บทที่ 1 ดอกเหมยเลือด
บทที่ 1 ดอกเหมยเลือด
เสียงฝนในฤดูร้อนของปี 1980 ไม่ได้นำมาซึ่งความชุ่มฉ่ำ แต่มันเหมือนแส้ที่ฟาดลงมาบนหลังคาสังกะสีผุพังของบ้านตระกูลเยว่สายรอง เสียง เปาะแปะ ดังระงมผสมกับเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้ชื้นรา
ภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบที่มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าด กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคลุ้งแข่งกับกลิ่นอับของดินโคลน
"แค่ก... แค่ก!"
เสียงไอโขลกๆ ดังขึ้นจากเตียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงสั่นสะเทือน ร่างของ หลินซิ่วฝาง หญิงวัยกลางคนที่เคยงดงามบัดนี้ซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้าปูดโปน ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับใบไม้แห้งที่กำลังจะร่วงหล่นจากต้น
เยว่เหมยลี่ เด็กสาววัยสิบแปดปีรีบถลันเข้าไปประคองแม่ แววตาที่เคยมุ่งมั่นแข็งกร้าวของเธอยามนี้สั่นไหวด้วยความกลัว เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวตุ่นๆ ขึ้นมาซับมุมปากให้แม่
วินาทีที่ผ้าสีขาวสัมผัสริมฝีปาก มันก็ถูกย้อมจนแดงฉาน
เลือดสดๆ วงใหญ่แผ่กระจายออกไปดูราวกับ ดอกเหมยเลือดที่เบ่งบานเย้ยหยันชะตากรรม
"แม่คะ..." เหมยลี่กัดริมฝีปากจนเจ็บ เพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
"อดทนนะ เดี๋ยวฉันจะไปตามหมอที่สถานีอนามัย"
หลินซิ่วฝางคว้าข้อมือลูกสาวด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด มือของแม่หยาบกร้านจากการทำงานทอผ้ามาทั้งชีวิต ปอดของแม่พังเพราะฝุ่นฝ้ายในโรงงานนรกนั่น แต่สิ่งที่แม่ห่วงที่สุดกลับไม่ใช่ลมหายใจของตัวเอง
"ไม่... เหมยลี่ อย่า..." เสียงแม่แหบแห้งเหมือนกระดาษทรายถูไม้
"เราไม่มีเงิน เงินชดเชยของพ่อ ป้าสะใภ้..."
คำว่า 'ป้าสะใภ้' เหมือนเชื้อเพลิงที่โยนลงในกองไฟแห่งความแค้น เหมยลี่กำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดซึม
สามปีก่อน เยว่กั๋วเฉียง พ่อของเธอหายสาบสูญไปหลังเกิดเหตุระเบิดปริศนาที่โรงงานรัฐ ทางการสรุปคดีลวกๆ ว่าพ่อเป็นต้นเหตุและหนีคดีไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเงินเยียวยาก้อนหนึ่งตกมาถึงครอบครัว
เงินก้อนนั้น... คือเงินต่อชีวิตแม่ แต่ ป้าสะใภ้จาง ญาติผู้พี่ของพ่อกลับใช้อำนาจความเป็น หัวหน้าตระกูล ยึดมันไป โดยอ้างว่าจะเก็บรักษาไว้ให้หลานชายคนโตแต่งงาน!
"แม่รออยู่นี่ ห้ามหลับนะ" เหมยลี่วางร่างแม่ลงอย่างเบามือ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาของเด็กสาวบ้านนอกผู้ใสซื่อได้มอดดับไปแล้ว เหลือเพียงแววตาของลูกเสือที่จนตรอก
เธอคว้าเสื้อกันฝนพลาสติกบางๆ คลุมหัว แล้ววิ่งฝ่าสายฝนออกไปในความมืด
...
