บทที่ 5 นี่มันปีศาจชัด ๆ
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของลั่วอวิ๋นเยียนก็ส่งเสียง ‘ติ๊ง’ เธอพยักหน้าลงมอง พบว่าเป็นข้อความจากเจียงจื่ออั๋ง
เขาส่งภาพแคปหน้าจอเวยป๋อของตระกูลลั่ว ของลั่วอวิ๋นซี รวมถึงคอมเมนต์แย่ ๆ บางส่วนมาให้
“พี่ลั่ว แบบนี้ทนไหวเหรอครับ? ให้ผมยื่นมือเข้าไปยุ่งในนามบริษัทหน่อยไหม?”
เมื่อลั่วอวิ๋นเยียนเห็นการกระทำของพี่ชายทั้งสองคน เธอก็ใจอ่อน ความรู้สึกที่มีครอบครัวคอยปกป้องแบบนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน
แต่เธอไม่ใช่คนที่รู้จักแต่การรับเพียงฝ่ายเดียว ความรู้สึกเป็นเรื่องของคนสองฝ่ายเสมอ
“ตกลง”
หลังจากส่งข้อความไป เจียงจื่ออั๋งก็รู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อย เขาแอบนึกเสียใจที่ส่งไป เพราะไม่แน่ใจว่าลั่วอวิ๋นเยียนจะเห็นด้วยไหม บางทีอาจจะโดนด่ากลับมาด้วยซ้ำ
แต่ถ้าลั่วอวิ๋นเยียนไม่ตกลง เขาก็ตั้งใจจะแอบแก้แค้นคืนในรูปแบบอื่นอยู่ดี
ขั้นแรกให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องร้อง จากนั้นก็ขุดประวัติบรรพบุรุษของคนพวกนั้นให้เกลี้ยง ใครมีชนักติดหลังก็เตรียมรับการแจ้งความแบบครบวงจรได้เลย หึ ๆ
เสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นอีกครั้ง ทำเอาเจียงจื่ออั๋งเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ เขารีบเอามือปิดหน้าจอไว้แล้วเหลือบมองผ่านช่องนิ้วเล็ก ๆ
เอ๊ะ? ‘ตกลง’ ? พี่ลั่วตกลงเหรอ?! เป็นเรื่องที่หาดูได้ยากจริง ๆ!
เขารีบกดโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานทันที “แจ้งฝ่ายกฎหมายกับแผนกไอทีให้มาประชุมด่วน มีงานเข้า”
จากนั้นเขาก็ล็อกอินเข้าเวยป๋อทางการของบริษัท Pluto แล้วกดรีโพสต์ข้อความของลั่วอวิ๋นซี
[Pluto Corporation:ขอแสดงความยินดีกับบอสที่ได้พบครอบครัวนะครับ (อิโมจิโปรยดอกไม้) อ้อ...ส่วนน้อง ๆ หนู ๆ ที่ด่าบอสของฉันเอาไว้ รบกวนช่วยอาบน้ำสระผมล้างมือให้สะอาด
แล้วรอรับหมายศาลจากทนายของฉันได้เลย (อิโมจิมินิฮาร์ท) ]
[เชี่ย! ใช่ Pluto ที่ฉันคิดหรือเปล่า? Pluto ที่เป็นกลุ่มทุนอันดับหนึ่งของโลกนั่นน่ะนะ?!]
[สรุปคือ ก่อนที่คุณหนูใหญ่จะกลับเข้าตระกูลเศรษฐี ตัวเธอเองก็เป็นมหาเศรษฐีอยู่แล้วเหรอ?!]
[พี่สาวคะ นี่มันบทนางเอกนิยายสไตล์ตบหน้าคนชัด ๆ! ฉันจะบ้าตาย!]
[เขาสามารถฟาดหมายศาลใส่หน้าคุณได้เลยนะ แต่เขายังอุตส่าห์เรียกคุณว่าน้อง ๆ หนู ๆ ซาบซึ้งใจเถอะค่ะ]
[โชคดีที่ฉันไม่ได้ด่าอะไรไป อิจฉาพวกที่ได้รับหมายศาลจากทั้งตระกูลลั่วและ Pluto พร้อมกัน]
ส่งผลให้เทรนด์ฮอตบนเวยป๋อกลายเป็น:
#คุณหนูใหญ่ตระกูลลั่วกลับมาแล้ว (Hot)
#พบตัวน้องสาวแท้ ๆ ของลั่วอวิ๋นซี (Hot)
#คุณหนูใหญ่ตระกูลลั่วคือบอสเบื้องหลังของ Pluto (Hot)
เสียงโทรศัพท์ของลั่วอวิ๋นเช่อดังขึ้น ผู้ช่วยจางรายงานสถานการณ์บนโซเชียลให้เขาทราบ เขาถึงกับจ้องมองไปที่ลั่วอวิ๋นเยียนด้วยอาการอึ้ง
ส่วนลั่วอวิ๋นซีที่กำลังฟาดฟันกับพวกแอนตี้แฟนในเวยป๋อก็เงยหน้าขึ้นมาทันที เขาชี้นิ้วไปที่ลั่วอวิ๋นเยียน “น้อง...น้อง...นี่มัน...”
“ทำอะไรของแกน่ะ? อยู่ดี ๆ ไปชี้หน้าน้องทำไม?”
ลั่วเฉินเฟิงเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวเพื่อเรียกทุกคนไปกินข้าว เห็นลูกชายคนรองชี้หน้าน้องสาวเข้าพอดี จึงเข้าไปตบมือลูกชายออก
ลั่วอวิ๋นซีเจ็บจนหน้าเหยเก รีบยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าพ่อของเขา “พ่อ ดูเอาเองเถอะครับ”
“อะไรอีกล่ะ? พวกแกนี่เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ ปล่อยให้น้องโดนด่าแบบนี้ได้ยังไง! แล้วก็นั่นอวิ๋นเช่อ ถ้าฝ่ายกฎหมายของบริษัทลั่วซื่อไร้ความสามารถนักก็ไล่ออกให้หมด”
ลั่วเฉินเฟิงมองคอมเมนต์ในหน้าจอแล้วโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
“โธ่ ไม่ใช่ครับ พ่อดูโพสต์ของ Pluto นี่” ลั่วอวิ๋นซีเปิดเวยป๋อของ Pluto ให้ดู
ลั่วเฉินเฟิงชะงักไป เขาเงยหน้ามองลั่วอวิ๋นเยียน “น้อง...นี่... ในนี้เขาพูดถึงลูกเหรอ?”
“ค่ะคุณพ่อ นั่นเป็นบริษัทที่หนูก่อตั้งขึ้นมาเมื่อก่อนน่ะค่ะ” ลั่วอวิ๋นเยียนยิ้มตอบ
ผู้ชายหลายคนในห้องโถงต่างรู้สึกตื้นตันและอึ้งปนเปกันไปหมด ถ้าจะบอกว่าตระกูลลั่วและตระกูลกู้คือยอดสูงสุดของพีระมิดในประเทศจีน Pluto ก็คือยอดสูงสุดของพีระมิดระดับโลก!
ก่อตั้งมาเพียง 4 ปี ก็กลายเป็นกลุ่มทุนอันดับหนึ่งของโลก มีบริษัทสาขามากมายในหลาย ๆ ประเทศ
เมื่อ 4 ปีก่อน เธออายุแค่ 15 ปีเองนะ แต่กลับต้องไปเผชิญหน้ากับพวกเสือสิงห์กระทิงแรดในโลกธุรกิจ
ทว่าเธอกลับพูดออกมาง่าย ๆ แค่ว่า ‘เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเมื่อก่อน’ โดยไม่เอ่ยถึงความลำบากระหว่างทางเลยแม้แต่นิดเดียว
ในวินาทีนี้ ทุกคนถึงได้เข้าใจว่า ต่อให้ไม่มีพวกเขา เธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมด้วยตัวเอง หากเธอไม่เต็มใจกลับมาเอง พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเธอไปตลอดชีวิต
และพวกเขายังดูออกด้วยว่า น้องยังไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้มากนัก แต่ไม่เป็นไร แค่เธอเต็มใจกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ก็ดีมากแล้ว
เมื่อเห็นทุกคนมีสีหน้าแปลก ๆ ลั่วอวิ๋นเยียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอพูดตรงเกินไปหรือเปล่า กำลังจะอ้าปากอธิบายเพิ่ม
ลั่วอวิ๋นเช่อก็ชิงพูดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก่อน “สงสัยพี่ต้องพยายามให้หนักกว่านี้แล้วล่ะ เพื่อให้บริษัทลั่วซื่อขึ้นไปยืนเคียงข้าง Pluto ได้เร็ว ๆ”
“เอาล่ะ ๆ กินข้าวก่อนเถอะ แม่ทำกับข้าวเสร็จหมดแล้วนะ มีซี่โครงหมูน้ำแดงของโปรดน้องด้วย” ลั่วเฉินเฟิงกล่าวสมทบ
“เดี๋ยวผมไปตามเจ้าสามเอง!” ลั่วอวิ๋นซีกระโดดตัวลอยวิ่งขึ้นไปชั้นบน
เมื่อได้ฟังความคิดของทุกคน ลั่วอวิ๋นเยียนก็เดินเข้าไปคล้องแขนลั่วเฉินเฟิง “คุณพ่อคะ ไม่ว่ายังไง หนูก็ต้องเป็นลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่ก่อน แล้วถึงค่อยเป็นสถานะอื่นค่ะ”
“อื้ม พ่อเข้าใจ” ลั่วเฉินเฟิงรู้สึกแสบจมูกนิด ๆ เขาลูบหลังมือที่วางอยู่บนแขนของเขาเบา ๆ
ลั่วอวิ๋นเช่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองภาพนี้ด้วยความซาบซึ้งใจ
“น้อง มาทานข้าวกัน แม่ทำซี่โครงหมูน้ำแดงให้จานใหญ่เลยนะ”ซูหว่านหรูยกชามซุปออกมาจากห้องครัว
“มาแล้วค่ะ” ลั่วอวิ๋นเยียนและลั่วเฉินเฟิงสบตากันแล้วยิ้ม ก่อนจะเดินไปยังห้องอาหาร
พี่ชายทั้งสามคนต่างก็อยากนั่งข้างน้องสาว แต่สุดท้ายก็สู้พ่อกับแม่ไม่ได้
ลั่วอวิ๋นเยียนนั่งตรงกลางระหว่างพ่อแม่ ซูหว่านหรูมองสมาชิกครอบครัวทั้ง 6 คนที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเธอก็ยิ้มไม่หุบ นานเหลือเกินที่บ้านไม่ได้อยู่พร้อมหน้าขนาดนี้...
ลั่วอวิ๋นซีมองกับข้าวเต็มโต๊ะแล้วเบะปาก ปกติถ้าพวกตนอยู่บ้าน อย่าว่าแต่กับข้าวเยอะขนาดนี้เลย โอกาสที่เสด็จแม่จะเข้าครัวเองแทบจะมีนับนิ้วได้...
ลำเอียง! สองมาตรฐาน! รักลูกสาวมากกว่าลูกชายชัด ๆ!
ในเมื่อนั่งข้างน้องไม่ได้ ก็ขอคีบกับข้าวให้น้องรัว ๆ แทน จนชามของลั่วอวิ๋นเยียนพูนเป็นภูเขา
“พอแล้วค่ะ พี่คะ หนูทานไม่หมดแล้ว...”
เหล่าพี่ชายเห็นแบบนั้นจึงต้องหยุดมือ
ตระกูลลั่วไม่มีกฎว่าห้ามพูดคุยเวลากินข้าว ลั่วเฉินเฟิงหันไปมองลูกสาว
“ตอนนี้ลูกทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานอย่างเดียวเลยเหรอ?”
“ปกติหนูไม่ค่อยเข้าบริษัทหรอกค่ะ ก็เลยค่อนข้างว่าง” ลั่วอวิ๋นเยียนกลืนซี่โครงหมูลงคอก่อนจะตอบ
ซูหว่านหรูที่ฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงง “น้องสร้างบริษัทเองด้วยเหรอ? เก่งจังเลยจ้ะ บริษัทชื่ออะไรนะ?”
