ตอนที่ 6 เหยื่อและเพชฌฆาตที่ซ่อนเร้น
อันเหนียง สตรีสูงวัยอายุหกสิบสามปีเจ้าของห้องเช่าเก่าโทรมในหมู่บ้านชิงเหอ แท้จริงแล้วเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน นางเคยเป็นโฉมงามที่ทำให้ทั้งเมืองหลวงต้องสั่นสะเทือน นางคือ หญิงคณิกาอันดับหนึ่งแห่งย่านโคมแดง บุรุษทั้งขุนนางน้อยใหญ่ ผู้หลงใหลในคาวโลกีย์…น้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านเตียงของนางแต่กาลเวลาก็ไม่เคยปรานีผู้ใด
วันหนึ่งนางพลาดท่าตั้งครรภ์กับลูกค้าแม้กระทั่งตัวเอง…ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นบิดาของเด็กเด็กชายคนนั้นถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม สติปัญญาที่ไม่สมประกอบร่างกายใหญ่โต อ้วนท้วน แต่สมองไม่ต่างจากเด็กเล็กน้ำมูกน้ำลายไหลเยิ้มไม่เคยขาดนางตั้งชื่อเขาว่า อันฉือ
ด้วยความอัปยศและความเบื่อหน่ายอันเหนียงจึงเลือกหลบหนีออกจากเมืองหลวงลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้
แต่ถึงเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดนางก็ไม่เคยวางมือจากเรื่องคาวโลกีย์นางล่อลวงเด็กสาวในหมู่บ้านหลอกพาไปขายให้เหล่าขุนนางชราผู้หิวกระหายราคะแลกกับเงินจำนวนมากแม้สมองยังเฉียบแหลมแต่จิตใจของสตรีผู้นี้ บิดเบี้ยวไม่ต่างจากคนวิกลจริตยามนี้ ภายในบ้านไม้หลังหนึ่งอันเหนียงนั่งรับประทานอาหารกับบุตรชายของตน
อันฉือนั่งตักข้าวเข้าปากอย่างเลอะเทอะน้ำลายหยดย้อยเปื้อนคอเสื้อดวงตาเล็กๆ ของเขาเป็นประกายวาบขึ้น ก่อนจะหัวเราะ “ฮ่าๆ” อย่างไร้เดียงสา
“ท่านแม่…ท่านแม่…ฮิๆ” เขาชี้ช้อนออกไปกลางอากาศ “เสวียนหนิง…สวย…สวยมากเลย…ฉือชอบ…ฉืออยากได้…”
อันเหนียงชะงักเล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้ว “เด็กโง่! สตรีมีตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าต้องเลือกนาง!”
นางวางตะเกียบลงอย่างแรง “หากเจ้าพึงพอใจสาวผู้ใดในหมู่บ้าน แม่สามารถจัดหาให้ได้ทั้งนั้น”
แม้บุตรจะปัญญาอ่อนแต่อันเหนียง ไม่ต้องการสตรีที่มีสามีแล้วมาเป็นสะใภ้ในสายตาของนางสตรีเช่น เสวียนหนิงเหมาะสำหรับถูกหลอกไปขายให้พวกขุนนางชรามากกว่าไม่ใช่ให้ลูกชายโง่งมของตนหลงรัก
อันฉือทำหน้าเหยเกทิ้งช้อนลงกับพื้นแล้วเริ่มกระทืบเท้างอแงเหมือนเด็ก
“ไม่เอา! ไม่เอา! ฮือออ…”“ฉืออยากได้นาง…ฉืออยากได้นาง…”“ฉือรักนาง…รัก…รัก…”
เขาทุบอกตัวเองแรงๆ น้ำมูกไหล น้ำตาไหล สะอื้นอย่างไร้เหตุผล“ฉือจะเอาเสวียนหนิง…จะเอา…จะเอา…”
อันเหนียงทอดสายตามองภาพนั้นด้วยแววตาเย็นชา ริมฝีปากเหี่ยวย่นค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไร้ความอบอุ่น ดวงตาสั่นไหวด้วยแววคิดอันบิดเบี้ยว
“ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรชายของข้า…” เสียงของนางต่ำและเชื่องช้า “ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็จะทำให้เจ้าสมความปรารถนาเอง”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความหมายแฝงราวกับมีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มอันฉือที่กำลังตักข้าวเข้าปากอยู่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นทันที ใบหน้าอูมอ้วนอาบไปด้วยรอยยิ้มเปื้อนน้ำลาย เขาหัวเราะ “ฮิๆ” อย่างดีอกดีใจ
“จริงนะๆ?”“ท่านแม่ให้ฉือได้เสวียนหนิงจริงๆ เหรอ?”
เขาตบมือเปาะอย่างเด็กเล็กก่อนจะรีบตักอาหารยัดใส่ปากอีกคำเคี้ยวตุ้ยนุ้ยอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ฉือรักท่านแม่ที่สุดเลย!”“ที่สุดๆ เลย ฮิๆๆ”
คำพูดนั้นไร้เดียงสาแต่รอยยิ้มของอันเหนียง…กลับยิ่งลึกและมืดลงในเงาไฟในช่วงสายของวันนั้น อันเหนียง เดินทอดน่องมายังชายขอบของหมู่บ้านชิงเหอ สถานที่แห่งนี้เป็นผืนดินสำหรับเพาะปลูก พืชผลเรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง ชาวบ้านต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนอย่างเงียบงันนางรู้ดีว่าเสวียนหนิงและสามีพิการของนางเป็น คนต่างถิ่นไม่มีที่ดินเป็นของตนเองทำได้เพียงรับจ้างทำกิน แลกอาหารประทังชีวิตไปวันต่อวันและทุกอย่างก็เป็นไปตามที่อันเหนียงคาดไว้ไม่ไกลจากต้นไม้ใหญ่ริมแปลงเพาะปลูกเสวียนหนิงกำลังก้มเก็บผลไม้ใส่ตะกร้าอย่างตั้งใจเสื้อผ้าธรรมดาเปื้อนดินเล็กน้อยเหงื่อบางๆ เกาะตามขมับดูไม่ต่างจากหญิงชาวบ้านผู้ขยันขันแข็งทั่วไปอันเหนียงยกยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างดูอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“สาวน้อย…ไม่เหนื่อยบ้างหรือเป็นเพียงสตรีร่างบางแท้ๆ กลับต้องมาทำงานหนักเช่นนี้ น่าสงสารจริงๆ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเมตตาแต่แฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่ทำให้อากาศรอบตัวเสวียนหนิงเย็นลงโดยไม่รู้ตัวเสวียนหนิงเงยหน้าขึ้นแต่สีหน้าของนางยังคงสุภาพ อ่อนโยนดุจดังเสวียนหนิงคนเดิม
“ท่านป้าอันเหนียง…เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้เจ้าคะ”
น้ำเสียงเรียบร้อยท่าทางนอบน้อมทุกอย่างยังคงเหมือนหญิงสาวแสนธรรมดาในสายตาคนนอกแต่ในส่วนลึกของจิตใจเสวียนหนิงกลับตื่นตัวขึ้นในทันที กลิ่นอายแฝงพิษ… แม้จะจางมากแต่สำหรับนางผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการลอบสังหารกลิ่นของ เจตนาร้าย นั้นไม่อาจปิดบังได้เลยแม้เพียงนิดเดียว ยายแก่นี่…กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่…
นางครุ่นคิดในใจปลายนิ้วที่จับตะกร้ากระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว อันเหนียงทอดสายตามองเสวียนหนิงจากศีรษะจรดปลายเท้า แววตานั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเมตตา หากแต่ลึกลงไปกลับซ่อนคมเขี้ยวเอาไว้แน่นหนา “ก็จริงอยู่…” เสียงของนางอ่อนโยนราวกับลมอุ่นยามสาย
“สามีของเจ้านั้นหน้าตาหล่อเหลาไม่เลว” นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อช้าๆ
“แต่สุดท้าย…เขาก็เป็นได้เพียงชายพิการ เท่านั้น”
คำพูดนั้นเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยน้ำผึ้งภายนอกชวนฟังแต่ภายในกลับอาบไปด้วยพิษร้าย “เสวียนหนิงเอ๋ย…” อันเหนียงก้าวเข้าใกล้อีกก้าว “ทิ้งเขาเสียเถิด แล้วมาเป็นคนของบุตรชายข้า” นางโน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงเย้ายวนปนชักจูง“ข้ารับรอง…ชีวิตเจ้าจะสุขสบาย ไม่ต้องมาลำบากเปื้อนโคลน เปื้อนดิน ทำงานหนักเช่นนี้อีกต่อไป มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อมีเงินใช้ไม่ขาดมือมีคนคอยปรนนิบัติ”
ถ้อยคำเหล่านั้น หากเป็นสตรีธรรมดาผู้รักความสบายย่อมหวั่นไหวได้ไม่ยาก แต่สุขสบายที่ว่านั้น…ไม่มีอยู่จริงหากนางหลงเชื่อชะตากรรมที่รออยู่…มิใช่ชีวิตคุณหนูผู้สุขสบายนางต้องร่วมมือหลอกล่อเด็กสาวในหมู่บ้านส่งพวกนางไปขายให้เหล่าขุนนางชราแลกเปลี่ยนร่างกายของผู้อื่นกับเงินและอำนาจ