บ้านตระกูลเยว่สายหลักในเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับอาณาจักรส่วนตัวของ ป้าสะใภ้ใหญ่จาง หรือ จางกุ้ยเฟิน นับตั้งแต่ ท่านปู่และท่านย่า ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของตระกูลเยว่ได้จากไปเมื่อหลายปีก่อน ความเกรงใจและศีลธรรมในบ้านหลังนี้ก็ดูจะถูกเผาไปพร้อมกับกระดาษเงินกระดาษทองในงานศพ สามีของนาง หรือ ลุงใหญ่เยว่ ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆ ของพ่อเหมยลี่ ก็เป็นเพียงชายวัยกลางคนที่ขี้ขลาดตาขาวและกลัวเมียจนขึ้นสมอง
ในบ้านหลังนี้ คำสั่งของป้าสะใภ้คือประกาศิต นางคือผู้กุมกุญแจตู้อาหาร กุมบัญชีธนาคาร และกุมชะตาชีวิตของทุกคนไว้ในกำมืออวบอูมนั่น
ภายในห้องโถงที่อบอุ่นด้วยแสงไฟนีออนสว่างจ้า ป้าสะใภ้ใหญ่จาง หญิงร่างท้วมที่พยายามยัดเยียดความทันสมัยแห่งยุคปฏิรูปเข้าไปในทุกตารางนิ้วของร่างกาย กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่บนเก้าอี้โยกไม้แดงอย่างสบายอารมณ์ ราวกับนางพญาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร
นางดัดผมทรงหัวระเบิดหรือทรงลอนฝอยฟูฟ่องเหมือนเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กำลังฮิตระเบิดระเบ้อในหมู่คุณนายยุค 80 อัดสเปรย์จนแข็งโป๊กตั้งชันท้าทายแรงโน้มถ่วง ใบหน้าอวบอูมถูกโบกทับด้วยแป้งราคาแพงจนขาววอก ตัดกับริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดราวกับเพิ่งไปกินเลือดใครมา
บนร่างท้วมนั้นสวม เสื้อเชิ้ตผ้าใยสังเคราะห์ เนื้อผ้ามันวาวลื่นปรื๊ดที่ถือเป็นนวัตกรรมสุดหรูในยุคนั้น ลายดอกโบตั๋นสีชมพูบานเย็นดอกเท่าจานข้าวเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นเสื้อสีเขียวมะนาว กระดุมเม็ดกลางแทบจะปริออกเพราะต้านทานแรงดันจากพุงกะทิไม่ไหว ท่อนล่างสวม กางเกงขาม้า สีดำรัดติ้วที่ปลายขาบานออกสะบัดไปตามจังหวะการโยกเก้าอี้
ข้างกายมีวิทยุเทปเครื่องใหญ่ยี่ห้อดังจากญี่ปุ่น เปิดเพลงกวางตุ้งจังหวะดิสโก้คลอเบาๆ สร้างบรรยากาศโก้หรูในความคิดของนาง
ที่มุมห้องบนโซฟาหนังเทียมสีดำ ลุงใหญ่เยว่ นั่งสูบบุหรี่มวนโตเงียบๆ สายตาจับจ้องไปที่ทีวีขาวดำเครื่องเล็ก ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหลานสาวที่เปียกปอน หรือปริปากห้ามปรามภรรยา ส่วน เยว่หย่ง ลูกพี่ลูกน้องร่างยักษ์วัย 20 ปี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของป้าสะใภ้ นอนเอกเขนกกระดิกเท้าอยู่บนเก้าอี้นวม สวมแว่นกันแดดในบ้านเลียนแบบดาราฮ่องกง รอคอยมรดกและความสบายโดยไม่คิดจะขยับตัวทำมาหากิน
เมื่อไร้ซึ่งปู่ย่าคอยคานอำนาจ ความเมตตาการุณย์ในบ้านสายหลักจึงเหือดแห้ง เหลือเพียงความโลภของป้าสะใภ้ที่เป็นใหญ่ที่สุด
เหมยลี่ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ น้ำฝนไหลอาบแก้มปนกับน้ำตา มือซีดขาวของเธอยกขึ้นจะเคาะประตูแต่ก็ชะงักด้วยความหวาดกลัว เธอถูกสอนมาตลอดชีวิตให้ กตัญญูและเคารพผู้อาวุโส ให้ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ไม่เถียง ไม่สู้ เพราะจะทำให้ดูไม่ดีในสายตาของคนอื่น เด็กจำต้องอดทน แต่ภาพแม่ที่นอนกระอักเลือดทำให้เธอกลั้นใจผลักประตูเข้าไปเบาๆ
"ป้า... ป้าสะใภ้ใหญ่คะ..."
เสียงของเธอแผ่วเบา สั่นเครือ แข่งกับเสียงฝน
นางหันขวับมามองผู้บุกรุก ก่อนจะขมวดคิ้วที่เขียนมาจนโก่งเป็นคันศรเมื่อเห็นน้ำโคลนสกปรกไหลหยดจากเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดวิ่นของหลานสาว ลงเปื้อนพื้นหินขัดที่นางเพิ่งลงแว็กซ์จนเงาวับ
"ตายแล้ว! นังเหมยลี่!" ป้าสะใภ้หวีดร้องเสียงแหลม
"แกเข้ามาทำไม! ดูสิ พื้นบ้านฉันสกปรกหมดแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็กหัดมีมารยาทบ้างสิ! ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนหรือไง... อ้อ ลืมไป พ่อแกหนีคดี ส่วนแม่แกก็นอนพะงาบๆ อยู่นี่นะ!"
ลุงใหญ่เยว่ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อน้องชาย แต่พอป้าสะใภ้ตวัดสายตาดุๆ ไปมอง เขาก็รีบหดคอกลับไปสนใจทีวีตามเดิมทันที
เหมยลี่เห็นภาพนั้นแล้วเจ็บลึกไปถึงกระดูก... เลือดข้นกว่าน้ำงั้นเหรอ? ในบ้านหลังนี้ เงินคงข้นกว่าเลือดเสียกระมัง เหมยลี่รีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ
"หนูขอโทษค่ะป้า... แต่...แต่แม่... แม่ไอเป็นเลือดอีกแล้ว"
เธอสะอื้นฮัก ตามองป้าใหญ่ต้องการให้นางสงสารและเห็นใจเธอ
"คุณป้าใหญ่คะ..."
เสียงของเหมยลี่สั่นเครือ เธอกัดริมฝีปากจนห่อเลือดเพื่อสะกดก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ พยายามรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้าย
"ฉันขอเบิกเงินของพ่อสักหน่อยเถอะค่ะ...ฉันจะพาแม่ไปหาหมอ ตอนนี้แม่อาการหนักมากจริงๆ ป้าคะ...ได้โปรดคืนเงินก้อนนั้นมาให้เราเถอะนะ"
ป้าสะใภ้ใหญ่จาง แค่นเสียง เฮอะ ในลำคออย่างไม่ยี่หระ นางขยับปากเคี้ยวเมล็ดแตงโมดังแจ๊บๆ ก่อนจะคายเปลือกที่ชุ่มน้ำลายทิ้งลงพื้น เปลือกแข็งๆ นั้นกระเด็นเฉียดหัวเข่าของเหมยลี่ไปเพียงนิดเดียว...ราวกับนางกำลังบอกทางอ้อมว่า ศักดิ์ศรีของหลานสาวคนนี้มีค่าไม่ต่างจากขยะบนพื้น
คำพูดและการกระทำนั้นกรีดลึกลงไปในแผลใจของเหมยลี่...
ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาฉายซ้ำ วันที่พ่อหายตัวไป โรงงานจ่ายเงินชดเชยมา 3,000 หยวน สำหรับครอบครัวคนงานโรงงาน เงินจำนวนนั้นมันมหาศาลราวกับภูเขาทองคำ มันคือเงินที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของพ่อ คือหลักประกันเดียวที่จะทำให้แม่และน้องชายมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้
แต่ในวันที่เจ้าหน้าที่นำเงินมามอบให้ ป้าสะใภ้ใหญ่กลับใช้ความเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในบ้าน ออกหน้ารับเงินก้อนนั้นไปหน้าตาเฉย 'แม่ของเด็กป่วยหนักสมองเลอะเลือน ส่วนเด็กก็ยังเล็ก เดี๋ยวจะโดนคนหลอก! ฉันเป็นป้าใหญ่ ดูแลทุกอย่างในบ้านตระกูลเยว่ ฉันจะเก็บรักษาไว้ให้เอง เมื่อไหร่ที่จำเป็นค่อยมาเบิก'
คำสัญญาหวานหูในวันนั้น... กลายเป็นยาพิษในวันนี้ เหมยลี่เป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่มาตลอด เธอหลงเชื่อว่าป้าจะเมตตา แต่ทุกครั้งที่เธอแบกหน้ามาขอเงิน ไม่ว่าจะค่ายาแม่ หรือค่าเทอมน้อง สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงคำด่าทอและการถูกขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมา
"เงิน? อีกแล้วเหรอ?"
ป้าสะใภ้ทำหน้าเบื่อหน่ายสุดขีด ราวกับเหมยลี่เป็นแมลงวันน่ารำคาญที่บินมาตอม
"นังหลินซิ่วฝางมันจะผลาญเงินไปถึงไหน? วันก่อนก็ค่ายา วันนี้ก็ค่าหมอ นี่พวกแกคิดว่าฉันเป็นธนาคารหรือไงฮะ?"
ความคิดและคำพูดที่มองว่าชีวิตของครอบครัวตัวเองคือชีวิต แต่ของครอบครัวคนอื่นนั้นไร้ค่า ถือเป็นสิ่งที่นางคิดและทำมาตลอด
คำว่าผลาญเงินทำให้หัวใจของเหมยลี่กระตุกวูบ แม่ไม่ได้อยากป่วย แม่ทำงานหนักในโรงงานทอผ้าจนปอดพังเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวตอนที่พ่อไม่อยู่ แม่ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกอิ่ม คนอย่างแม่ไม่เคยผลาญเงินแม้แต่หยวนเดียว! ทำไมป้าถึงกล้าพูดแบบนี้!
"แต่นั่นมันเงินแลกชีวิตพ่อนะคะ..."
เหมยลี่เงยหน้ามองทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอกจนหายใจไม่ออก เหตุใดป้าสะใภ้ใหญ่ถึงได้ใจดำกับบ้านรองของเธอนัก
"ป้าสัญญาว่าจะเก็บไว้ให้พวกเรา...ฉันขอแค่ 500...ไม่สิ..."
ความกลัวว่าแม่จะตายทำให้เหมยลี่รีบลดจำนวนเงินลงอย่างน่าเวทนา มือที่พนมไหว้อยู่สั่นระริก
"แค่ 200 หยวนก่อนก็ได้ค่ะ...ขอแค่ 200 หยวน ฉันจะพาแม่ไปฉีดยา นะคะป้า"
"ไม่มี!"
ป้าสะใภ้ตอบเสียงห้วน ตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย
"เงินน่ะฉันไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ หรอกนะ เงินมันต้องงอกเงย ขืนวางไว้เฉยๆ ปลวกก็กินหมด ฉันเอาไป ลงทุนให้พวกแกหมดแล้ว!"
เหมือนมีก้อนน้ำแข็งเย็นจัดราดรดลงกลางศีรษะ เหมยลี่หน้าซีดเผือด เลือดในกายเย็นเฉียบ หูอื้ออึงไปชั่วขณะ
"ละ... ลงทุนเหรอคะ?"
ความหวังสุดท้ายที่แม่จะได้ไปหาหมอ...ถูกคำว่าลงทุนของป้าขยี้จนแหลกเหลวคาตา.
"ก็ใช่น่ะสิ! เพื่ออนาคตของพวกแกไง!"
ป้าสะใภ้ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้โชว์ด้วยท่าทางภูมิใจ หยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงขึ้นมาเปิดออก
"นี่ไง! ความหวังของตระกูลเยว่!"
****
