ตอนที่ 6 ผู้หญิงช่างตื๊อ
ศาสตราวุธนั่งเล่าเรื่องที่มารดาพยายามจับคู่เขากับรติชาและสุริวิภาให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ฟัง ศรายุทธหัวเราะลั่นที่เจ้าชายต้นไม้อย่างเขาต้องมาเจอกับการรุกของฝ่ายหญิง
“ฉันว่าคนชื่อวินี่ไม่ผ่านนะ” ศรายุทธบอกน้องชายแล้วอมยิ้มขำเรื่องที่เขาเล่า
“บัวว่าคุณน้ำชานี่น่าลุ้นนะคะ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ คนนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย แถมมีไร่ชาด้วย เหมาะสมกับคุณวุธมากกว่า” บัวบงกชออกความเห็น
“แต่ผมยังไม่อยากแต่งงานนี่ครับ รู้จักกันไม่ทันไร อยู่ๆ จะไปเจอผู้ใหญ่แล้วพูดเรื่องแต่งงานเลย สงสารฝ่ายหญิงที่ต้องมีผมเป็นสามี ให้ตายเถอะ ผมยิ่งเอาใจใครไม่เป็นอยู่ด้วย ถ้าแต่งงานไปก็คงต้องหย่ากันอยู่ดี” ศาสตราวุธบอกพี่ชายกับพี่สะใภ้เสียงเครียด
เขาเอนตัวนั่งพิงกับเก้าอี้บุนวมอย่างเหนื่อยใจ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะเจอความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว
รติชาตัดสินใจตามศาสตราวุธมา ไม่ใช่แค่เพราะจะมาตามตื๊อเขากลับไปพร้อมเธอเท่านั้น กลับไปไม่ทันอย่างน้อยก็มีข้ออ้างกับบิดาว่าเพราะเธอเป็นฝ่ายผิดนัดที่ไปสัมมนาแทนมารดา แต่เหตุผลหลักที่เธอตัดสินใจตามเขามาเพราะกลัวว่าเขานั้นจะโดนสุริวิภาฉกไปก่อน
รติชาติดสินบนให้คนงานในไร่เป็นสายให้กับเธอเพื่อดูความเคลื่อนไหวของศาสตราวุธ จึงรู้เรื่องนี้และอยากจะเร่งให้ศาสตราวุธนั้นยอมแต่งงานกับเธอโดยเร็วก่อนที่บิดาจะเปลี่ยนใจหรือมีคนมาทำให้เขาหวั่นไหวก่อนเธอ
เธอนั่งรถแท็กซี่ออกจากสนามบิน แล้วตรงไปตามที่อยู่ที่ศศิประภาให้ไว้ พอเธอไปถึงศาสตราวุธก็ต้องอึ้งเมื่อรติชาลงทุนตามเขามาถึงที่นี่
ศรายุทธกับบัวบงกชมองหน้ากัน คิดว่างานนี้ศาสตราวุธคงหนีหญิงสาวคนนี้ไม่รอดแล้วเป็นแน่
“มาได้อย่างไร” ศาสตราวุธถามด้วยความตกใจ พลางคิดว่าต้องเป็นฝีมือของมารดาของเขาแน่นอน ไม่อย่างนั้นรติชาจะมาเขาที่นี่ถูกได้อย่างไร
“น้ำชาจะมาขอดูงานเป็นเพื่อนพี่วุธค่ะ” เธอบอกเขาแล้วส่งยิ้มหวานให้
ศาสตราวุธกุมขมับอย่างปวดหัวเพราะเขาแค่อ้างกับมารดาไปอย่างนั้นเอง ไม่คิดว่ามารดาจะตลบหลังเขาด้วยการส่งรติชามาอย่างนี้
บัวบงกชให้คนเอากระเป๋าของรติชาขึ้นไปเก็บและยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร
“มาเหนื่อยๆ ขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ แล้วค่อยลงมาทานอาหารเย็นด้วยกัน” บัวบงกชบอกแล้วพารติชาเดินขึ้นไปข้างบน ทิ้งให้ศาสตราวุธนั้นนั่งเครียดอยู่กับศรายุทธ
*********************
หลังมื้ออาหารรติชาขอคุยกับศาสตราวุธเป็นการส่วนตัวที่ห้องนั่งเล่น ศาสตราวุธตกลงและเดินตามเธอไปนั่งคุยกัน เขาอุตส่าห์หนีมาถึงที่นี่แล้ว เธอก็ยังตามมาวุ่นวายกับเขาจนได้ หนีอย่างไรก็คงหนีไม่พ้น
