เธอเคยแอบอ่านใต้ผ้าห่ม การทำสัญญากับปีศาจระดับจอมมารพันปี มันต้องทิ้ง รอยสักเท่ๆไว้สิ! สมองของเย่วเหมยลี่เริ่มจินตนาการบรรเจิด... มันต้องเป็น รอยมังกรทองผงาด พันรอบแขน! หรือไม่ก็ อักขระโบราณสีเลือด ที่ดูขลังและทรงอำนาจ! หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นสัญลักษณ์เปลวเพลิงทมิฬที่ใครเห็นเป็นต้องก้มกราบ!

"ต้องใช่แน่ๆ!" เหมยลี่คิดในใจ หัวใจเต้นรัว "ฉันคือผู้ถูกเลือก! รอยสักมังกรจงปรากฏ!"

เธอค่อยๆ กางนิ้วมือออกอย่างช้าๆ ราวกับฉากสโลว์โมชั่นในหนัง แสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องกระทบหลังมือขาวซีดของเธอ...และสิ่งที่ปรากฏเด่นหราอยู่บนนั้น... ไม่ใช่พญามังกร ไม่ใช่เปลวเพลิง และไม่ใช่อักขระสวรรค์อะไรทั้งนั้น...

แต่มันคือ รอยขีดสีดำสามเส้น ที่ลากยาวออกมาจากข้อมือ เส้นมันดูยึกยือ สั่นระริก และโค้งตกลงด้านล่างเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก มันดูคุ้นตาอย่างประหลาด.. เหมือนสิ่งที่เธอเห็นบนหน้ายายข้างบ้านเวลาแกยิ้ม

เหมยลี่เพ่งมองแล้วเพ่งมองอีก ขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก

"นี่มัน..."

รอยตีนกา

ใช่... รอยตีนกาเหี่ยวๆ สามเส้น! ประทับเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังมือเต่งตึงของเด็กสาววัยสิบแปด! แถมหางของตีนกายังยาวเฟื้อย ลากตกขอบไปจนถึงง่ามนิ้ว เหมือนรอยเหี่ยวย่นของคนอายุ 120 ปีที่ผ่านสงครามโลกมาสองรอบ!

"กริ๊ดดดดดดด!"

เย่วเหมยลี่กรีดร้องลั่นศาลา ลืมความกลัวผีไปชั่วขณะ เพราะความกลัว แก่ มันน่ากลัวกว่า!

"เจ้ามารบ้า! นี่นายทำบ้าอะไรลงไป!" เย่วเหมยลี่ตะโกนใส่แหวน

"นี่มันไม่ใช่ตราประทับจอมมาร! นี่มันรอยเหี่ยวย่น! นายเอายาชะลอความแก่มาแลกเดี๋ยวนี้นะ!"

เสียงเทียนหลงกระแอมไอ แค่กๆ ในหัว อย่างคนรู้สึกผิดเล็กน้อย คือน้อยมากๆ หรือหากว่าจะดูดีๆ คือไม่รู้สึกผิด

"เอ่อ... ใจเย็นก่อนนังหนู... คือ... ตอนข้าวาดตราประทับน่ะ พลังงานข้ามันไม่นิ่ง... เส้นมันเลย... เอ้อ... กระตุกไปนิดหน่อย..."

"นิดหน่อยบ้านนายสิ!" เย่วเหมยลี่ยกมือขึ้นมาดูอีกที ยิ่งดูยิ่งเหมือนมือแม่เฒ่า

"ฉันเพิ่งอายุสิบแปด! ยังไม่มีแฟน! ยังไม่ได้แต่งงาน! นายเอาตีนกามาแปะมือฉันแบบนี้ ใครจะกล้ามาขอจับมือฮะ!"

"มองในแง่ดีสิ!" เทียนหลงรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ "นี่คือศิลปะแบบ... 'นามธรรม' (Abstract) ไง! มันสื่อถึงความร่วงโรยของกาลเวลา... หรือเจ้าจะมองว่าเป็น 'กรงเล็บพญาอินทรีที่กำลังง่วงนอน' ก็ได้นะ... เท่จะตาย!"

"เท่กับผีน่ะสิ!" เย่วเหมยลี่อยากจะร้องไห้โฮ "มันดูน่าเกลียดที่สุด! ลบออกเดี๋ยวนี้! ฉันยอมไม่มีพลังพิเศษก็ได้ แต่ฉันไม่ยอมมีมือเหี่ยว!"

เย่วเหมยลี่ตะโกนลั่น พยายามขัดถูรอยดำบนหลังมือจนผิวแดงเถือก

"หุบปาก!"

เสียงตวาดของเทียนหลงดังกึกก้องจนอากาศรอบตัวเย่วเหมยลี่สั่นสะเทือน เม็ดฝนที่กำลังตกลงมาหยุดค้างกลางอากาศชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง

"เจ้ากล้าเรียกตราประทับของจอมมารเช่นข้าว่า 'ตีนกา' งั้นรึ? ช่างเขลาเบาปัญญานัก!"