“Pluto ค่ะ”
ซูหว่านหรูชะงักไป ถึงแม้ปกติเธอจะไม่ค่อยสนใจข่าวเศรษฐกิจ แต่เธอก็รู้ว่าบริษัท Pluto คือบริษัทอะไร จนเธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“อะแฮ่ม...แล้วตอนนี้น้องเรียนอยู่ที่ไหนล่ะ?” ลั่วอวิ๋นเช่อถามขึ้น
“ไม่ได้เรียนแล้วค่ะ หนูเรียนจบดอกเตอร์มาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้ว ที่สถาบันลอสเตอร์ประเทศ M ค่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศทันที...ลั่วอวิ๋นเยียนเงยหน้ามอง พบว่าทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวและเบิกตากว้างจ้องมาที่เธอ
เจ้าสามตอนนั้นเรียนห้องเด็กอัจฉริยะ ตอนนี้เพิ่งจะอยู่ปี 2 ปริญญาโท แต่น้องกลับจบปริญญาเอกแล้ว? ตั้งแต่อายุ 16 น่ะนะ?
แถมยังเป็นสถาบันลอสเตอร์ที่เป็นสถานศึกษาอันดับหนึ่งของโลกอีกต่างหาก?!
ตอนนั้นลั่วอวิ๋นเช่อก็เคยสอบเข้าที่นี่เหมือนกัน แต่กลับพลาดไปอย่างน่าเสียดาย
นี่มันปีศาจชัด ๆ! จะเทพเกินไปแล้ว!
แต่ทุกคนไม่มีใครรู้สึกอิจฉาเลย มีเพียงความภูมิใจและดีใจอย่างที่สุด น้องของพวกเขาเก่งเหลือเกิน!
แววตาของลั่วอวิ๋นอี้เต็มไปด้วยความเลื่อมใส เพราะเขาเป็นพวกคลั่งไคล้คนเก่งอยู่แล้ว
ลั่วอวิ๋นเยียนลูบจมูกอย่างขัดเขิน นี่แค่นี้ก็อึ้งกันแล้วเหรอ? เธอยังได้ตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ตลอดชีพที่นั่นมาด้วยนะ...ช่างเถอะ ปิดไว้ก่อนแล้วกัน
แต่ใครจะคิดว่า ในงานเลี้ยงรับญาติ ตัวตนลับนี้กลับถูกเปิดเผยออกมา
“น้องเก่งมากเลย ช่วยลบปมด้อยในใจของพี่ใหญ่สมัยก่อนได้เลยนะ” ลั่วอวิ๋นเช่อเอ่ยชม
ซูหว่านหรูเต็มไปด้วยความภูมิใจและปนความสงสาร “คนเก่ง แม่จะภูมิใจในตัวลูกตลอดไปเลยนะจ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะแม่ แต่ช่วงนี้หนูตั้งใจจะอยู่บ้านเฉย ๆ ขอเที่ยวเล่นสักพักนะคะ”
“จะเที่ยวเล่นไปตลอดชีวิตก็ได้ พ่อกับแม่เลี้ยงลูกได้สบายมาก” ลั่วเฉินเฟิงรีบบอกทันที
คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน
ทุกคนคุยกันสัพเพเหระไปเรื่อย ๆ อาจเป็นเพราะลั่วอวิ๋นเช่อเตือนเอาไว้ล่วงหน้า พวกเขาจึงไม่ได้แตะต้องหรือถามถึงช่วงเวลา 7 ปีที่หายไปก่อนเธอจะอายุ 11 เลย
จู่ ๆ ลั่วเฉินเฟิงก็พูดขึ้น “น้อง ทางคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายรู้แล้วนะว่าลูกกลับมา พรุ่งนี้เราจะกลับไปที่บ้านใหญ่ ไปกินข้าวร่วมกันทั้งสองตระกูลนะลูก”
“ได้ค่ะ หนูยังไงก็ได้ค่ะ” ลั่วอวิ๋นเยียนพยักหน้ารับ
“ไม่ต้องกังวลนะ ทุกคนนิสัยดีมาก แล้วก็คิดถึงน้องมากด้วย” ลั่วอวิ๋นเช่อลูบหัวน้องสาว พร้อมกับแนะนำสมาชิกในครอบครัวให้เธอรู้จัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหว่านหรูเปิดประตูห้องของลั่วอวิ๋นเยียนเบา ๆ เพราะอยากจะมาแอบดูลูกสาวตอนหลับ
แต่เธอกลับพบว่าบนเตียงว่างเปล่า และเตียงนอนก็ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนไม่มีแม้แต่รอยยับ