“น้ำชารู้นะคะ ว่าจริงๆ แล้วพี่วุธไม่ได้มาดูงานอะไรทั้งนั้น” รติชาพูดเปิดประเด็นขึ้นมาตรงๆ
“อืม” ศาสตราวุธยอมรับแล้วนั่งฟังเธอพูดต่อไป
“น้ำชาตามมาที่นี่เพราะอยากให้พี่วุธกลับไป อีกสองวันก็วันอาทิตย์แล้ว น้ำชาอยากให้พี่ไปแนะนำตัวกับพ่อตามที่เรานัดกันไว้” รติชาบอกเขาตามตรงแต่ไม่ได้อธิบายว่าเพราะอะไร
“เราไม่ได้นัดกัน แม่ของเราต่างหาก และพี่ก็ไม่อยากไปด้วย” ศาสตราวุธบอก
“งั้นพี่วุธคงพอใจคุณวิมากกว่าน้ำชาใช่ไหมคะ ถึงได้ลงทุนหนีมาถึงที่นี่ น้ำชาทำอะไรผิดคะ ทำไมพี่วุธต้องใจร้ายกับน้ำชาแบบนี้” รติชาแกล้งบีบน้ำตาออกมา แล้วพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือสมจริงจนศาสตราวุธทำตัวไม่ถูก ไม่เคยมีผู้หญิงร้องไห้ต่อหน้าเขาอย่างนี้
“อย่าร้องสิ พี่ทำตัวไม่ถูก” เขาบอกเธอ หันซ้ายหันขวาอยากขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่พี่ชายพี่สะใภ้ก็ไม่เดินผ่านเข้ามาแถวนี้เลย
“อยากให้พี่ทำอะไรก็บอกมาเลย แต่หยุดร้องก่อน” เขาบอกเธอ รติชาทรุดตัวคุกเข่าต่อหน้าเขา แล้วจับมือเขาไว้
“กลับไปกับน้ำชานะคะ ไปแนะนำตัวกับคุณพ่อ น้ำชาอยากแต่งงานกับพี่วุธจริงๆ นะคะ แต่งงานกันเถอะนะคะ” รติชาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แววตาดูเศร้าและมีความหวัง เธอกำลังขอผู้ชายแต่งงาน ศาสตราวุธทำตัวไม่ถูก
ภาพที่เธอคุกเข่าขอเขาแต่งงานนั้น เล่นเอาเขาคาดไม่ถึง และพูดไม่ออก อยากปฏิเสธแต่แววตาคู่นั้นของเธอก็ช่างดูเศร้าเหลือเกิน เขากำลังสงสัยว่าตัวเองแพ้น้ำตาผู้หญิง หรือว่าแพ้ลูกตื๊อของรติชากันแน่
“เอ่อ คะ แค่กลับไปก่อนได้ไหม เรื่องแต่งงาน เอ่อ พะ พี่ยังไม่ขอตอบตอนนี้” ศาสตราวุธพูดตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น ที่ถูกรติชาขอแต่งงาน ทั้งๆ ที่รู้จักกันได้ไม่นาน
ไม่เข้าใจว่าบ้านเธอกำลังเดือดร้อนหรืออย่างไร ทำไมรติชาที่ดูสวยน่ารักและฐานะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถึงอยากแต่งงานกับเขานักหนา หรือเพราะรวยอยู่แล้วเลยอยากแต่งงานกับคนรวยเพื่อรวยเข้าไปอีก ยิ่งคิดศาสตราวุธก็ยิ่งสับสน เดาไม่ถูกว่ารติชานั้นต้องการอะไรจากการแต่งงานกับเขากันแน่
‘หรือว่าน้ำชากำลังท้อง เลยต้องรีบหาคนไปรับเป็นพ่อของเด็ก’ ศาสตราวุธคิดไปต่างๆ นานา แล้วไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกจากหัวไป
“งั้นเรากลับกันพรุ่งนี้เลยนะคะ มะรืนนี้จะได้ไปคุยกัน นะคะพี่วุธ นะคะ” รติชาอ้อนเขาเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างน่ารัก
ศาสตราวุธพยายามใจแข็งชักมือกลับแล้วพยักหน้าตกลงก่อนที่รติชาจะพูดหรือทำอะไรแผลงๆ อีก
