ตอนที่ 3 นี่คือผู้ใด
เมื่อบรรดาท่านอ๋องและขุนนางมากันพร้อมแล้ว ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทก็ทรงนำกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ที่เชี่ยวชาญการขี่ม้าและยิงธนู ควบม้าลึกเข้าไปในหุบเขาที่เขียวชอุ่มเพื่อล่าสัตว์
ส่วนฮองเฮาก็ทรงนำครอบครัวขุนนางขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์บนภูเขา ทุกคนนั่งแยกกันเป็นกลุ่ม ชมน้ำตกสีมรกตที่ไหลจากหุบเขาลงสู่เบื้องล่าง
ฮองเฮากวาดสายตาดูรอบ ๆ อย่างไม่รีบร้อน และพบว่ามีสตรีที่สวมชุดขี่ม้าเพียงน้อยนิด
นางจึงยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “หากพวกเจ้าคนไหนอยากไปล่าสัตว์ก็ไปเถิด ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าที่นี่หรอก”
แม้ว่านางจะส่งเสริมการปฏิรูปวัฒนธรรมในทุกด้าน แต่นางก็ไม่ได้แทรกแซงการแต่งกายของสตรีมากนัก เพราะชุดขี่ม้าของชาวต่างเผ่าก็ใส่สบายและคล่องตัวกว่าเครื่องแต่งกายแบบสตรีชาวฮั่น
เมิ่งเหลียนไต้ได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก และกำลังจะลุกขึ้นขอตัวออกไป
ทว่าในเวลานั้นเอง ก็มีเสียงสตรีที่ไพเราะนุ่มนวลดังขึ้น “กราบทูลฮองเฮา หม่อมฉันเห็นว่าการขี่ม้าและยิงธนูนั้น ไม่สมควรที่สตรีอย่างพวกเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพคะ”
สตรีผู้นี้มาจากตระกูลอู่ เป็นบุตรีของเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามว่า ‘อู่จินเยว่’
นางคิดในใจว่าสวีฮองเฮาไม่สันทัดด้านการขี่ม้าและยิงธนู อีกทั้งยังเป็นสตรีชาวฮั่น คำพูดของนางย่อมถูกพระทัยพระองค์อย่างแน่นอน
แต่ใครจะรู้ว่าสวีฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่เบื้องบน ดวงตากลับฉายแววไม่พอใจอย่างรวดเร็ว แต่พระองค์ก็ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจน เพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ
เมิ่งเหลียนไต้ติดตามมารดาเข้าออกตำหนักตั้งแต่ยังเด็ก เรียกได้ว่าค่อนข้างใกล้ชิดกับสวีฮองเฮา จึงย่อมมองออกว่าพระองค์ไม่พอพระทัย ดังนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “กราบทูลฮองเฮา วันนี้หม่อมฉันสวมชุดขี่ม้ามาพอดี อยากจะออกไปขี่ม้าเล่นสักรอบ ขอทรงโปรดอนุญาตด้วยเพคะ”
สวีฮองเฮาได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามามอง “เหลียนไต้นี่เอง ข้าและแม่ของเจ้าต่างก็ไม่สันทัดเรื่องการขี่ม้าและยิงธนู โชคดีที่เจ้าเป็นเด็กดี มีความสามารถ ถ้าเช่นนั้นก็ไปเล่นสนุกให้เต็มที่เถิด!”
เมิ่งเหลียนไต้ที่ได้รับคำชม ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ!”
นางย่อกายคารวะตามธรรมเนียมอย่างเรียบร้อยแล้วเดินถอยออกไปอย่างช้า ๆ
อู่จินเยว่จึงได้รู้ว่าคำพูดของตนดูเหมือนจะไม่เป็นที่ชอบใจของฮองเฮานัก
ส่วนคุณหนูผู้สูงศักดิ์คนอื่น ๆ ที่ตั้งใจเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงก็รู้สึกเสียใจที่ได้ทำพลาดไป
……
ในขณะเดียวกัน ที่อีกด้านหนึ่งของลานล่าสัตว์เมิ่งเหลียนไต้ได้เลือกม้าสีน้ำตาลแดงตัวเล็กที่เชื่องที่สุดตัวหนึ่ง
หลังจากขึ้นหลังม้าแล้ว นางก็ขี่เล่นวนไปมาบนทุ่งหญ้าที่ราบเรียบใกล้ ๆ
ไม่นานนักก็เห็นจ้าวชิงเกอลูกพี่ลูกน้องของนาง ขี่ม้ามาพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่จับสายบังเหียน ส่วนอีกมือหนึ่งกำลังอุ้มลูกกระต่ายสีขาวอ้วนน่ารักตัวหนึ่ง
“น้องเหลียนไต้!” จ้าวชิงเกอตะโกนเรียกนางเสียงดัง “เมื่อสักครู่ข้าเห็นกระต่ายตัวนี้ขาวบริสุทธิ์ไม่มีขนอื่นปนเลย จึงตั้งใจจับมาให้เจ้าเล่น”
“น่ารักเหลือเกินเจ้าค่ะ!” ดวงตาของเมิ่งเหลียนไต้สว่างวาบขึ้นมาทันที นางลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
จ้าวชิงเกอลงจากหลังม้าและยื่นกระต่ายในมือให้นางทันที
“ข้าคิดแล้วว่าจะต้องชอบ” เขาแสดงสีหน้าภาคภูมิใจ
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน ก็มีเสียงม้าควบม้าอย่างรวดเร็วดังมาจากระยะไกล
องค์รัชทายาทในชุดขี่ม้าสีน้ำเงินเข้มควบม้ากลับมา ตะกร้าใหญ่ที่ผูกไว้กับอานม้าเต็มไปด้วยสัตว์ที่ล่ามาได้หลากหลายชนิด
เมิ่งเหลียนไต้ยังคงเพลิดเพลินกับการเล่นกับกระต่ายน้อยสีขาวในอ้อมแขน ส่วนจ้าวชิงเกอก็กำลังบรรยายว่ากระต่ายที่เขาจับได้นั้นยากเย็นเพียงใด
ทั้งสองคนจึงต่างไม่ทันสังเกตเห็นว่า คนที่ควบม้าผ่านมาคือองค์รัชทายาท!
หลี่เว่ยหลงเห็นคู่หนุ่มสาวที่ดู ‘หวานชื่น’ คู่นี้ตั้งแต่ไกลก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดที่สุด เขาจงใจชะลอความเร็วลง และควบม้าอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังเดินเล่น จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง
เมิ่งเหลียนไต้จึงเพิ่งรู้สึกตัว รีบโค้งคำนับทันที
จ้าวชิงเกอก็รีบโค้งคำนับตามมาติด ๆ
“ไม่ต้องมากพิธี” องค์รัชทายาทบนหลังม้าตรัสด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณหนูเมิ่ง…คุณชายท่านนี้คือผู้ใดหรือ”
“ทูลองค์รัชทายาท นี่คือลูกพี่ลูกน้องของหม่อมฉัน จ้าวชิงเกอเพคะ” เมิ่งเหลียนไต้ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลี่เว่ยหลงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับคุณหนูเมิ่ง ขอให้คุณชายจ้าวหลบไปก่อนสักครู่”
จ้าวชิงเกอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ทันที รีบตอบรับอย่างรวดเร็ว “พ่ะย่ะค่ะ!” จากนั้นเขาก็กระซิบเบา ๆ กับลูกพี่ลูกน้องว่า “น้องเหลียนไต้ ให้ข้าเอากระต่ายตัวนี้ไปเก็บที่เรือนพักก่อนดีหรือไม่”
เมิ่งเหลียนไต้กะพริบตา นึกถึงระยะทางจากตรงนี้กลับไปยังที่พัก ก็รู้สึกว่าค่อนข้างไกล นางไม่สามารถควบม้าด้วยมือเดียวเหมือนลูกพี่ลูกน้องได้ จึงจำต้องยื่นกระต่ายตัวน้อยนุ่มนิ่มให้ชายหนุ่มข้างกายไป