สิ้นเสียงตวาดกึกก้องของเทียนหลง บรรยากาศรอบกายพลันหยุดนิ่ง เม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นค้างกลางอากาศราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง

ทันใดนั้น แหวนหยกที่ซึมเข้าไปในมือเย่วเหมยลี่ก็ ระเบิดแสงสีเขียวเข้ม ออกมา แสงนั้นไม่ได้ส่องสว่างออกไปภายนอก แต่มันพุ่งวาบย้อนกลับเข้าสู่ดวงตาของเธอ เจาะทะลุม่านตา บังคับให้จิตวิญญาณของเด็กสาวเปิดออกอย่างรุนแรงเพื่อรองรับมหาธารแห่งความทรงจำ ที่ยิ่งใหญ่และหนักหน่วงเกินกว่ามนุษย์คนใดจะรับไหว

"อ๊ะ!"

เหมยลี่อุทานได้เพียงคำเดียว ร่างกายเธอแข็งทื่อยืนนิ่งงันกลางศาลา แต่จิตใจกลับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากดิ่งลงสู่ห้วงลึกของ มิติแห่งกาลเวลา

...

วูบ!

ภาพเบื้องหน้าเย่วเหมยลี่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอด้วยความเร็วแสง

กลิ่นหอมของสมุนไพรโบราณนับหมื่นชนิดลอยมาแตะจมูก เธอเห็นภาพตนเอง (ในมุมมองของเทียนหลง) ยืนอยู่หน้าเตาหลอมยาขนาดมหึมา เปลวไฟสีน้ำเงินลุกโชน ศาสตร์แห่งการปรุงยาและการหลอมโอสถทิพย์ ไหลบ่าเข้ามาในหัว สูตรยาโบราณที่สาบสูญ วิธีการใช้เข็มเงินฝังเข็มเพื่อดึงคนตายให้ฟื้นคืนชีพ เคล็ดวิชาแพทย์แผนโบราณที่สามารถวินิจฉัยโรคได้เพียงแค่ฟังเสียงลมหายใจ

ภาพตัดสลับไปอย่างรวดเร็ว! เสียงพิณกู่ฉินดีดสะบัด ดังบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เย่วเหมยลี่เห็นภาพ คุณหนูผู้เลอโฉม กำลังร่ายรำเพลงกระบี่ท่ามกลางกลีบดอกท้อที่โปรยปราย ศาสตร์ทั้ง 4 ดีดพิณ เดินหมาก เขียนพู่กัน และวาดภาพ ไม่ได้เป็นเพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง แต่มันแฝงไว้ด้วย จิตสังหาร และ ค่ายกลกระดานหมากรุกที่วางหมากเพียงตัวเดียวสามารถพลิกชะตาจากตายเป็นอยู่ ตัวอักษรพู่กันที่ตวัดเขียนกลายเป็นยันต์สะกดวิญญาณ!

"ข้าเรียนรู้มันทั้งหมด..."

เสียงเทียนหลงดังก้อง ทรงพลังราวกับเทพเจ้า

"ในยุคที่เจ้าเรียกว่าล้าหลัง ข้าคือปรมาจารย์ผู้เจนจบ"

ยังไม่ทันที่เย่วเหมยลี่จะหายตกตะลึง ฉากก็เปลี่ยนเป็นสนามรบที่นองเลือด! ธงทิวโบกสะบัด เสียงกลองศึกดังกึกก้อง เธอเห็นการวาง ค่ายกลพยุหะ ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกต ตำราพิชัยสงครามแบบสามก๊ก ถูกกางออกในหัว การอ่านทิศทางลม การดูดาวเพื่อทำนายฤดูกาล การวางแผนซ้อนแผนที่แยบยลจนศัตรูนับแสนต้องพ่ายแพ้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

ศาสตร์การดูดาวและการทำนาย ของเทียนหลงไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มันคือ สถิติศาสตร์ขั้นสูง ที่คำนวณความน่าจะเป็นจากดวงดาวและธาตุทั้งห้าอย่างแม่นยำราวจับวาง!

"ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด..." เสียงนั้นเริ่มเจือไปด้วยความเศร้าลึกและหยิ่งทะนง

"เห็นการล่มสลายของราชวงศ์แล้วราชวงศ์เล่า จากชุดคลุมมังกรทองสู่ชุดขุนนางชิง จนถึงยุคปฏิวัติที่เต็มไปด้วยธงแดง ข้าเห็นความโง่เขลา ความโลภ และความเจริญที่แลกมาด้วยเลือด"

วูบ!

ภาพตัดสลับเร็วขึ้นจนเย่วเหมยลี่แทบอาเจียน! เธอเห็นยุคปัจจุบัน...

ปี 1980 ที่เธอยืนอยู่ เห็นตึกสูงเริ่มผุดขึ้นในเซินเจิ้น เห็นผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่ระบบทุนนิยม แต่ภาพไม่ได้หยุดแค่นั้น! มันพุ่งทะยานต่อไปข้างหน้า! ทะลุกำแพงเวลาสู่อนาคต!

ปี 1990... ตลาดหุ้นถือกำเนิด ตัวเลขสีแดงและเขียววิ่งระยิบระยับ

ปี 2000...โลกถูกเชื่อมต่อด้วยใยแก้วนำแสง อินเทอร์เน็ตกลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ ปี 2020... โรคระบาด สงครามการค้า และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เริ่มตื่นรู้

และแล้ว...ภาพก็หยุดลงที่จุดสูงสุด ปี ค.ศ. 2050

****น้องได้ของดีมานะ รู้อดีต รู้อนาคตด้วย ไรท์เตรียมให้พร้อม****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel