บทที่ 2 จอมมารน้อย
บทที่ 2 จอมมารน้อย
“เฟิ่งอวี้” คือชื่อของชายหนุ่มผู้นี้ ในห้วงแห่งสติที่เลือนราง ภาพสุดท้ายที่เขามองเห็นคือใบหน้าอันเย็นชาและสง่างามของปรมาจารย์หลี่ซาน และเขาก็รู้ดีว่าแผนการขั้นแรกของเขานั้น...สำเร็จแล้ว รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนใบหน้ายามหลับตาลงอีกครั้ง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแตกต่างจากรอยยิ้มที่หลี่ซานได้เห็น มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอำมหิต แผนการอันแยบยลและเลือดเย็นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เบื้องหน้าของเฟิ่งอวี้คือหลี่ซาน ปรมาจารย์ผู้เย่อหยิ่งที่ผู้คนต่างเกรงกลัว ทว่าสำหรับเขาแล้ว นั่นเป็นเพียงก้าวแรกสู่การครอบครองสิ่งสูงค่าที่เขาหมายปองมาเนิ่นนาน
เฟิ่งอวี้ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน ในวันที่เขาตัดสินใจเดินทางมายังสำนักเมฆาขาว เส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายและอุปสรรคมากมาย แต่เขากลับไม่คิดจะย่อท้อ ด้วยเป้าหมายเดียวคือการเข้าใกล้หลี่ซานให้มากที่สุด
เฟิ่งอวี้ไม่ใช่บุรุษผู้อ่อนแออย่างที่ปรากฏภายนอก เขาเป็นถึงบุตรชายของจอมมารผู้ชั่วร้ายและแกร่งกล้า เขามีความสามารถในการต่อสู้ที่ซ่อนเร้น ความเฉลียวฉลาดที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือจิตใจที่เย็นชาและอำมหิต
การที่เฟิ่งอวี้ยอมลดตัวลงมาแสดงท่าทีอ่อนแอ บาดเจ็บปางตายนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาต้องการให้หลี่ซานรับเขาไว้ในสำนัก เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสเข้าใกล้ปรมาจารย์ผู้สูงส่งคนนี้ได้อย่างแนบเนียนที่สุด
ในวัยเยาว์ เฟิ่งอวี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูงดงามและอ่อนแอราวกับหญิงสาว ทำให้เขาตกเป็นเป้าโจมตีของผู้คนอยู่เสมอ ดังนั้นบิดาของเขาจึงพยายามเคี่ยวกรำให้เขากลายเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างที่ไม่อาจมีใครเทียบได้
เฟิ่งอวี้เห็นความจริงที่ว่าความอ่อนแอคือหนทางสู่ความพินาศ เขาจึงฝึกฝนตนเองมาโดยตลอด เรียนรู้ที่จะซ่อนคมมีดไว้ใต้รอยยิ้ม และความแข็งแกร่งไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่บอบบาง ผู้คนต่างมองว่าเขาเป็นเพียงมารน้อยผู้ไร้เดียงสา ไม่มีพิษภัย แต่แท้จริงแล้วภายในจิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและแรงขับดันที่สั่งสมมานาน
เฟิ่งอวี้ได้ยินกิตติศัพท์ของปรมาจารย์หลี่ซานมานานแสนนาน ชายผู้ที่ผู้คนต่างเทิดทูนบูชา ทว่ากลับไม่เคยแยแสสิ่งใด ชายหนุ่มรู้สึกท้าทายในจิตใจ เขาต้องการพิชิตบุรุษผู้นี้ และทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อาณัติของตนเองให้จงได้
“ในที่สุดข้าก็ได้ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของท่านแล้ว ...หลี่ซาน” เฟิ่งอวี้พึมพำกับตัวเองอีกครั้ง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ราวเทพบุตร มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยชัยชนะอันมืดมิด
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ซานเดินไปที่ห้องพักคนป่วย ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเฟิ่งอวี้ที่กำลังนอนหลับใหลอย่างสงบ
หมอประจำสำนักรายงานอาการของชายหนุ่มอย่างละเอียดถี่ถ้วน “เขาเสียเลือดมาก แต่โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกถึงกระดูก และพิษในร่างก็ถูกขับออกไปแล้ว คาดว่าภายในไม่กี่วันก็จะฟื้นตัวเป็นปกติ”
หลี่ซานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด เขาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของเฟิ่งอวี้อย่างพิจารณา หากมองเพียงผิวเผิน ชายหนุ่มผู้นี้ดูราวกับกระต่ายน้อยที่หลงทางเข้ามาในรังหมาป่า ทว่าลึกลงไป หลี่ซานกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความอ่อนแอที่น่าหลงใหลนั้น เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ความรู้สึกประหลาดนี้ทำให้เขาไม่สามารถละสายตาจากคนตรงหน้าได้เลย
“เมื่อเขาฟื้น ให้เขามาพบข้า” หลี่ซานออกคำสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เหล่าลูกศิษย์ด้านในยืนงุนงงอยู่ลำพัง
หลี่ซานกลับไปยังห้องบำเพ็ญเพียรของตนเอง เขานั่งลงบนแท่นบูชาอีกครั้ง พยายามทำจิตใจให้สงบนิ่ง แต่ภาพของเฟิ่งอวี้กลับยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด รอยยิ้มประหลาดนั้น...มันยังคงกวนใจเขา
“ไม่เคยมีผู้ใดรบกวนข้าได้ถึงเพียงนี้” หลี่ซานพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่...”
ในขณะที่หลี่ซานกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดอันชวนสับสนนั้น เฟิ่งอวี้ที่กำลังนอนหลับใหลอย่างสงบ พลันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่งามเปล่งประกายคมกริบราวคมมีดที่ซ่อนเร้นภายใต้ความนุ่มนวล เขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดที่หลี่ซานพูด และรู้ดีว่าแผนการของเขาได้ผลยิ่งกว่าที่คาดไว้เสียอีก รอยยิ้มอันอำมหิตปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะหลับตาลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของศิษย์ผู้ดูแลเดินเข้ามาใกล้
“หลี่ซาน...ให้เวลาข้าอีกสักหน่อย เพียงไม่นานทุกสิ่งของท่านจะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว” เฟิ่งอวี้คิดในใจพร้อมวาดฝันถึงจุดมุ่งหมายที่เขารอคอยมานานแสนนาน
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับหลี่ซานผู้ไม่เคยรู้สึกกระสับกระส่ายเช่นนี้มาก่อน เขายังคงนั่งบำเพ็ญเพียรจนรุ่งสาง แต่สมาธินั้นกลับไม่นิ่งเท่าที่ควร ภาพของเฟิ่งอวี้ยังคงรบกวนจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา ราวกับมีผีเสื้อนับพันตัวโบยบินอยู่ในช่องท้อง สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความเยือกเย็นที่เคยโอบล้อมกายและใจของเขามาตลอดหลายสิบปี กำลังถูกรบกวนด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จักและไม่เคยปรากฏมาก่อน
เมื่อแสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาในห้อง หลี่ซานก็ลุกขึ้นยืน เขาจำเป็นต้องได้เห็นชายหนุ่มผู้นั้นด้วยตาของตัวเองอีกครั้ง ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดเขาเอาไว้
หลี่ซานก้าวเท้าเข้าไปยังห้องพักของเฟิ่งอวี้ตามลำพัง เมื่อเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มก็พบว่าเฟิ่งอวี้ได้ตื่นขึ้นแล้ว และกำลังนั่งพิงศีรษะกับผนัง ใบหน้ายังคงซีดเซียว แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสุกใส เปล่งประกายขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
เมื่อเฟิ่งอวี้เห็นหลี่ซาน เขาก็พยายามจะลุกขึ้นจากเตียงด้วยความยากลำบาก
หลี่ซานก้าวเข้าไปใกล้ ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าดวงตาที่จับจ้องไปยังคนตรงหน้ากลับฉายแววบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ
