ตอนที่ 14 ขอบคุณสำหรับวันดี ๆ
“ที่นี่สวยงามและสงบมากเลยนะครับ” ธาวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชมด้วยความประทับใจในความสวยงามและเงียบสงบของสถานที่แห่งนี้
“พิมพ์ก็รู้สึกชอบที่นี่ขึ้นมาแล้วสิคะ” พิมพ์มาดาตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ที่วัดเกาะลอยสักพักใหญ่ ก่อนจะลงเรือกลับไปยังฝั่ง แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ทั้งสองเดินเล่นริมชายหาดศรีราชาในช่วงเย็น แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องลงมาบนผืนน้ำทะเล
ธาวินจับมือพิมพ์มาดาไว้แน่น สัมผัสอบอุ่นจากมือของเขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปตามชายหาดที่ทอดยาวอย่างเงียบๆ แสงอาทิตย์สีทองที่กำลังจะลับขอบฟ้าสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติกสำหรับคนทั้งคู่ เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเบาๆ ราวกับเสียงดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะ ธาวินหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว ดวงตาคมของเขาจับจ้องอยู่ที่ดวงตาคู่สวยของเธออย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะครับสำหรับวันนี้...ผมมีความสุขมากเลยที่ได้เที่ยวกับคุณ” ธาวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกจากใจจริง ดวงตาคมของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของพิมพ์มาดาอย่างอ่อนโยน
“พิมพ์ก็มีความสุขมากค่ะ” พิมพ์มาดาเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มหวานละมุน แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงมาต้องใบหน้าของเธอ ทำให้ผิวของเธอเปล่งประกายสีทองอ่อนๆ
ธาวินโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบข้างหูพิมพ์มาดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
“แล้วหลังจากนี้...เราจะไปไหนกันต่อดีครับ?” แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเสน่หาและความปรารถนาที่ยากจะเก็บซ่อนไว้ เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาราวกับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ยั่วยวนให้หัวใจของเธอเต้นระรัว
พิมพ์มาดารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดต้นคอ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมเข้มของธาวิน ราวกับกำลังมองลึกลงไปในจิตใจของเขา และสิ่งที่เธอเห็นนั้น...ทำให้เธอแทบจะถอนตัวไม่ได้เลย
“เย็นมากแล้ว เราไปหาที่พักกันดีกว่าค่ะ” พิมพ์มาดาเอ่ยปากชวน
ธาวินพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งคู่ขับรถต่อไปยังโรงแรมริมชายหาดแห่งหนึ่ง โรงแรมตกแต่งสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว
หลังจากเช็คอินเข้าห้องพักที่มองเห็นผืนทะเลสีครามกว้างไกล ทั้งคู่ก็ตัดสินใจออกมาเดินเล่นรับลมเย็นยามค่ำคืนริมชายหาด แสงสุดท้ายของวันลาลับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมาบนผืนทรายสีขาว สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติกอย่างน่าประหลาด ธาวินเดินเคียงข้างพิมพ์มาดา มือของทั้งสองประสานกันไว้แน่น ราวกับเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน
“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จากที่เราอยู่ห่างกันเกือบซีกโลก จะมีโอกาสได้มายืนอยู่ใกล้ๆ กันแบบนี้” ธาวินเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าสวยหวานของเธอที่ถูกแต้มด้วยแสงจันทร์นวล
“แปลกใจเหรอคะ?” พิมพ์มาดาตอบพลางเงยหน้ามองเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากของเธอ
ทั้งคู่หยุดเดินและหันหน้าเข้าหากัน เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเบาๆ เป็นเสียงดนตรีคลอเคล้า ธาวินยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนของพิมพ์มาดาอย่างอ่อนโยน สัมผัสแผ่วเบานั้นส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นและทะนุถนอม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาที่ยากจะเก็บซ่อน
“แปลกใจสิครับ คุณไม่แปลกใจบ้างเหรอ” ธาวินกระซิบเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของเขาจะทำลายความเงียบสงบนี้ ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงมา ริมฝีปากของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา เป็นจูบที่เริ่มต้นด้วยความอ่อนโยน แต่ค่อยๆ ทวีความลึกซึ้งและดูดดื่มขึ้นตามความรู้สึกที่ทั้งสองมีให้กัน ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน เหลือเพียงพวกเขาและจูบอันแสนหวานนี้
เมื่อผละจากกัน ธาวินยังคงจ้องมองพิมพ์มาดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสน่หา
“คืนนี้...คุณสวยจังเลย” เขาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
พิมพ์มาดารู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แก้ม เธอหลุบตาลงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความสุข
“แถวนี้มีบาร์เล็กๆ ริมหาดเราไปนั่งฟังเพลงกันมั้ย?” ธาวินเอ่ยถามพลางจับมือเธอไว้แน่น
“คุณวินไม่เหนื่อยจากการเดินทางเหรอคะ” พิมพ์มาดายิ้มแล้วถามชายหนุ่ม
“ไม่หรอกครับ แค่ผมเห็นหน้าคุณผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ”
“งั้นก็ตามใจคุณค่ะ”
“โอเค งั้นถ้าผมจำไม่ผิด เราเดินต่อไปทางนี้อีกหน่อยก็เจอร้านแล้วครับ” ธาวินชี้มือไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่มีแสงไฟสลัวๆ ส่องออกมา