รติชายิ้มกว้าง เธอลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ เขาแล้วยิ้มกว้างให้เขาอย่างพอใจ ศาสตราวุธส่ายหน้า รับอารมณ์ของเธอเกือบไม่ทันเมื่อเธอเดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวยิ้มอย่างมีความสุขอย่างนี้ แต่ก็ทำให้เขาอดยิ้มตามเธอไปด้วย
“ตื๊อเก่งจนน่ากลัวนะเราน่ะ” ศาสตราวุธบอกเธอ แล้วยิ้มให้เป็นครั้งแรก
*********************
ในตอนเช้าทั้งสองขนกระเป๋าขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับพร้อมกัน ศาสตราวุธพาเธอไปลาพี่ชายและพี่สะใภ้ ก่อนจะพาเธอกลับไป เพื่อให้ถึงบ้านก่อนมืด
รติชายิ้มอย่างมีความสุขไปตลอดทางแล้วชวนเขาคุยถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ บอกเขาว่าเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จนศาสตราวุธนั้นแทบจำได้ขึ้นใจแล้ว เพราะเธอย้ำบอกเขาหลายรอบ
“ที่น้ำชาพูดเรื่องของตัวเองให้ฟัง ก็เพราะอยากให้พี่วุธรู้จักน้ำชามากกว่านี้” เธอบอกเขา
“อืม” ศาสตราวุธตอบรับคำพูดของเธอสั้นๆ
“แล้วเรื่องไร่ชาของพี่วุธล่ะคะ ตอนนี้ทำไปถึงไหนแล้ว” รติชาชวนเขาพูดเรื่องที่เขาถนัดเพื่อให้เขานั้นพูดโต้ตอบกับเธอมากขึ้น
“ก็กำลังปรับหน้าดิน ได้ต้นกล้ามาเยอะพอควร จะทยอยลงดินเดือนหน้านี้แล้ว” ศาสตราวุธบอกแล้วยิ้มเมื่อได้พูดถึงเรื่องต้นไม้ใบหญ้า
“พี่วุธไม่อยู่ กล้วยไม้ของเราจะเป็นอย่างไรบ้างคะเนี่ย” รติชาพูด เน้นคำว่ากล้วยไม้ของเรา หมายถึงต้นที่เธอเอาไปฝากเขาตอนนั้น
“พี่ฝากคนให้ดูแลแล้ว เหตุผลหนึ่งที่ยอมกลับมาด้วยก็เพราะเป็นห่วงเจ้าพวกนั้นนั่นแหละ” ศาสตราวุธบอก รติชาหุบยิ้มแล้วปรายตามองเขาอย่างหมั่นไส้ ที่ในหัวเขามีแต่ต้นไม้
“เข้าใจต้นไม้ว่าพวกมันต้องการอะไร อย่าลืมฟังเสียงหัวใจของน้ำชาด้วยนะคะ ว่ามันก็ต้องการพี่วุธเข้ามาดูแลเหมือนกัน” เธอหยอดคำพูดหวานๆ ใส่เขา
“หัวใจคนยากแท้หยั่งถึง ต้นไม้ใบแห้งพี่ก็ตีความหมายได้ว่าต้องการอะไร แต่กับคนโดยเฉพาะผู้หญิง พี่ไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่” เขาบอกเธอ
“คงเป็นที่มาของคำขวัญประจำตัวของพี่วุธสินะคะ” เธอบอกเขาแล้วหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“คำขวัญอะไร” ศาสตราวุธทำหน้างง คิ้วขมวดเข้าหากัน
“อ่อนโยนกับต้นไม้ ใจร้ายกับผู้หญิง..น้ำชาได้ยินคนงานเขาพูดกันอย่างนี้ค่ะ” รติชาบอกเขา
“ก็คงอย่างนั้น” ศาสตราวุธไม่ปฏิเสธสิ่งที่โดนพูดถึง เพราะเขาเองก็เป็นอย่างที่พูดกันจริงๆ ถึงจะไม่ตั้งใจใจร้ายกับใครก็ตาม
“จะให้พี่ไปส่งที่บ้านเลยหรือเปล่า” เขาถามเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวบอกให้ที่ไร่มารับที่บ้านพี่วุธเลยดีกว่าค่ะ” รติชาบอกเขา โล่งใจแล้วที่พาเขากลับมาทันวันนัด ถึงจะเขินตอนที่ตัวเองคุกเข่าขอเขาแต่งงานอยู่มากก็ตามที
*********************